คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6101/2564 ฉบับเต็ม

#682122
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6101/2564 พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี โจทก์ เด็กหญิง บ. โดยนาง น. ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก โจทก์ร่วม นาย อ. จำเลย ป.อ. มาตรา 291, มาตรา 300, มาตรา 390 ป.วิ.อ. มาตรา 30, มาตรา 193 ทวิ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, มาตรา 157 เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157 ป.อ. มาตรา 291, 300, 390 แล้วโจทก์ร่วมทั้งสามยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการโดยระบุคำร้องว่า บ. และ ป. บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของดาบตำรวจ ร. โดย น. มารดา และ น. ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของดาบตำรวจ ร. จึงเป็นกรณีที่โจทก์ร่วมทั้งสามในฐานะผู้สืบสันดานและภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายซึ่งเป็นผู้เสียหายและเป็นผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ร่วมทั้งสามเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการเฉพาะข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสและอันตรายแก่กาย จึงไม่ถูกต้อง และเมื่อโจทก์ร่วมทั้งสามสามารถเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตาม ป.อ. มาตรา 291 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท โจทก์ร่วมทั้งสามจึงมีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริงให้ไม่รอการลงโทษจำเลยได้โดยไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ และเมื่อคดีขึ้นมาที่ศาลฎีกาแล้วจึงเห็นสมควรสั่งให้ถูกต้องโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300, 390 จำเลยให้การรับสารภาพ ระหว่างพิจารณา เด็กหญิง บ. และเด็กชาย ป. โดยนาง น. ผู้แทนโดยชอบธรรม และนาง น. ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสและอันตรายแก่กาย โดยให้เรียกเด็กหญิง บ. เด็กชาย ป. และนาง น. ว่าโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี และปรับ 60,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี และปรับ 30,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในกำหนด 1 ปี ตามที่พนักงานคุมประพฤติกำหนด ให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โจทก์ร่วมทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับและไม่รอการลงโทษนอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่า โจทก์ร่วมทั้งสามมีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ดาบตำรวจประเสริฐถึงแก่ความตาย โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นผู้สืบสันดาน กับโจทก์ร่วมที่ 3 ซึ่งภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายซึ่งเป็นผู้เสียหายจึงเป็นผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายที่จะฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญา เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยแล้วโจทก์ร่วมทั้งสามยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการโดยระบุคำร้องว่า เด็กหญิง บ. และเด็กชาย ป. บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของดาบตำรวจประเสริฐ โดยนาง น. มารดา และนาง น. ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของดาบตำรวจประเสริฐจึงเป็นกรณีที่โจทก์ร่วมทั้งสามในฐานะผู้สืบสันดานและภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายซึ่งเป็นผู้เสียหายและเป็นผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ร่วมทั้งสามเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการเฉพาะข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสและอันตรายแก่กาย จึงไม่ถูกต้องและเมื่อโจทก์ร่วมทั้งสามสามารถเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท โจทก์ร่วมทั้งสามจึงมีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริงให้ไม่รอการลงโทษจำเลยได้โดยไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ แต่เมื่อคดีขึ้นมาที่ศาลฎีกาแล้ว จึงเห็นสมควรสั่งให้ถูกต้องโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า สมควรรอการลงโทษให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยได้ความว่า