คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 587/2563 ฉบับเต็ม

#681869
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 587/2563 นาย ว. โจทก์ บริษัท ฟ. จำเลย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49, มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, มาตรา 56 วรรคสอง, มาตรา 57/1 วรรคหนึ่ง, มาตรา 57/1 วรรคสอง โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 12,876.49 บาท ค่าชดเชย 203,313 บาท และค่าจ้างค้างจ่าย 1,017 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าว ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าว และเงินเพิ่มร้อยละสิบห้าของจำนวนเงินค่าจ้าง ค่าชดเชย และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลาเจ็ดวัน จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 203,310 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 30 มกราคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 12,876.30 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 420,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาและที่คู่ความไม่โต้แย้งกันได้ความว่า โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลย ตำแหน่งพนักงานขับรถยกตั้งแต่ปี 2538 จนกระทั่งวันที่ 19 ตุลาคม 2559 โจทก์ยกกล่องใส่เศษสะแคร็ปซึ่งด้านบนมีม้วนสายโทรศัพท์วางอยู่ออกไปจากพื้นที่โรงปอกแผนกสะแคร็ปและนำไปวางไว้ในพื้นที่ซึ่งติดกันกับพื้นที่ที่วางสะแคร็ปรอการขาย ต่อมาจำเลยตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง วันที่ 14 พฤศจิกายน 2559 โจทก์ให้การต่อคณะกรรมการสอบสวนว่าไม่มีใครสั่งให้ยกกล่องใส่สะแคร็ปที่มีม้วนสายโทรศัพท์วางอยู่บนกล่องออกไป ต่อมาจำเลยมีคำสั่งพักงานโจทก์ วันที่ 23 พฤศจิกายน 2559 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2559 อ้างว่าโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีร้ายแรง แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การกระทำของโจทก์ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยอย่างร้ายแรงและเป็นการส่อไปในทางทุจริต การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุดังกล่าวจึงเป็นการเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุอันสมควร โดยศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยแล้วเห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าการเลิกจ้างโจทก์ของจำเลยมีเหตุอันสมควร ไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม นั้น ล้วนแต่เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง คดีมีปัญหาตามที่จำเลยฎีกาเพียงประการเดียวว่า ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่ได้นำเรื่องคำสั่งคำร้อง และคำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างไว้ในอุทธรณ์มาวินิจฉัยเทียบเคียง การกระทำของจำเลยไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้น เห็นว่า ฎีกาของจำเลยดังกล่าวมีลักษณะเป็นการโต้แย้งว่าอุทธรณ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย ซึ่งเมื่อพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยแล้ว เป็นอุทธรณ์ที่มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ อันเป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย มิใช่เป็นการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัย และเมื่อมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวนี้ไปเสียทีเดียวได้และเพื่อความรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาที่ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ ไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาพิพากษาใหม่ เห็นว่า การเลิกจ้างที่จะถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้นต้องพิเคราะห์ถึงเหตุแห่งการเลิกจ้างว่า นายจ้างมีเหตุอันสมควรหรือเพียงพอที่จะเลิกจ้างลูกจ้างหรือไม่ เป็นคนละเหตุกับการเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย เมื่อข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันได้ความว่า โจทก์ยอมรับว่าได้ขับรถยกกล่องใส่เศษสะแคร็ปที่มีม้วนสายโทรศัพท์วางอยู่บนกล่องดังกล่าวซึ่งมีมูลค่าหากได้นำไปขายต่อบุคคลภายนอก โดยไม่มีผู้ใดสั่งให้ยกมาเก็บไว้ในสถานที่ล่อแหลมพร้อมในการนำออกสู่ภายนอก การกระทำของโจทก์จึงส่อไปในทางทุจริต เป็นเหตุให้จำเลยไม่ไว้วางใจและ ขาดความเชื่อถือในการทำงานของโจทก์ การเลิกจ้างโจทก์ของจำเลยจึงมีเหตุอันสมควร ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ให้ยกอุทธรณ์ของจำเลย กับให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง (ทวีป ตันสวัสดิ์-วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์-จักษ์ชัย เยพิทักษ์) ศาลแรงงานกลาง - นายธีรศักดิ์ เงยวิจิตร - นายพิเชฏฐ์ รื่นเจริญ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ร.296/2562 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น สป77/2560 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น สป139/2561 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
681869
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานกลาง",
        "judge": "นายธีรศักดิ์ เงยวิจิตร"
    },
    {
        "court": "- นายพิเชฏฐ์ รื่นเจริญ",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081952757"
    }
}
date
2563
deka_no
587/2563
deka_running_no
587
deka_year
2563
department
แผนก
judges
[
    "ทวีป ตันสวัสดิ์",
    "วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์",
    "จักษ์ชัย เยพิทักษ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 49",
            "ม. 54 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 56 วรรคสอง",
            "ม. 57/1 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 57/1 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย ว."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัท ฟ."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า

