คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 662/2563 ฉบับเต็ม

#681863
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 662/2563 พนักงานอัยการจังหวัดยะลา โจทก์ นาย ย. จำเลย ป.อ. มาตรา 376 โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 80, 91, 288, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 288 ประกอบมาตรา 80, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นกับฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 20 ปี ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นกับฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 14 ปี ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานฆ่าผู้อื่น จำคุก 13 ปี 4 เดือน ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 9 ปี 4 เดือน ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 4 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 22 ปี 16 เดือน ริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371, 376 และพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 12 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 8 ปี เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 21 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 โดยโจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงนายมาหะมะ ผู้ตาย และนายรอยะ ผู้เสียหาย หลายนัด กระสุนปืนถูกผู้ตายบริเวณศีรษะระหว่างลำคอด้านซ้ายและบริเวณหลังเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ส่วนผู้เสียหายถูกกระสุนปืนบริเวณหลังด้านซ้ายและหน้าแข้งขาขวา มีแผลฉีกขาดที่หลังด้านซ้ายและหน้าแข้งขาขวา มีน้ำในช่องท้อง ม้ามฉีกขาด กระดูกหักใต้เข่าจนมีภาวะติดเชื้อที่บาดแผลที่ขา แพทย์ต้องตัดขาขวาระดับเหนือเข่าและตัดม้ามออก เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส จำเลยไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาว่าไม่ได้กระทำความผิดฐานดังกล่าว เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น และการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวหรือไม่ และมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรหรือไม่ ซึ่งจะได้วินิจฉัยไปด้วยกัน เห็นว่า แม้ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืนก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงได้ความจากผู้เสียหายว่าทั้งผู้เสียหาย ผู้ตายและจำเลยต่างคาดไฟฉายส่องทางไว้ที่ศีรษะ จึงเชื่อได้ว่าบริเวณที่เกิดเหตุมีแสงสว่างเพียงพอให้มองเห็นเหตุการณ์และเห็นหน้ากันได้ ผู้เสียหายเบิกความว่าบริเวณที่เกิดเหตุเป็นทางเดินแคบ ๆ สองข้างทางเป็นป่า เมื่อพิจารณาประกอบกับภาพถ่าย เห็นได้ว่าสถานที่เกิดเหตุมีลักษณะเป็นทางเดินแคบ ๆ ในป่า การที่บุคคลสองคนเดินสวนทางกันจึงย่อมต้องเดินสวนกันในระยะใกล้ชิดและมองว่าคนที่เดินสวนทางมาเป็นใคร อันเป็นการสนับสนุนคำเบิกความของผู้เสียหายที่ว่าเมื่อเดินเข้าใกล้กันห่างประมาณ 1 ช่วงแขน ทำให้เห็นหน้าคนที่เดินสวนทางมาว่าเป็นจำเลยนั้น มีน้ำหนักให้รับฟัง ผลการตรวจชันสูตรพลิกศพผู้ตายก็ปรากฏว่า ผู้ตายมีบาดแผลถูกกระสุนปืนที่บริเวณหลังศีรษะด้านซ้าย 1 แห่ง หลังใบหูซ้าย 1 แห่ง บริเวณหลังด้านซ้าย 7 แห่ง จากลักษณะบาดแผลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผู้ตายถูกยิงทางด้านหลังในระยะใกล้ชิด ประกอบกับเจ้าพนักงานตำรวจตรวจพบชิ้นส่วนพลาสติกหมอนรองลูกกระสุนปืนลูกซอง 1 อัน และปลอกกระสุนปืน ขนาด 9 มม. 3 ปลอก ตกอยู่ใกล้ศพผู้ตาย กับปลอกกระสุนปืน ขนาด 9 มม. 2 ปลอก และชิ้นส่วนลูกกระสุนปืน ขนาด 9 มม. 2 ชิ้น ห่างจากศพผู้ตาย 14.20 และ 15.20 เมตร ตามลำดับ อันเป็นการสนับสนุนคำเบิกความของผู้เสียหายให้มีน้ำหนักรับฟังยิ่งขึ้น หลังจากเกิดเหตุผู้เสียหายได้ให้การต่อเจ้าพนักงานตำรวจชุดสืบสวนและพนักงานสอบสวนพร้อมกับชี้ภาพถ่ายของจำเลยยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้าย ผู้เสียหายกับจำเลยต่างไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายใช้อาวุธปืนลูกซองและอาวุธปืนสั้นยิงผู้ตายและผู้เสียหาย สำหรับฎีกาของโจทก์ที่ว่า จำเลยยังมีความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรหรือไม่ นั้น เมื่อพิจารณาคำเบิกความของผู้เสียหายประกอบกับบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีอาญา ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าบริเวณที่เกิดเหตุเป็นทางเดินแคบ ๆ ตามเนินเขา บริเวณโดยรอบเป็นป่า สวนยางพารา และสวนผลไม้ ที่เกิดเหตุอยู่ห่างจากถนนสาธารณะภายในหมู่บ้านประมาณ 4 ถึง 5 กิโลเมตร ทางนำสืบของโจทก์ไม่ได้ความว่าอยู่ในเขตเมืองหรือหมู่บ้าน ที่เกิดเหตุจึงมิใช่อยู่ในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชน การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหายในที่เกิดเหตุจึงมิใช่เป็นการยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน อันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376 อย่างไรก็ดี จำเลยพาอาวุธปืนติดตัวไปในทางที่เกิดเหตุโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหายโดยไม่มีเหตุโดยชอบด้วยกฎหมายที่จะอ้างได้ จึงเป็นความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร สำหรับการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวหรือไม่ นั้น เห็นว่า ความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต กับความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต กฎหมายบัญญัติบทความผิดและบทลงโทษคนละมาตรากัน ความผิดทั้งสองฐานย่อมแยกออกจากกัน และจำเลยมีเจตนากระทำความผิดต่อผู้ตายและผู้เสียหายแยกออกจากกัน ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่นจึงเป็นความผิดต่างกรรมกัน และต่างกรรมกับความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ดังกล่าว การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม หาใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวแต่ผิดต่อกฎหมายหลายบทไม่ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานฆ่าผู้อื่น พยายามฆ่าผู้อื่น และมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 แล้ว เป็นจำคุก 21 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 (กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์-เสรี เพศประเสริฐ-เรวัตร สกุลคล้อย) ศาลจังหวัดยะลา - นางถนอมขวัญ วัชรบุศราคำ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายนาถพงษ์ สุขะปุณณพันธ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2328/2562 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ790/2561 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ3378/2561 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
681863
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดยะลา",
        "judge": "นางถนอมขวัญ วัชรบุศราคำ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 9",
        "judge": "นายนาถพงษ์ สุขะปุณณพันธ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081952665"
    }
}
date
2563
deka_no
662/2563
deka_running_no
662
deka_year
2563
department
แผนก
judges
[
    "กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์",
    "เสรี เพศประเสริฐ",
    "เรวัตร สกุลคล้อย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 376"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดยะลา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ย."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 32, 80, 91, 288, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน

วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน

พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า

จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 288

ประกอบมาตรา 80, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน

วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน

พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม,

72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นกับฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง

หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 20 ปี ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นกับฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้าน

หรือที่ชุมนุมชน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 14 ปี

ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน

หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน

ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ

ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานฆ่าผู้อื่น จำคุก 13 ปี 4 เดือน ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 9 ปี

4 เดือน ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

จำคุก 4 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 22 ปี

16 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค

9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง

หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน

หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา

371,

376 และพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง

และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ

วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ

วรรคสอง ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 12 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 8 ปี

เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว

เป็นจำคุก 21 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 โดยโจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า

ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงนายมาหะมะ ผู้ตาย และนายรอยะ ผู้เสียหาย หลายนัด

กระสุนปืนถูกผู้ตายบริเวณศีรษะระหว่างลำคอด้านซ้ายและบริเวณหลังเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย

ส่วนผู้เสียหายถูกกระสุนปืนบริเวณหลังด้านซ้ายและหน้าแข้งขาขวา

มีแผลฉีกขาดที่หลังด้านซ้ายและหน้าแข้งขาขวา มีน้ำในช่องท้อง ม้ามฉีกขาด

กระดูกหักใต้เข่าจนมีภาวะติดเชื้อที่บาดแผลที่ขา

แพทย์ต้องตัดขาขวาระดับเหนือเข่าและตัดม้ามออก เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส

จำเลยไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปี

จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

จำเลยฎีกาว่าไม่ได้กระทำความผิดฐานดังกล่าว เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว

ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า

จำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น และการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวหรือไม่

และมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง

หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง

หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรหรือไม่ ซึ่งจะได้วินิจฉัยไปด้วยกัน เห็นว่า

แม้ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืนก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงได้ความจากผู้เสียหายว่าทั้งผู้เสียหาย

ผู้ตายและจำเลยต่างคาดไฟฉายส่องทางไว้ที่ศีรษะ

จึงเชื่อได้ว่าบริเวณที่เกิดเหตุมีแสงสว่างเพียงพอให้มองเห็นเหตุการณ์และเห็นหน้ากันได้

