คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6107/2564 ฉบับเต็ม

#682382
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6107/2564 บริษัท บ. โจทก์ นาย ณ. จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 148 คดีก่อน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยเป็นหนี้บัตรเครดิตและต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงมูลหนี้เดียว คำขออื่นให้ยกนั้น เท่ากับศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาให้จำเลยรับผิดในมูลหนี้สินเชื่อพร้อมใช้และสินเชื่อบุคคล หากโจทก์เห็นว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นคดีก่อนไม่ถูกต้องอย่างไร โจทก์ก็ชอบที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพื่อแก้ไขให้ถูกต้องได้ แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์จนคดีถึงที่สุดแล้ว การที่โจทก์นำมูลหนี้สินเชื่อพร้อมใช้และสินเชื่อส่วนบุคคลมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ จึงเป็นกรณีที่คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.1059/2554 ของศาลชั้นต้น ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 303,406.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 91,867.45 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า ก่อนคดีนี้โจทก์เคยฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ.985/2554 ของศาลชั้นต้น ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ในมูลหนี้บัตรเครดิต สินเชื่อพร้อมใช้ และสินเชื่อบุคคล จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ในมูลหนี้บัตรเครดิตแก่โจทก์ ไม่มีคู่ความอุทธรณ์ คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้วตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.1059/2554 ของศาลชั้นต้น โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ในมูลหนี้สินเชื่อพร้อมใช้ และสินเชื่อบุคคล อันเป็นมูลหนี้เดียวกันกับมูลหนี้ที่โจทก์เคยฟ้องจำเลยมาแล้วในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.1059/2554 ของศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.1059/2554 ของศาลชั้นต้น ระหว่างบริษัท บ. โจทก์ นาย ณ. จำเลย ในส่วนที่ฟ้องขอให้รับผิดในมูลหนี้ตามสัญญากู้ประเภทสินเชื่อพร้อมใช้และสินเชื่อบุคคลหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาสรุปว่า คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ. 1059/2554 ของศาลชั้นต้น เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ 3 มูลหนี้ ได้แก่ มูลหนี้บัตรเครดิต สินเชื่อพร้อมใช้ และสินเชื่อบุคคล ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ตามมูลหนี้บัตรเครดิตเท่านั้น ไม่ได้วินิจฉัยและพิพากษาในมูลหนี้สินเชื่อพร้อมใช้ และสินเชื่อบุคคลแต่อย่างใด โจทก์จึงมีสิทธิที่จะนำมูลหนี้สินเชื่อพร้อมใช้ และสินเชื่อบุคคลมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ไม่เป็นฟ้องซ้ำตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย เห็นว่า ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.1059/2554 ของศาลชั้นต้น ที่วินิจฉัยว่า จำเลยเป็นหนี้บัตรเครดิตและต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงมูลหนี้เดียว คำขออื่นให้ยกนั้น เท่ากับศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาให้จำเลยรับผิดในมูลหนี้สินเชื่อพร้อมใช้และสินเชื่อบุคคล หากโจทก์เห็นว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่ถูกต้องอย่างไร โจทก์ก็ชอบที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพื่อแก้ไขให้ถูกต้องได้ แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์จนคดีถึงที่สุดแล้ว การที่โจทก์นำมูลหนี้สินเชื่อพร้อมใช้และสินเชื่อส่วนบุคคลมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ จึงเป็นกรณีที่คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.1059/2554 ของศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ (นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ-ประทีป อ่าววิจิตรกุล-สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์) ศาลจังหวัดชัยนาท - นางสาวปาลิดา ลิ้มศิริวัฒน์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายสุชาติ ชาติปัญญาวุฒิ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ผบ.(พ)269/2563 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น ผบ. 3226/2561 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
682382
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดชัยนาท",
        "judge": "นางสาวปาลิดา ลิ้มศิริวัฒน์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายสุชาติ ชาติปัญญาวุฒิ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081947640"
    }
}
date
2564
deka_no
6107/2564
deka_running_no
6107
deka_year
2564
department
แผนก
judges
[
    "นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ",
    "ประทีป อ่าววิจิตรกุล",
    "สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 148"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัท บ."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ณ."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 303,406.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 91,867.45 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า ก่อนคดีนี้โจทก์เคยฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ.985/2554 ของศาลชั้นต้น ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ในมูลหนี้บัตรเครดิต สินเชื่อพร้อมใช้ และสินเชื่อบุคคล จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ในมูลหนี้บัตรเครดิตแก่โจทก์ ไม่มีคู่ความอุทธรณ์ คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้วตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.1059/2554 ของศาลชั้นต้น โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ในมูลหนี้สินเชื่อพร้อมใช้ และสินเชื่อบุคคล อันเป็นมูลหนี้เดียวกันกับมูลหนี้ที่โจทก์เคยฟ้องจำเลยมาแล้วในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.1059/2554 ของศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.1059/2554 ของศาลชั้นต้น ระหว่างบริษัท บ. โจทก์ นาย ณ. จำเลย ในส่วนที่ฟ้องขอให้รับผิดในมูลหนี้ตามสัญญากู้ประเภทสินเชื่อพร้อมใช้และสินเชื่อบุคคลหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาสรุปว่า คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ. 1059/2554 ของศาลชั้นต้น เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ 3 มูลหนี้ ได้แก่ มูลหนี้บัตรเครดิต สินเชื่อพร้อมใช้ และสินเชื่อบุคคล ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ตามมูลหนี้บัตรเครดิตเท่านั้น ไม่ได้วินิจฉัยและพิพากษาในมูลหนี้สินเชื่อพร้อมใช้ และสินเชื่อบุคคลแต่อย่างใด โจทก์จึงมีสิทธิที่จะนำมูลหนี้สินเชื่อพร้อมใช้ และสินเชื่อบุคคลมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ไม่เป็นฟ้องซ้ำตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย เห็นว่า ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.1059/2554 ของศาลชั้นต้น ที่วินิจฉัยว่า จำเลยเป็นหนี้บัตรเครดิตและต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงมูลหนี้เดียว คำขออื่นให้ยกนั้น เท่ากับศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาให้จำเลยรับผิดในมูลหนี้สินเชื่อพร้อมใช้และสินเชื่อบุคคล หากโจทก์เห็นว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่ถูกต้องอย่างไร โจทก์ก็ชอบที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพื่อแก้ไขให้ถูกต้องได้ แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์จนคดีถึงที่สุดแล้ว การที่โจทก์นำมูลหนี้สินเชื่อพร้อมใช้และสินเชื่อส่วนบุคคลมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ จึงเป็นกรณีที่คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.1059/2554 ของศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
ผบ. 3226/2561
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000079.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ผบ.(พ)269/2563
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2564