ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1599/2563
พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
โจทก์
นาย ว.
จำเลย
ป.อ. มาตรา 5, มาตรา 6, มาตรา 357
ป.วิ.อ. มาตรา 19 (1), มาตรา 19 (3), มาตรา 20
แม้จำเลยจะส่งมอบนาฬิกาของกลางที่ประเทศกัมพูชา แต่จำเลยแจ้งหมายเลขบัญชีธนาคาร ก. ที่อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ให้ ว. โอนเงินค่านาฬิกาเข้าบัญชีดังกล่าว ถือว่าจำเลยในฐานะตัวการได้กระทำผิดในราชอาณาจักรไทย ตาม ป.อ. มาตรา 5 และมาตรา 6
เมื่อการกระทำของจำเลยกับพวกเป็นกรณีความผิดส่วนหนึ่งกระทำในท้องที่หนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งในอีกท้องที่หนึ่ง เป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องกันในท้องที่ต่าง ๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 (2) และ (3) พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมาซึ่งเป็นท้องที่ที่จับจำเลยได้อยู่ในเขตอำนาจเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ มิใช่กรณีความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทยได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทยอย่างเดียวตาม ป.วิ.อ. มาตรา 20 เมื่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมาทำการสอบสวน การสอบสวนจึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดนครราชสีมา
___________________________
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 336 ทวิ, 357 และให้จำเลยร่วมกันคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายท้ายฟ้องไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุก 4 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ ให้ยก
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบมาตรา 83 จำคุก 2 ปี ข้อหาอื่นและคำขอให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายไม่ได้คืนท้ายฟ้องเป็นเงิน 3,820,000 บาท แก่ผู้เสียหายให้ยก
จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2559 มีคนร้ายหลายคนร่วมกันเข้าไปในบ้านเลขที่ 301/40 ซึ่งเป็นเคหสถานของนายวีรพล ผู้เสียหาย และใช้วัตถุของแข็งไม่ทราบชนิดและขนาด งัดแงะ ทุบทำลายประตูบ้านด้านหลัง ประตูห้องนอนและประตูห้องพระ จนเสียหายหลุดออกอันเป็นการทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์และผ่านเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหาย จากนั้นร่วมกันลักเอานาฬิกาข้อมือ 16 เรือน พระรูปเหมือนหลวงพ่อคูณปี 33 จำนวน 15 องค์ พระสังกัจจายน์หลวงพ่อคูณปี 33 จำนวน 15 องค์ พระหลวงปู่ดุลกำแพงแสน 3 องค์ พระไม่ทราบรุ่นและชนิด 2 กล่อง รวม 20 รายการ เป็นเงิน 5,020,000 บาท ต่อมาวันที่ 28 มิถุนายน 2559 นายพงศ์ภพ ซึ่งเป็นผู้ซื้อนาฬิกายี่ห้อปาเต๊ะ รุ่น 5712/1A /001 ของกลาง ราคา 725,000 บาท จากนายณัฐ แต่จำเลยเป็นผู้นำมาให้นายวริศปกรณ์ และนายวริศปกรณ์มอบนาฬิกาของกลางดังกล่าวแก่เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา ผู้เสียหายรับคืนแล้ว ส่วนความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ ความผิดฐานดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การสอบสวนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดนครราชสีมาหรือไม่ เห็นว่า การกระทำความผิดฐานรับของโจรของจำเลยกับพวกเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคม 2559 ที่โต๊ะสนุกเกอร์ที่ตั้งอยู่ที่ซอยพัฒนาการ 30 กรุงเทพมหานคร การกระทำของจำเลยกับพวกเป็นลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำ โดยนายกัมปนาถชักชวนให้นายวริศปกรณ์ซื้อนาฬิกาของกลางที่ซอยพัฒนาการ 30 กรุงเทพมหานคร และพาไปประเทศกัมพูชา แต่นายกัมปนาถรอที่อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ส่วนนายกอล์ฟและจำเลยอยู่ประเทศกัมพูชา แม้จำเลยจะเป็นเพียงผู้ส่งมอบนาฬิกาของกลางที่ประเทศกัมพูชา แต่จำเลยเป็นผู้แจ้งหมายเลขบัญชีธนาคารกสิกรไทยที่อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ให้นายวริศปกรณ์โอนเงินค่านาฬิกาเข้าบัญชีดังกล่าว ถือว่าจำเลยในฐานะตัวการได้กระทำผิดในราชอาณาจักรไทย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 5 และมาตรา 6 ต่อมาวันที่ 13 ธันวาคม 2559 จำเลยมามอบตัวตามหมายจับ เมื่อการกระทำของจำเลยกับพวกเป็นกรณีความผิดส่วนหนึ่งกระทำในท้องที่หนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งในอีกท้องที่หนึ่ง เป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องกันในท้องที่ต่าง ๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 (2) และ (3) พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมาซึ่งเป็นท้องที่ที่จับจำเลยได้อยู่ในเขตอำนาจเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ มิใช่กรณีความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทยได้กระทำลงนอกอาณาจักรไทยอย่างเดียว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 20 ซึ่งอัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ เมื่อจำเลยมามอบตัวตามหมายจับ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมาทำการสอบสวน การสอบสวนจึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดนครราชสีมา ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะเพิ่งยกชั้นยกขึ้นฎีกา มิได้ยกขึ้นในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็ตาม ก็ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า จำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิดฐานรับของโจรหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ส่งมอบนาฬิกาของกลางให้ที่ประเทศกัมพูชา เมื่อจำเลยกับพวกร่วมแบ่งหน้าที่กันทำและจำเลยช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ซึ่งจำเลยย่อมทราบว่านาฬิกาของกลางราคาต่ำกว่าราคาที่แท้จริงมาก ขั้นตอนในการซื้อขายนาฬิกาซับซ้อน ไม่ใช่การซื้อขายนาฬิกาโดยทั่วๆ ไป พฤติกรรมของจำเลยจึงเป็นการช่วยจำหน่ายโดยรู้อยู่แล้วว่านาฬิกาของกลางได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ การกระทำของจำเลยจึงมีความผิดฐานรับของโจร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน
(เฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช-วิชิต ลีธรรมชโย-วิบูลย์ แสงชมภู)
ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นางสาวนัชชา เวทย์วิไล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายธรรมนิตย์ ตันติยวรงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.2877/2562
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