คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1270/2563 ฉบับเต็ม

#681894
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1270/2563 พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์ โจทก์ นาย ฉ. กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 15, มาตรา 173/1 วรรคสอง, มาตรา 229/1 วรรคท้าย โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 288, 289, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ กับให้นับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท. 175/2561 ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ริบอาวุธปืน ซองกระสุนปืน ปลอกกระสุนปืน และหัวกระสุนปืนของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ลงโทษประหารชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยทั้งสองคนละกระทง กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ลงโทษจำคุกคนละตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 4 เดือน เมื่อรวมโทษทุกระทงแล้วคงลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละตลอดชีวิตสถานเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ริบอาวุธปืน ซองกระสุนปืน ปลอกกระสุนปืนและหัวกระสุนปืนของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2561 มีผู้พบศพนายประสิทธิ์ ผู้ตายนอนคว่ำหน้าในสภาพเปลือยกาย สภาพศพถูกยิงด้วยอาวุธปืนพก ขนาด .32 (7.65 มม.) บริเวณหน้าอกข้างซ้าย ชายโครงข้างซ้าย แขนข้างซ้าย และคอด้านหลัง กับพบปลอกกระสุนปืนขนาด .32 (7.65 มม.) 3 ปลอก หัวกระสุนปืน ขนาด .32 (7.65 มม.) 1 หัว แก้วน้ำพลาสติกสีชมพู 1 ใบ และถุงมือสีน้ำเงิน จำนวน 1 ข้าง จึงยึดไว้เป็นของกลาง ต่อมาพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรไพศาลีได้ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยทั้งสองในข้อหาว่าร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และคงลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองกระทงละไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องนั้น เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 6 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสองในส่วนความผิดทั้งสองฐานนี้มานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อแรกว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานโจทก์ตามบัญชีระบุพยานฉบับลงวันที่ 3 กันยายน 2561 หรือไม่ เห็นว่า ในคดีอาญาที่จำเลยไม่ให้การหรือให้การปฏิเสธ กฎหมายมีมาตรการให้มีการตรวจพยานหลักฐานโดยให้โจทก์ส่งเอกสารและวัตถุที่โจทก์จะอ้างเป็นพยานให้อีกฝ่ายตรวจสอบตามที่คู่ความร้องขอหรือศาลเห็นสมควรก่อนสืบพยานโจทก์ โดยมีวัตถุประสงค์ให้การพิจารณาเป็นไปด้วยความรวดเร็วต่อเนื่องและเป็นธรรม กรณีจึงไม่จำต้องใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เรื่องการยื่นบัญชีระบุพยานในคดีแพ่งมาใช้บังคับในคดีอาญานี้ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 เมื่อโจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานลงวันที่ 3 กันยายน 2561 จำเลยทั้งสองก็ได้รับสำเนาบัญชีระบุพยานในวันนั้นโดยไม่ได้คัดค้านแต่ประการใด และยังปรากฏว่าทนายจำเลยทั้งสองซักค้านพยานที่โจทก์ระบุในบัญชีระบุพยานได้อีกด้วย การไม่ได้ปฏิบัติดังกล่าวของโจทก์จึงมิได้ทำให้จำเลยทั้งสองเสียโอกาสในการต่อสู้คดีแต่อย่างใด และการที่ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งในบัญชีระบุพยานโจทก์ว่า “เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม รับรวม 24 อันดับ สำเนาให้จำเลยทั้งสอง” แสดงว่าศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าจำเป็นที่จะต้องสืบพยานหลักฐานดังกล่าวเพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญแห่งประเด็นเป็นไปโดยเที่ยงธรรม จึงใช้อำนาจอนุญาตให้สืบและรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 229/1 วรรคท้ายแล้ว กรณีเช่นนี้ศาลชั้นต้นไม่จำเป็นต้องบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาอีก ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อต่อไปว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้ว่าโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นขณะจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย