คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 724/2563 ฉบับเต็ม

#681873
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 724/2563 พนักงานอัยการจังหวัดชัยบาดาล โจทก์ นาย ว. จำเลย ป.อ. มาตรา 59, มาตรา 288 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 288, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 72 ริบอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (NTS) แบบสไลด์ แอ็คชั่น (SLIDE ACTION) บรรจุ 4 นัด ขนาด 12 และปลอกกระสุนปืนลูกซอง ขนาด 12 จำนวน 2 ปลอก ของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และข้อหายิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่น จำคุก 15 ปี ฐานมีอาวุธปืนที่มีเครื่องหมายทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน ปรับ 2,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพฐานมีอาวุธปืนที่มีเครื่องหมายทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานมีอาวุธปืนที่มีเครื่องหมายทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 6 เดือน ฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน คงปรับ 1,000 บาท รวมจำคุก 15 ปี 6 เดือน และปรับ 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบปลอกกระสุนปืนของกลาง คืนอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยวของกลางแก่เจ้าของ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง ส่วนความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 10 ปี เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ลดโทษให้แล้ว เป็นจำคุก 10 ปี 6 เดือน และปรับ 1,000 บาท ริบอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (NTS) แบบสไลด์ แอ็คชั่น (SLIDE ACTION) ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยกับนางสาวเสาวนีย์ ผู้ตาย ซึ่งเป็นภริยาของจำเลยทะเลาะกัน ผู้ตายใช้ไม้จับยุงไฟฟ้าตีจำเลยได้รับบาดเจ็บกระดูกนิ้วนางมือขวาแตก จำเลยโมโหจึงนำอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (NTS) แบบสไลด์ แอ็คชั่น (SLIDE ACTION) บรรจุ 4 นัด ขนาด 12 ของกลาง ออกไปยิงขึ้นฟ้าบริเวณข้างบ้าน 1 นัด และนำอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (STEVENS) ขนาด 12 ของกลาง มาถือขู่ผู้ตาย แล้วกระสุนปืนลั่นถูกผู้ตายที่ศีรษะด้านขวา เป็นบาดแผลฉีกขาดที่หนังศีรษะจนกะโหลกศีรษะแตกและเยื่อหุ้มสมองฉีกขาดเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ในวันเกิดเหตุ ร้อยตำรวจเอกประสิทธิ์ พนักงานสอบสวนไปตรวจที่เกิดเหตุ พบศพผู้ตายบริเวณแคร่ไม้หน้าห้องนอนชั้นล่าง พบอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (STEVENS) ขนาด 12 มีปลอกกระสุนปืนในลำกล้อง 1 ปลอก และกระสุนปืนลูกซอง ขนาด 12 จำนวน 1 นัด ในบ้านที่เกิดเหตุ และพบปลอกกระสุนปืนลูกซอง ขนาด 12 จำนวน 1 ปลอก ข้างบ้านที่เกิดเหตุ จึงยึดไว้เป็นของกลาง วันรุ่งขึ้นจำเลยมอบตัวต่อพนักงานสอบสวนและนำไปตรวจยึดอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (NTS) แบบสไลด์ แอ็คชั่น (SLIDE ACTION) บรรจุ 4 นัด ขนาด 12 และกระสุนปืนลูกซอง ขนาด 12 จำนวน 3 นัด เป็นของกลาง คดียุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยกระทำความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน เนื่องจากไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ในความผิดดังกล่าวและยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเนื่องจากไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาในความผิดดังกล่าว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (STEVENS) ขนาด 