12,876.49 บาท ค่าชดเชย 203,313 บาท และค่าจ้างค้างจ่าย 1,017 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าว

ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 1,000,000

บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าว

และเงินเพิ่มร้อยละสิบห้าของจำนวนเงินค่าจ้าง ค่าชดเชย

และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลาเจ็ดวัน จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 203,310 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 30

มกราคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 12,876.30 บาท

และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 420,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาและที่คู่ความไม่โต้แย้งกันได้ความว่า

โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลย ตำแหน่งพนักงานขับรถยกตั้งแต่ปี

2538 จนกระทั่งวันที่ 19 ตุลาคม 2559

โจทก์ยกกล่องใส่เศษสะแคร็ปซึ่งด้านบนมีม้วนสายโทรศัพท์วางอยู่ออกไปจากพื้นที่โรงปอกแผนกสะแคร็ปและนำไปวางไว้ในพื้นที่ซึ่งติดกันกับพื้นที่ที่วางสะแคร็ปรอการขาย

ต่อมาจำเลยตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง

วันที่ 14 พฤศจิกายน 2559 โจทก์ให้การต่อคณะกรรมการสอบสวนว่าไม่มีใครสั่งให้ยกกล่องใส่สะแคร็ปที่มีม้วนสายโทรศัพท์วางอยู่บนกล่องออกไป

ต่อมาจำเลยมีคำสั่งพักงานโจทก์ วันที่ 23

พฤศจิกายน 2559 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน

2559 อ้างว่าโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีร้ายแรง แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การกระทำของโจทก์ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยอย่างร้ายแรงและเป็นการส่อไปในทางทุจริต

การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุดังกล่าวจึงเป็นการเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุอันสมควร

โดยศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยแล้วเห็นว่า

อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าการเลิกจ้างโจทก์ของจำเลยมีเหตุอันสมควร

ไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม นั้น ล้วนแต่เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย

อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา

54 วรรคหนึ่ง

คดีมีปัญหาตามที่จำเลยฎีกาเพียงประการเดียวว่า

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่ได้นำเรื่องคำสั่งคำร้อง

และคำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างไว้ในอุทธรณ์มาวินิจฉัยเทียบเคียง การกระทำของจำเลยไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้น

เห็นว่า ฎีกาของจำเลยดังกล่าวมีลักษณะเป็นการโต้แย้งว่าอุทธรณ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย ซึ่งเมื่อพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยแล้ว

เป็นอุทธรณ์ที่มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่

อันเป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย มิใช่เป็นการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัย

และเมื่อมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวนี้ไปเสียทีเดียวได้และเพื่อความรวดเร็ว

ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาที่ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ ไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาพิพากษาใหม่ เห็นว่า

การเลิกจ้างที่จะถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้นต้องพิเคราะห์ถึงเหตุแห่งการเลิกจ้างว่า นายจ้างมีเหตุอันสมควรหรือเพียงพอที่จะเลิกจ้างลูกจ้างหรือไม่

เป็นคนละเหตุกับการเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย เมื่อข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันได้ความว่า

โจทก์ยอมรับว่าได้ขับรถยกกล่องใส่เศษสะแคร็ปที่มีม้วนสายโทรศัพท์วางอยู่บนกล่องดังกล่าวซึ่งมีมูลค่าหากได้นำไปขายต่อบุคคลภายนอก

โดยไม่มีผู้ใดสั่งให้ยกมาเก็บไว้ในสถานที่ล่อแหลมพร้อมในการนำออกสู่ภายนอก การกระทำของโจทก์จึงส่อไปในทางทุจริต

เป็นเหตุให้จำเลยไม่ไว้วางใจและ ขาดความเชื่อถือในการทำงานของโจทก์

การเลิกจ้างโจทก์ของจำเลยจึงมีเหตุอันสมควร ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์

ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ให้ยกอุทธรณ์ของจำเลย

กับให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
opensearch_id
primary_black_case_no
สป77/2560
primary_red_case_no
สป139/2561
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000124.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ร.296/2562
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2563