แต่โจทก์มีนายธเนศเป็นพยานที่เห็นเหตุการณ์ใกล้ชิดก่อนผู้ตายถูกยิงจนถึงแก่ความตาย โดยเป็นผู้ขับรถอีแต๋นพาจำเลยทั้งสองและผู้ตายไปเขาช้างฟุบที่เกิดเหตุ แล้วจำเลยที่ 2 ให้นายธเนศนั่งรอก่อนที่จำเลยทั้งสองกับผู้ตายจะเดินเข้าไปในป่า ต่อมานายธเนศได้ยินเสียงปืนดังขึ้น แล้วจำเลยทั้งสองเดินกลับออกจากป่าโดยไม่มีผู้ตายมาด้วย เมื่อนายธเนศถามหาผู้ตาย จำเลยที่ 2 ก็บอกว่าผู้ตายไปแล้ว ระยะเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาไม่นานซึ่งไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยได้ว่าจะมีผู้อื่นเข้ามาฆ่าผู้ตายในช่วงเวลานั้น เชื่อว่าจำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย คำเบิกความของนายธเนศสอดคล้องกับที่นายธเนศให้การไว้ในชั้นสอบสวน ทั้งยังสอดรับกับที่จำเลยที่ 1 ให้การในชั้นสอบสวนว่าในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 กับผู้ตายเข้าพักที่สร้อยบุรีรีสอร์ทก่อนเดินทางไปพบจำเลยที่ 2 ด้วยกัน และที่จำเลยที่ 2 ให้การในชั้นสอบสวนว่าจำเลยที่ 1 นำอาวุธปืนของกลางมาฝากไว้ในวันดังกล่าวด้วย ทำให้พนักงานสอบสวนติดตามยึดอาวุธปืนที่จำเลยทั้งสองใช้ก่อเหตุมาตรวจพิสูจน์ได้ว่าเป็นอาวุธปืนที่ใช้ยิงผู้ตาย และสามารถสืบสวนจนพบเบาะแสการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 บริเวณสร้อยทองบุรีรีสอร์ท กับตรวจพบภาพจากกล้องวงจรปิดว่าจำเลยที่ 1 อยู่กับผู้ตายในวันเกิดเหตุ ซึ่งตรงกับที่นางสาวศรีไพร พนักงานต้อนรับสร้อยบุรีรีสอร์ท พยานโจทก์เบิกความว่า จำเลยที่ 1 มาเข้าพักที่รีสอร์ทในวันเกิดเหตุ และเห็นผู้ตายกับจำเลยที่ 1 เดินทางออกไป แม้คำให้การของจำเลยทั้งสองในชั้นสอบสวนจะเป็นพยานบอกเล่า แต่เมื่อพิจารณาตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมแล้ว น่าเชื่อว่าจะสามารถพิสูจน์ความจริงได้ กับมีเหตุผลอันหนักแน่นที่เชื่อได้ว่าเป็นการให้การไปตามความจริงเช่นว่านั้นแล้ว จึงรับฟังประกอบพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวเพื่อลงโทษจำเลยทั้งสองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) พยานหลักฐานสำคัญที่โจทก์พิสูจน์ได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันฆ่าผู้ตายในคดีนี้คืออาวุธปืนของกลางที่เจ้าพนักงานตำรวจตามไปยึดได้จากนางบังอรพี่สาวของนายธเนศ อาวุธปืนดังกล่าวจำเลยที่ 2 เป็นผู้นำมาฝากไว้กับนายธเนศ และนายธเนศนำไปฝากไว้กับนางบังอรอีกทีหนึ่ง ซึ่งจากการตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบกับลูกกระสุนปืนที่พบจากศพผู้ตายและที่ตกอยู่ในที่เกิดเหตุแล้ว เป็นอาวุธปืนกระบอกเดียวกับที่ใช้ยิงผู้ตาย ซึ่งจำเลยทั้งสองไม่อาจนำสืบหักล้างได้ พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองแสดงให้เห็นถึงการวางแผนเตรียมการไว้ล่วงหน้า อันเป็นการคิดทบทวนตกลงใจก่อนจะกระทำความผิดแล้ว พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาประกอบกันแล้วมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน (ชลิต กฐินะสมิต-ลาชิต ไชยอนงค์-วิชาญ กาญจนะ) ศาลจังหวัดนครสวรรค์ - นายพันธุ์เลิศ วัฒนะพานิช ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นางสาวจิตฤดี วีระเวสส์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.122/2563 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ2266/2561 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ157/2562 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
681894
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครสวรรค์",
        "judge": "นายพันธุ์เลิศ วัฒนะพานิช"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 6",
        "judge": "นางสาวจิตฤดี วีระเวสส์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081951779"
    }
}
date
2563
deka_no
1270/2563
deka_running_no
1270
deka_year
2563
department
แผนก
judges
[
    "ชลิต กฐินะสมิต",
    "ลาชิต ไชยอนงค์",
    "วิชาญ กาญจนะ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 15",
            "ม. 173/1 วรรคสอง",
            "ม. 229/1 วรรคท้าย"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ฉ. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 33, 83,