เหตุเกิดเนื่องจากจำเลยขับรถยนต์ไปตามถนนซึ่งมีทางเดินรถเดียวโดยมี 3 ช่องเดินรถ และมีร่องคั่นกลางกับทางเดินรถที่สวนทาง จำเลยขับรถในช่องเดินรถที่ 3 นับจากซ้ายด้วยความเร็วประมาณ 110 ถึง 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และจำเลยต้องการแซงรถยนต์คันหน้า จำเลยจึงขับรถเข้าไปในช่องเดินรถที่ 2 และที่ 1 ตามลำดับแล้วเปลี่ยนกลับเข้าช่องเดินรถที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนรถยนต์ ด้านท้ายรถยนต์ในช่องเดินรถที่ 2 และด้านหน้าซ้ายรถยนต์ในช่องเดินรถที่ 3 ทำให้รถยนต์ของจำเลยตกลงไปในร่องกลางถนนแล้วกระเด็นข้ามไปในทางเดินรถที่สวนมาแล้วชนกับรถยนต์กระบะซึ่งมีคนขับและผู้โดยสารรวม 9 คน กับรถยนต์อีกคันหนึ่ง ซึ่งผู้ที่ถึงแก่ความตาย ได้รับอันตรายสาหัสและอันตรายแก่กายเป็นผู้ที่นั่งมาในรถยนต์กระบะ ส่วนรถยนต์คันอื่นไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บคงมีแต่รถยนต์ที่เสียหายซึ่งได้รับการชดใช้จากบริษัทประกันภัยแล้ว ฝ่ายผู้เสียหายทั้งหมดในรถยนต์กระบะได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนรวมประมาณ 3,200,000 บาท ระหว่างพิจารณาจำเลยนำเงินมาวางศาลเพื่อชำระให้ผู้เสียหายจำนวน 5 ราย เป็นเงิน 200,000 บาท และระหว่างฎีกาจำเลยชำระเงินให้ทายาทของผู้เสียหายอีก 2 ราย รวมจำนวน 250,000 บาท ดังนั้นเมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับการที่จำเลยพยายามชดใช้เงินแก่ฝ่ายผู้เสียหายเพื่อบรรเทาผลร้าย ทั้งขณะเกิดเหตุจำเลยอายุ 23 ปี อาศัยอยู่กับภริยา บุตรอายุ 4 ปี และมารดาของภริยา จำเลยทำงานประจำและนำรายได้มาเลี้ยงดูครอบครัว จำเลยไม่เคยกระทำความผิดและรับโทษจำคุกมาก่อน เหตุคดีนี้เป็นบทเรียนครั้งสำคัญในชีวิตของจำเลยและทำให้จำเลยต้องขับรถด้วยความระมัดระวังต่อไปซึ่งพนักงานคุมประพฤติก็รายงานว่าหลังเกิดเหตุจำเลยขับรถยนต์อยู่บ้างแต่นาน ๆ ครั้ง และยังรู้สึกไม่สบายใจขณะขับรถ จำเลยจึงน่าจะสำนึกในการกระทำความผิด การลงโทษจำคุกจำเลย 2 ปี โดยไม่รอการลงโทษจึงไม่เป็นผลดีแก่จำเลยและครอบครัว สมควรให้โอกาสจำเลย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้โจทก์ร่วมทั้งสามเข้าร่วมเป็นโจทก์ในข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายด้วย และให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น (ปิยนุช มนูรังสรรค์-สุวิชา นาควัชระ-ธวัชชัย รัตนเหลี่ยม) ศาลจังหวัดสระบุรี - นายกมลศักดิ์ ชัยชนะวิชชกิจ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายชาญวิทย์ รักษ์กุลชน แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.739/2564 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
682122
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสระบุรี",
        "judge": "นายกมลศักดิ์ ชัยชนะวิชชกิจ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายชาญวิทย์ รักษ์กุลชน"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081947642"
    }
}
date
2564
deka_no
6101/2564
deka_running_no
6101
deka_year
2564
department
แผนก
judges
[
    "ปิยนุช มนูรังสรรค์",
    "สุวิชา นาควัชระ",
    "ธวัชชัย รัตนเหลี่ยม"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 291",
            "ม. 300",
            "ม. 390"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 30",
            "ม. 193 ทวิ"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 43",
            "ม. 157"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "เด็กหญิง บ. โดยนาง น. ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย อ."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300, 390