12 ยิงผู้ตายด้วยเจตนาฆ่า ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นเหตุการณ์ในขณะผู้ตายถูกจำเลยใช้อาวุธปืนยิง คำเบิกความของนายสุนทร นายเลิศสินและนางสมบุญก็เป็นพยานแวดล้อมใกล้ชิดเหตุการณ์หลังเกิดเหตุที่ยืนยันได้เพียงว่าจำเลยมีส่วนทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายเท่านั้น แม้โจทก์มีคำให้การของนายพิษณุ พยานแวดล้อมในขณะเกิดเหตุมาสนับสนุนคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าว โดยนายพิษณุเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทำให้ไม่อาจมาเบิกความเป็นพยาน อันเป็นเหตุจำเป็นให้ศาลรับฟังคำให้การของนายพิษณุซึ่งเป็นพยานบอกเล่าได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (2) แต่นายพิษณุให้การเพียงว่า บ้านของนายพิษณุอยู่ห่างจากบ้านที่เกิดเหตุประมาณ 30 เมตร วันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 23 นาฬิกา นายพิษณุได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด จากทางบ้านที่เกิดเหตุ หลังจากนั้นได้ยินเสียงผู้ตายบ่นว่า อะไรกันนักหนาจะยิงอะไรกันนักหนา สักพักนายพิษณุได้ยินเสียงปืนดังขึ้นอีก 1 นัด จากนั้นนายพิษณุเห็นจำเลยซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านเดินกระวนกระวายอยู่บนถนน พูดบ่นว่า “ทำไมชีวิตกูต้องมาเจอแบบนี้” ต่อมานายสุนทรขับรถจักรยานยนต์มาถึง จำเลยพูดกับนายสุนทรว่า “โทรแจ้งหมวดยูรให้หน่อย ผมฆ่าเมียตาย” เมื่อนายพิษณุไปบ้านที่เกิดเหตุเห็นผู้ตายถูกกระสุนปืนที่ศีรษะเสียชีวิต โดยนายพิษณุเคยเห็นจำเลยกับผู้ตายมีปากเสียงทะเลาะกันบ่อย แต่ไม่ถึงขั้นทำร้ายร่างกาย คำให้การของนายพิษณุจึงไม่สามารถยืนยันเหตุการณ์ขณะจำเลยยิงผู้ตายได้เช่นเดียวกัน โจทก์คงมีพยานสำคัญ คือ คำให้การของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเท่านั้นที่สามารถยืนยันถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ โดยจำเลยให้การในรายละเอียดว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยกับผู้ตายทะเลาะกัน ผู้ตายใช้ไม้จับยุงไฟฟ้าตีจำเลยได้รับบาดเจ็บกระดูกนิ้วนางมือขวาแตก จำเลยโมโหจึงนำอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (NTS) แบบสไลด์ แอ็คชั่น (SLIDE ACTION) บรรจุ 4 นัด ขนาด 12 ของกลาง ออกไปยิงขึ้นฟ้าบริเวณข้างบ้าน 1 นัด ผู้ตายบ่นจำเลยว่ายิงขึ้นฟ้าทำไมยิงกูเลย จำเลยพูดประชดไปว่า “อยากให้เป็นเช่นนั้นใช่ไหม หากกูยิงมึง มึงก็ตาย กูก็ติดคุก ลูกจะอยู่กับใคร” แต่ผู้ตายก็ยังไม่ยอมหยุดบ่น ด้วยความรำคาญ จำเลยจึงนำอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (STEVENS) ขนาด 12 ของกลาง มาถือขู่ผู้ตายให้หยุดบ่น แต่ผู้ตายไม่ยอมหยุดและพูดท้าทายว่ายิงกูเลยยิงที่หัว แล้วผู้ตายดึงปากกระบอกปืนไปจ่อที่ศีรษะของผู้ตาย จำเลยดึงปืนออกจากศีรษะ แต่กระสุนปืนลั่นถูกผู้ตายที่ศีรษะด้านขวา คำให้การดังกล่าวนอกจากจะสอดคล้องกับสภาพบ้านที่เกิดเหตุซึ่งพบร่องรอยการต่อสู้และไม้จับยุงไฟฟ้าที่แตกหักวางอยู่ในห้องนอนแล้ว ผู้ชำนาญการยังตรวจพบธาตุ Antimony และ Barium ที่มือของผู้ตายในปริมาณที่เชื่อว่าผู้ตายเกี่ยวข้องกับการยิงปืนด้วย จึงเชื่อได้ว่าจำเลยนำอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (STEVENS) ขนาด 12 ของกลาง มาถือขู่ผู้ตาย แล้วผู้ตายดึงปากกระบอกปืนไปจ่อที่ศีรษะของตนเอง จำเลยดึงปืนออกเป็นเหตุให้กระสุนปืนลั่นถูกผู้ตายที่ศีรษะด้านขวาจนถึงแก่ความตาย ดังที่จำเลยให้การจริง