91, 288, 289, 371

พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง

และสิ่งเทียมอาวุธปืน

พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8

ทวิ, 72,

72 ทวิ

กับให้นับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่

อท. 175/2561 ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ริบอาวุธปืน ซองกระสุนปืน

ปลอกกระสุนปืน และหัวกระสุนปืนของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า

จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน

เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7,

8 ทวิ วรรคหนึ่ง,

72 วรรคสาม,

72 ทวิ วรรคสอง

ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ลงโทษประหารชีวิต

ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน

ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร

เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ

ลดโทษให้จำเลยทั้งสองคนละกระทง กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา

78 ประกอบมาตรา 52 (1) ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ลงโทษจำคุกคนละตลอดชีวิต

ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน

หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 4 เดือน

เมื่อรวมโทษทุกระทงแล้วคงลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละตลอดชีวิตสถานเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 91 (3) ริบอาวุธปืน ซองกระสุนปืน ปลอกกระสุนปืนและหัวกระสุนปืนของกลาง

คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค

6 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2561 มีผู้พบศพนายประสิทธิ์

ผู้ตายนอนคว่ำหน้าในสภาพเปลือยกาย สภาพศพถูกยิงด้วยอาวุธปืนพก ขนาด .32 (7.65 มม.) บริเวณหน้าอกข้างซ้าย ชายโครงข้างซ้าย แขนข้างซ้าย และคอด้านหลัง

กับพบปลอกกระสุนปืนขนาด .32 (7.65 มม.) 3 ปลอก หัวกระสุนปืน ขนาด .32 (7.65

มม.) 1 หัว แก้วน้ำพลาสติกสีชมพู 1 ใบ และถุงมือสีน้ำเงิน จำนวน 1 ข้าง

จึงยึดไว้เป็นของกลาง ต่อมาพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรไพศาลีได้ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยทั้งสองในข้อหาว่าร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

ร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง

หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

และยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และคงลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองกระทงละไม่เกินห้าปี

จึงต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องนั้น

เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 6

อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว

ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสองในส่วนความผิดทั้งสองฐานนี้มานั้นเป็นการไม่ชอบ

ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อแรกว่า

ศาลชั้นต้นมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานโจทก์ตามบัญชีระบุพยานฉบับลงวันที่

3 กันยายน 2561 หรือไม่ เห็นว่า ในคดีอาญาที่จำเลยไม่ให้การหรือให้การปฏิเสธ

กฎหมายมีมาตรการให้มีการตรวจพยานหลักฐานโดยให้โจทก์ส่งเอกสารและวัตถุที่โจทก์จะอ้างเป็นพยานให้อีกฝ่ายตรวจสอบตามที่คู่ความร้องขอหรือศาลเห็นสมควรก่อนสืบพยานโจทก์

โดยมีวัตถุประสงค์ให้การพิจารณาเป็นไปด้วยความรวดเร็วต่อเนื่องและเป็นธรรม

กรณีจึงไม่จำต้องใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เรื่องการยื่นบัญชีระบุพยานในคดีแพ่งมาใช้บังคับในคดีอาญานี้ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 15 เมื่อโจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานลงวันที่ 3 กันยายน 2561

จำเลยทั้งสองก็ได้รับสำเนาบัญชีระบุพยานในวันนั้นโดยไม่ได้คัดค้านแต่ประการใด และยังปรากฏว่าทนายจำเลยทั้งสองซักค้านพยานที่โจทก์ระบุในบัญชีระบุพยานได้อีกด้วย

การไม่ได้ปฏิบัติดังกล่าวของโจทก์จึงมิได้ทำให้จำเลยทั้งสองเสียโอกาสในการต่อสู้คดีแต่อย่างใด

และการที่ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งในบัญชีระบุพยานโจทก์ว่า “เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

รับรวม 24 อันดับ สำเนาให้จำเลยทั้งสอง” แสดงว่าศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าจำเป็นที่จะต้องสืบพยานหลักฐานดังกล่าวเพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญแห่งประเด็นเป็นไปโดยเที่ยงธรรม

จึงใช้อำนาจอนุญาตให้สืบและรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 229/1

วรรคท้ายแล้ว กรณีเช่นนี้ศาลชั้นต้นไม่จำเป็นต้องบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาอีก

ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อต่อไปว่า

จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามฟ้องหรือไม่

เห็นว่า แม้ว่าโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นขณะจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย

แต่โจทก์มีนายธเนศเป็นพยานที่เห็นเหตุการณ์ใกล้ชิดก่อนผู้ตายถูกยิงจนถึงแก่ความตาย

โดยเป็นผู้ขับรถอีแต๋นพาจำเลยทั้งสองและผู้ตายไปเขาช้างฟุบที่เกิดเหตุ แล้วจำเลยที่ 2

ให้นายธเนศนั่งรอก่อนที่จำเลยทั้งสองกับผู้ตายจะเดินเข้าไปในป่า

ต่อมานายธเนศได้ยินเสียงปืนดังขึ้น แล้วจำเลยทั้งสองเดินกลับออกจากป่าโดยไม่มีผู้ตายมาด้วย

เมื่อนายธเนศถามหาผู้ตาย จำเลยที่ 2 ก็บอกว่าผู้ตายไปแล้ว

ระยะเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาไม่นานซึ่งไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยได้ว่าจะมีผู้อื่นเข้ามาฆ่าผู้ตายในช่วงเวลานั้น

เชื่อว่าจำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย คำเบิกความของนายธเนศสอดคล้องกับที่นายธเนศให้การไว้ในชั้นสอบสวน

ทั้งยังสอดรับกับที่จำเลยที่ 1 ให้การในชั้นสอบสวนว่าในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1

กับผู้ตายเข้าพักที่สร้อยบุรีรีสอร์ทก่อนเดินทางไปพบจำเลยที่ 2 ด้วยกัน

และที่จำเลยที่ 2 ให้การในชั้นสอบสวนว่าจำเลยที่ 1 นำอาวุธปืนของกลางมาฝากไว้ในวันดังกล่าวด้วย

ทำให้พนักงานสอบสวนติดตามยึดอาวุธปืนที่จำเลยทั้งสองใช้ก่อเหตุมาตรวจพิสูจน์ได้ว่าเป็นอาวุธปืนที่ใช้ยิงผู้ตาย

และสามารถสืบสวนจนพบเบาะแสการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1

บริเวณสร้อยทองบุรีรีสอร์ท กับตรวจพบภาพจากกล้องวงจรปิดว่าจำเลยที่ 1

อยู่กับผู้ตายในวันเกิดเหตุ ซึ่งตรงกับที่นางสาวศรีไพร

พนักงานต้อนรับสร้อยบุรีรีสอร์ท พยานโจทก์เบิกความว่า จำเลยที่ 1 มาเข้าพักที่รีสอร์ทในวันเกิดเหตุ

และเห็นผู้ตายกับจำเลยที่ 1 เดินทางออกไป แม้คำให้การของจำเลยทั้งสองในชั้นสอบสวนจะเป็นพยานบอกเล่า

แต่เมื่อพิจารณาตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมแล้ว

น่าเชื่อว่าจะสามารถพิสูจน์ความจริงได้

กับมีเหตุผลอันหนักแน่นที่เชื่อได้ว่าเป็นการให้การไปตามความจริงเช่นว่านั้นแล้ว

จึงรับฟังประกอบพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวเพื่อลงโทษจำเลยทั้งสองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) พยานหลักฐานสำคัญที่โจทก์พิสูจน์ได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันฆ่าผู้ตายในคดีนี้คืออาวุธปืนของกลางที่เจ้าพนักงานตำรวจตามไปยึดได้จากนางบังอรพี่สาวของนายธเนศ

อาวุธปืนดังกล่าวจำเลยที่ 2 เป็นผู้นำมาฝากไว้กับนายธเนศ และนายธเนศนำไปฝากไว้กับนางบังอรอีกทีหนึ่ง

ซึ่งจากการตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบกับลูกกระสุนปืนที่พบจากศพผู้ตายและที่ตกอยู่ในที่เกิดเหตุแล้ว

เป็นอาวุธปืนกระบอกเดียวกับที่ใช้ยิงผู้ตาย ซึ่งจำเลยทั้งสองไม่อาจนำสืบหักล้างได้

พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองแสดงให้เห็นถึงการวางแผนเตรียมการไว้ล่วงหน้า อันเป็นการคิดทบทวนตกลงใจก่อนจะกระทำความผิดแล้ว

พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาประกอบกันแล้วมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค

6 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ2266/2561
primary_red_case_no
อ157/2562
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000114.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.122/2563
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2563