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา เด็กหญิง บ. และเด็กชาย ป. โดยนาง น. ผู้แทนโดยชอบธรรม และนาง น. ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสและอันตรายแก่กาย โดยให้เรียกเด็กหญิง บ. เด็กชาย ป. และนาง น. ว่าโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี และปรับ 60,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี และปรับ 30,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในกำหนด 1 ปี ตามที่พนักงานคุมประพฤติกำหนด ให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์ร่วมทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับและไม่รอการลงโทษนอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่า โจทก์ร่วมทั้งสามมีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ดาบตำรวจประเสริฐถึงแก่ความตาย โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นผู้สืบสันดาน กับโจทก์ร่วมที่ 3 ซึ่งภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายซึ่งเป็นผู้เสียหายจึงเป็นผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายที่จะฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญา เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยแล้วโจทก์ร่วมทั้งสามยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการโดยระบุคำร้องว่า เด็กหญิง บ. และเด็กชาย ป. บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของดาบตำรวจประเสริฐ โดยนาง น. มารดา และนาง น. ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของดาบตำรวจประเสริฐจึงเป็นกรณีที่โจทก์ร่วมทั้งสามในฐานะผู้สืบสันดานและภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายซึ่งเป็นผู้เสียหายและเป็นผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ร่วมทั้งสามเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการเฉพาะข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสและอันตรายแก่กาย จึงไม่ถูกต้องและเมื่อโจทก์ร่วมทั้งสามสามารถเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท โจทก์ร่วมทั้งสามจึงมีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริงให้ไม่รอการลงโทษจำเลยได้โดยไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ แต่เมื่อคดีขึ้นมาที่ศาลฎีกาแล้ว จึงเห็นสมควรสั่งให้ถูกต้องโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า สมควรรอการลงโทษให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยได้ความว่า เหตุเกิดเนื่องจากจำเลยขับรถยนต์ไปตามถนนซึ่งมีทางเดินรถเดียวโดยมี 3 ช่องเดินรถ และมีร่องคั่นกลางกับทางเดินรถที่สวนทาง จำเลยขับรถในช่องเดินรถที่ 3 นับจากซ้ายด้วยความเร็วประมาณ 110 ถึง 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และจำเลยต้องการแซงรถยนต์คันหน้า จำเลยจึงขับรถเข้าไปในช่องเดินรถที่ 2 และที่ 1 ตามลำดับแล้วเปลี่ยนกลับเข้าช่องเดินรถที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนรถยนต์ ด้านท้ายรถยนต์ในช่องเดินรถที่ 2 และด้านหน้าซ้ายรถยนต์ในช่องเดินรถที่ 3 ทำให้รถยนต์ของจำเลยตกลงไปในร่องกลางถนนแล้วกระเด็นข้ามไปในทางเดินรถที่สวนมาแล้วชนกับรถยนต์กระบะซึ่งมีคนขับและผู้โดยสารรวม 9 คน กับรถยนต์อีกคันหนึ่ง ซึ่งผู้ที่ถึงแก่ความตาย ได้รับอันตรายสาหัสและอันตรายแก่กายเป็นผู้ที่นั่งมาในรถยนต์กระบะ ส่วนรถยนต์คันอื่นไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บคงมีแต่รถยนต์ที่เสียหายซึ่งได้รับการชดใช้จากบริษัทประกันภัยแล้ว ฝ่ายผู้เสียหายทั้งหมดในรถยนต์กระบะได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนรวมประมาณ 3,200,000 บาท ระหว่างพิจารณาจำเลยนำเงินมาวางศาลเพื่อชำระให้ผู้เสียหายจำนวน 5 ราย เป็นเงิน 200,000 บาท และระหว่างฎีกาจำเลยชำระเงินให้ทายาทของผู้เสียหายอีก 2 ราย รวมจำนวน 250,000 บาท ดังนั้นเมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับการที่จำเลยพยายามชดใช้เงินแก่ฝ่ายผู้เสียหายเพื่อบรรเทาผลร้าย ทั้งขณะเกิดเหตุจำเลยอายุ 23 ปี อาศัยอยู่กับภริยา บุตรอายุ 4 ปี และมารดาของภริยา จำเลยทำงานประจำและนำรายได้มาเลี้ยงดูครอบครัว จำเลยไม่เคยกระทำความผิดและรับโทษจำคุกมาก่อน เหตุคดีนี้เป็นบทเรียนครั้งสำคัญในชีวิตของจำเลยและทำให้จำเลยต้องขับรถด้วยความระมัดระวังต่อไปซึ่งพนักงานคุมประพฤติก็รายงานว่าหลังเกิดเหตุจำเลยขับรถยนต์อยู่บ้างแต่นาน ๆ ครั้ง และยังรู้สึกไม่สบายใจขณะขับรถ จำเลยจึงน่าจะสำนึกในการกระทำความผิด การลงโทษจำคุกจำเลย 2 ปี โดยไม่รอการลงโทษจึงไม่เป็นผลดีแก่จำเลยและครอบครัว สมควรให้โอกาสจำเลย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้โจทก์ร่วมทั้งสามเข้าร่วมเป็นโจทก์ในข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายด้วย และให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000079.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.739/2564
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2564