ส่วนเหตุที่จำเลยกับผู้ตายทะเลาะกันถึงขั้นผู้ตายใช้ไม้จับยุงไฟฟ้าตีจำเลยได้รับบาดเจ็บกระดูกนิ้วนางมือขวาแตกนั้น จำเลยกับผู้ตายเป็นสามีภริยากันมาเป็นเวลากว่า 30 ปี มีเหตุทะเลาะกันบ่อยครั้ง เหตุที่เกิดขึ้นไม่น่าจะรุนแรงถึงขนาดที่จำเลยคิดจะฆ่าผู้ตาย โดยหลังเกิดเหตุจำเลยอยู่ในอาการโศกเศร้าเสียใจจนไม่สามารถควบคุมสติได้ ทั้งเป็นผู้เดินไปแจ้งต่อบุคคลอื่นว่าทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย หากจำเลยประสงค์จะให้ผู้ตายถึงแก่ความตายจริง จำเลยคงไม่แสดงกริยาเช่นนั้น อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยเป็นผู้ใหญ่บ้านมีหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยให้แก่ราษฎรในหมู่บ้าน นอกจากอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (STEVENS) ขนาด 12 ที่ใช้ยิงผู้ตาย ซึ่งเป็นอาวุธปืนที่ทางอำเภอชัยบาดาลมอบให้ไว้ใช้ตรวจรักษาความปลอดภัยในหมู่บ้านแล้ว จำเลยยังมีอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (NTS) แบบสไลด์ แอ็คชั่น (SLIDE ACTION) บรรจุ 4 นัด ขนาด 12 ที่ใช้ยิงขึ้นฟ้าในวันเกิดเหตุอีก 1 กระบอก จำเลยย่อมมีความชำนาญในการใช้อาวุธปืนและทราบดีอยู่แล้วว่าอาวุธปืนเป็นอาวุธที่ร้ายแรงสามารถทำอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ง่าย แต่จำเลยยังใช้อาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (STEVENS) ขนาด 12 ของกลางในการข่มขู่ผู้ตาย เมื่อพิจารณาสภาพศพของผู้ตายที่นอนอยู่บริเวณแคร่ไม้หน้าห้องนอนชั้นล่าง แสดงให้เห็นว่าขณะเกิดเหตุผู้ตายคงจะนั่งอยู่บนแคร่ จำเลยเดินถืออาวุธปืนเข้าไปหาผู้ตายเพื่อข่มขู่ โดยปากกระบอกปืนคงชี้ไปหาผู้ตายในระยะใกล้ มิฉะนั้นผู้ตายคงไม่สามารถจับปากกระบอกปืนของจำเลยได้ จำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่าอาวุธปืนของกลางอาจลั่นถูกผู้ตายถึงแก่ชีวิตได้ แต่จำเลยยังคงกระทำการดังกล่าว เมื่อเกิดการดึงปืนกันจนปืนลั่นถูกผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงเป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่าผู้ตาย หาใช่เป็นการกระทำโดยประมาทดังที่จำเลยฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (ทวีป ตันสวัสดิ์-เสรี เพศประเสริฐ-เรวัตร สกุลคล้อย) ศาลจังหวัดชัยบาดาล - นายสมพร อิสระพงศ์ไพศาล ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายอนุรักษ์ สง่าอารีย์กูล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2950/2562 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1204/2561 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ43/2562 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
681873
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดชัยบาดาล",
        "judge": "นายสมพร อิสระพงศ์ไพศาล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายอนุรักษ์ สง่าอารีย์กูล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081952556"
    }
}
date
2563
deka_no
724/2563
deka_running_no
724
deka_year
2563
department
แผนก
judges
[
    "ทวีป ตันสวัสดิ์",
    "เสรี เพศประเสริฐ",
    "เรวัตร สกุลคล้อย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 59",
            "ม. 288"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดชัยบาดาล"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ว."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 32, 33, 91, 288, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน

เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 72

ริบอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (NTS) แบบสไลด์

แอ็คชั่น (SLIDE ACTION) บรรจุ

4 นัด ขนาด 12 และปลอกกระสุนปืนลูกซอง

ขนาด 12 จำนวน 2 ปลอก ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

และข้อหายิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน

ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า

จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน

เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่น จำคุก 15 ปี ฐานมีอาวุธปืนที่มีเครื่องหมายทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

จำคุก 1 ปี ฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ

ในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน ปรับ 2,000 บาท

จำเลยให้การรับสารภาพฐานมีอาวุธปืนที่มีเครื่องหมายทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง

หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ

ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานมีอาวุธปืนที่มีเครื่องหมายทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

คงจำคุก 6

เดือน ฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ

ในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน คงปรับ 1,000 บาท รวมจำคุก 15 ปี 6 เดือน และปรับ 1,000 บาท

ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบปลอกกระสุนปืนของกลาง

คืนอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยวของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า

จำเลยมีความผิดฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง ส่วนความผิดฐานฆ่าผู้อื่น

ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78

หนึ่งในสาม คงจำคุก 10 ปี

เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ลดโทษให้แล้ว

เป็นจำคุก 10 ปี 6 เดือน และปรับ 1,000 บาท

ริบอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (NTS)

แบบสไลด์ แอ็คชั่น (SLIDE

ACTION) ของกลาง

นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยกับนางสาวเสาวนีย์ ผู้ตาย

ซึ่งเป็นภริยาของจำเลยทะเลาะกัน ผู้ตายใช้ไม้จับยุงไฟฟ้าตีจำเลยได้รับบาดเจ็บกระดูกนิ้วนางมือขวาแตก

จำเลยโมโหจึงนำอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (NTS) แบบสไลด์

แอ็คชั่น (SLIDE ACTION) บรรจุ

4 นัด ขนาด 12 ของกลาง

ออกไปยิงขึ้นฟ้าบริเวณข้างบ้าน 1 นัด

และนำอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (STEVENS)

ขนาด 12 ของกลาง

มาถือขู่ผู้ตาย แล้วกระสุนปืนลั่นถูกผู้ตายที่ศีรษะด้านขวา

เป็นบาดแผลฉีกขาดที่หนังศีรษะจนกะโหลกศีรษะแตกและเยื่อหุ้มสมองฉีกขาดเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย

ในวันเกิดเหตุ ร้อยตำรวจเอกประสิทธิ์ พนักงานสอบสวนไปตรวจที่เกิดเหตุ พบศพผู้ตายบริเวณแคร่ไม้หน้าห้องนอนชั้นล่าง

พบอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (STEVENS)

ขนาด 12 มีปลอกกระสุนปืนในลำกล้อง 1 ปลอก และกระสุนปืนลูกซอง

ขนาด 12

จำนวน 1 นัด

ในบ้านที่เกิดเหตุ และพบปลอกกระสุนปืนลูกซอง ขนาด 12 จำนวน 1 ปลอก ข้างบ้านที่เกิดเหตุ

จึงยึดไว้เป็นของกลาง วันรุ่งขึ้นจำเลยมอบตัวต่อพนักงานสอบสวนและนำไปตรวจยึดอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว

(NTS) แบบสไลด์ แอ็คชั่น (SLIDE ACTION) บรรจุ 4 นัด ขนาด 12 และกระสุนปืนลูกซอง ขนาด 12 จำนวน 3 นัด เป็นของกลาง

คดียุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยกระทำความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ

ในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน เนื่องจากไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ในความผิดดังกล่าวและยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค

1 ว่า

จำเลยกระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเนื่องจากไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาในความผิดดังกล่าว

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า

จำเลยใช้อาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (STEVENS)