ผู้เสียหายเบิกความว่าบริเวณที่เกิดเหตุเป็นทางเดินแคบ ๆ สองข้างทางเป็นป่า

เมื่อพิจารณาประกอบกับภาพถ่าย เห็นได้ว่าสถานที่เกิดเหตุมีลักษณะเป็นทางเดินแคบ

ๆ ในป่า การที่บุคคลสองคนเดินสวนทางกันจึงย่อมต้องเดินสวนกันในระยะใกล้ชิดและมองว่าคนที่เดินสวนทางมาเป็นใคร

อันเป็นการสนับสนุนคำเบิกความของผู้เสียหายที่ว่าเมื่อเดินเข้าใกล้กันห่างประมาณ

1 ช่วงแขน ทำให้เห็นหน้าคนที่เดินสวนทางมาว่าเป็นจำเลยนั้น

มีน้ำหนักให้รับฟัง ผลการตรวจชันสูตรพลิกศพผู้ตายก็ปรากฏว่า

ผู้ตายมีบาดแผลถูกกระสุนปืนที่บริเวณหลังศีรษะด้านซ้าย

1 แห่ง หลังใบหูซ้าย 1 แห่ง บริเวณหลังด้านซ้าย 7 แห่ง จากลักษณะบาดแผลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผู้ตายถูกยิงทางด้านหลังในระยะใกล้ชิด

ประกอบกับเจ้าพนักงานตำรวจตรวจพบชิ้นส่วนพลาสติกหมอนรองลูกกระสุนปืนลูกซอง

1 อัน และปลอกกระสุนปืน ขนาด 9 มม. 3 ปลอก ตกอยู่ใกล้ศพผู้ตาย กับปลอกกระสุนปืน ขนาด 9 มม. 2 ปลอก

และชิ้นส่วนลูกกระสุนปืน ขนาด 9 มม. 2 ชิ้น ห่างจากศพผู้ตาย 14.20 และ 15.20 เมตร ตามลำดับ

อันเป็นการสนับสนุนคำเบิกความของผู้เสียหายให้มีน้ำหนักรับฟังยิ่งขึ้น หลังจากเกิดเหตุผู้เสียหายได้ให้การต่อเจ้าพนักงานตำรวจชุดสืบสวนและพนักงานสอบสวนพร้อมกับชี้ภาพถ่ายของจำเลยยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้าย

ผู้เสียหายกับจำเลยต่างไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน

พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายใช้อาวุธปืนลูกซองและอาวุธปืนสั้นยิงผู้ตายและผู้เสียหาย

สำหรับฎีกาของโจทก์ที่ว่า

จำเลยยังมีความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง

หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรหรือไม่

นั้น

เมื่อพิจารณาคำเบิกความของผู้เสียหายประกอบกับบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีอาญา

ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าบริเวณที่เกิดเหตุเป็นทางเดินแคบ ๆ ตามเนินเขา

บริเวณโดยรอบเป็นป่า สวนยางพารา และสวนผลไม้

ที่เกิดเหตุอยู่ห่างจากถนนสาธารณะภายในหมู่บ้านประมาณ

4 ถึง 5 กิโลเมตร ทางนำสืบของโจทก์ไม่ได้ความว่าอยู่ในเขตเมืองหรือหมู่บ้าน

ที่เกิดเหตุจึงมิใช่อยู่ในเมือง

หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชน การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหายในที่เกิดเหตุจึงมิใช่เป็นการยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง

หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน อันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376 อย่างไรก็ดี จำเลยพาอาวุธปืนติดตัวไปในทางที่เกิดเหตุโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหายโดยไม่มีเหตุโดยชอบด้วยกฎหมายที่จะอ้างได้

จึงเป็นความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง

หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร

สำหรับการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวหรือไม่

นั้น เห็นว่า ความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

กับความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน

หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต กฎหมายบัญญัติบทความผิดและบทลงโทษคนละมาตรากัน

ความผิดทั้งสองฐานย่อมแยกออกจากกัน และจำเลยมีเจตนากระทำความผิดต่อผู้ตายและผู้เสียหายแยกออกจากกัน

ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่นจึงเป็นความผิดต่างกรรมกัน

และต่างกรรมกับความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ดังกล่าว การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม

หาใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวแต่ผิดต่อกฎหมายหลายบทไม่

ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า

จำเลยมีความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน

หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน

เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด

ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490

มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371

เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน

เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานฆ่าผู้อื่น พยายามฆ่าผู้อื่น

และมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค

9 แล้ว เป็นจำคุก 21 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค

9
opensearch_id
primary_black_case_no
อ790/2561
primary_red_case_no
อ3378/2561
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000123.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2328/2562
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2563