ขนาด 12 ยิงผู้ตายด้วยเจตนาฆ่า

ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1

พิพากษาหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นเหตุการณ์ในขณะผู้ตายถูกจำเลยใช้อาวุธปืนยิง คำเบิกความของนายสุนทร

นายเลิศสินและนางสมบุญก็เป็นพยานแวดล้อมใกล้ชิดเหตุการณ์หลังเกิดเหตุที่ยืนยันได้เพียงว่าจำเลยมีส่วนทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายเท่านั้น แม้โจทก์มีคำให้การของนายพิษณุ

พยานแวดล้อมในขณะเกิดเหตุมาสนับสนุนคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าว

โดยนายพิษณุเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทำให้ไม่อาจมาเบิกความเป็นพยาน

อันเป็นเหตุจำเป็นให้ศาลรับฟังคำให้การของนายพิษณุซึ่งเป็นพยานบอกเล่าได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 226/3

วรรคสอง (2) แต่นายพิษณุให้การเพียงว่า

บ้านของนายพิษณุอยู่ห่างจากบ้านที่เกิดเหตุประมาณ

30 เมตร

วันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 23

นาฬิกา นายพิษณุได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด

จากทางบ้านที่เกิดเหตุ หลังจากนั้นได้ยินเสียงผู้ตายบ่นว่า

อะไรกันนักหนาจะยิงอะไรกันนักหนา สักพักนายพิษณุได้ยินเสียงปืนดังขึ้นอีก

1 นัด

จากนั้นนายพิษณุเห็นจำเลยซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านเดินกระวนกระวายอยู่บนถนน พูดบ่นว่า “ทำไมชีวิตกูต้องมาเจอแบบนี้” ต่อมานายสุนทรขับรถจักรยานยนต์มาถึง

จำเลยพูดกับนายสุนทรว่า “โทรแจ้งหมวดยูรให้หน่อย

ผมฆ่าเมียตาย” เมื่อนายพิษณุไปบ้านที่เกิดเหตุเห็นผู้ตายถูกกระสุนปืนที่ศีรษะเสียชีวิต

โดยนายพิษณุเคยเห็นจำเลยกับผู้ตายมีปากเสียงทะเลาะกันบ่อย แต่ไม่ถึงขั้นทำร้ายร่างกาย

คำให้การของนายพิษณุจึงไม่สามารถยืนยันเหตุการณ์ขณะจำเลยยิงผู้ตายได้เช่นเดียวกัน

โจทก์คงมีพยานสำคัญ คือ คำให้การของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเท่านั้นที่สามารถยืนยันถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้

โดยจำเลยให้การในรายละเอียดว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยกับผู้ตายทะเลาะกัน ผู้ตายใช้ไม้จับยุงไฟฟ้าตีจำเลยได้รับบาดเจ็บกระดูกนิ้วนางมือขวาแตก

จำเลยโมโหจึงนำอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (NTS) แบบสไลด์ แอ็คชั่น (SLIDE

ACTION) บรรจุ 4 นัด ขนาด 12 ของกลาง

ออกไปยิงขึ้นฟ้าบริเวณข้างบ้าน 1 นัด ผู้ตายบ่นจำเลยว่ายิงขึ้นฟ้าทำไมยิงกูเลย

จำเลยพูดประชดไปว่า “อยากให้เป็นเช่นนั้นใช่ไหม หากกูยิงมึง มึงก็ตาย

กูก็ติดคุก ลูกจะอยู่กับใคร” แต่ผู้ตายก็ยังไม่ยอมหยุดบ่น

ด้วยความรำคาญ จำเลยจึงนำอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว

(STEVENS) ขนาด 12 ของกลาง มาถือขู่ผู้ตายให้หยุดบ่น แต่ผู้ตายไม่ยอมหยุดและพูดท้าทายว่ายิงกูเลยยิงที่หัว

แล้วผู้ตายดึงปากกระบอกปืนไปจ่อที่ศีรษะของผู้ตาย จำเลยดึงปืนออกจากศีรษะ แต่กระสุนปืนลั่นถูกผู้ตายที่ศีรษะด้านขวา

คำให้การดังกล่าวนอกจากจะสอดคล้องกับสภาพบ้านที่เกิดเหตุซึ่งพบร่องรอยการต่อสู้และไม้จับยุงไฟฟ้าที่แตกหักวางอยู่ในห้องนอนแล้ว

ผู้ชำนาญการยังตรวจพบธาตุ Antimony

และ Barium ที่มือของผู้ตายในปริมาณที่เชื่อว่าผู้ตายเกี่ยวข้องกับการยิงปืนด้วย

จึงเชื่อได้ว่าจำเลยนำอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (STEVENS) ขนาด 12 ของกลาง มาถือขู่ผู้ตาย แล้วผู้ตายดึงปากกระบอกปืนไปจ่อที่ศีรษะของตนเอง

จำเลยดึงปืนออกเป็นเหตุให้กระสุนปืนลั่นถูกผู้ตายที่ศีรษะด้านขวาจนถึงแก่ความตาย

ดังที่จำเลยให้การจริง ส่วนเหตุที่จำเลยกับผู้ตายทะเลาะกันถึงขั้นผู้ตายใช้ไม้จับยุงไฟฟ้าตีจำเลยได้รับบาดเจ็บกระดูกนิ้วนางมือขวาแตกนั้น

จำเลยกับผู้ตายเป็นสามีภริยากันมาเป็นเวลากว่า 30 ปี มีเหตุทะเลาะกันบ่อยครั้ง เหตุที่เกิดขึ้นไม่น่าจะรุนแรงถึงขนาดที่จำเลยคิดจะฆ่าผู้ตาย

โดยหลังเกิดเหตุจำเลยอยู่ในอาการโศกเศร้าเสียใจจนไม่สามารถควบคุมสติได้

ทั้งเป็นผู้เดินไปแจ้งต่อบุคคลอื่นว่าทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย หากจำเลยประสงค์จะให้ผู้ตายถึงแก่ความตายจริง จำเลยคงไม่แสดงกริยาเช่นนั้น

อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงปรากฏว่า

จำเลยเป็นผู้ใหญ่บ้านมีหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยให้แก่ราษฎรในหมู่บ้าน

นอกจากอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (STEVENS) ขนาด 12 ที่ใช้ยิงผู้ตาย ซึ่งเป็นอาวุธปืนที่ทางอำเภอชัยบาดาลมอบให้ไว้ใช้ตรวจรักษาความปลอดภัยในหมู่บ้านแล้ว

จำเลยยังมีอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (NTS) แบบสไลด์

แอ็คชั่น (SLIDE ACTION) บรรจุ

4 นัด ขนาด 12

ที่ใช้ยิงขึ้นฟ้าในวันเกิดเหตุอีก 1

กระบอก จำเลยย่อมมีความชำนาญในการใช้อาวุธปืนและทราบดีอยู่แล้วว่าอาวุธปืนเป็นอาวุธที่ร้ายแรงสามารถทำอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ง่าย

แต่จำเลยยังใช้อาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (STEVENS) ขนาด 12 ของกลางในการข่มขู่ผู้ตาย

เมื่อพิจารณาสภาพศพของผู้ตายที่นอนอยู่บริเวณแคร่ไม้หน้าห้องนอนชั้นล่าง แสดงให้เห็นว่าขณะเกิดเหตุผู้ตายคงจะนั่งอยู่บนแคร่

จำเลยเดินถืออาวุธปืนเข้าไปหาผู้ตายเพื่อข่มขู่ โดยปากกระบอกปืนคงชี้ไปหาผู้ตายในระยะใกล้

มิฉะนั้นผู้ตายคงไม่สามารถจับปากกระบอกปืนของจำเลยได้

จำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่าอาวุธปืนของกลางอาจลั่นถูกผู้ตายถึงแก่ชีวิตได้ แต่จำเลยยังคงกระทำการดังกล่าว

เมื่อเกิดการดึงปืนกันจนปืนลั่นถูกผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงเป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่าผู้ตาย

หาใช่เป็นการกระทำโดยประมาทดังที่จำเลยฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1204/2561
primary_red_case_no
อ43/2562
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000122.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2950/2562
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2563