คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 417/2565 ฉบับเต็ม

#683202
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 417/2565 พนักงานอัยการจังหวัดบึงกาฬ โจทก์ นาย ท. จำเลย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 212 วรรคหนึ่ง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 212 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับแก่คดีใด ถ้าศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้งพร้อมด้วยเหตุผลว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นต้องด้วยมาตรา 5... ให้ศาลส่งความเห็นเช่นว่านั้นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย ในระหว่างนั้น ให้ศาลดำเนินการพิจารณาต่อไปได้แต่ให้รอการพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ" เห็นได้ว่า การยื่นคำร้องต่อศาลตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องยื่นในระหว่างพิจารณา ก่อนคดีถึงที่สุด คดีนี้ ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2563 ในลักษณะการประชุมทางจอภาพ จึงถือว่า คดีถึงที่สุดในวันดังกล่าว จำเลยยื่นคำร้องขอให้ส่งข้อโต้แย้งของจำเลยให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2563 ภายหลังจากคดีถึงที่สุดแล้ว เป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญดังกล่าวข้างต้น ___________________________ คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 55, 72 วรรคหนึ่ง, 78 วรรคหนึ่ง ลงโทษจำคุก 1 ปี 12 เดือน ริบของกลาง คำขออื่นให้ยก ศาลอุทธรณ์ภาค 4 และศาลฎีกา พิพากษายืน วันที่ 29 กันยายน 2563 จำเลยยื่นคำร้องว่า การพิจารณาของศาลชั้นต้นผู้พิพากษาคนเดียวนั่งพิจารณาไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ขอให้รอการพิจารณาไว้ชั่วคราวและส่งข้อโต้แย้งของจำเลยให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีถึงที่สุดแล้ว ให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 212 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับแก่คดีใด ถ้าศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้งพร้อมด้วยเหตุผลว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นต้องด้วยมาตรา 5... ให้ศาลส่งความเห็นเช่นว่านั้นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย ในระหว่างนั้น ให้ศาลดำเนินการพิจารณาต่อไปได้แต่ให้รอการพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ" เห็นได้ว่าการยื่นคำร้องต่อศาลตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องยื่นในระหว่างพิจารณา ก่อนคดีถึงที่สุด คดีนี้ ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2563 ในลักษณะการประชุมทางจอภาพจึงถือว่าคดีถึงที่สุดในวันดังกล่าว จำเลยยื่นคำร้องขอให้ส่งข้อโต้แย้งของจำเลยให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2563 ภายหลังจากคดีถึงที่สุดแล้ว เป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญดังกล่าวข้างต้น ที่จำเลยฎีกาว่าการอ่านคำพิพากษาฎีกาไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 182 วรรคสองและวรรคสามนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาตามระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมว่าด้วยการอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลสูงในลักษณะการประชุมทางจอภาพ พ.ศ.2562 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2551 จำเลยไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่าการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาไม่ชอบด้วยระเบียบดังกล่าวอย่างไร เป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และมาตรา 216 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (นิพันธ์ ช่วยสกุล-อนันต์ เสนคุ้ม-ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา) ศาลจังหวัดบึงกาฬ - นายเจษฎา ชุมเปีย ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายบัณฑิต สีอุไรย์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2384/2564 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ.496/2561 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
683202
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดบึงกาฬ",
        "judge": "นายเจษฎา ชุมเปีย"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายบัณฑิต สีอุไรย์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081947367"
    }
}
date
2565
deka_no
417/2565
deka_running_no
417
deka_year
2565
department
แผนก
judges
[
    "นิพันธ์ ช่วยสกุล",
    "อนันต์ เสนคุ้ม",
    "ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย",
        "law_abbr": "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย",
        "sections": [
            "ม. 212 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดบึงกาฬ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ท."
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 55, 72 วรรคหนึ่ง, 78 วรรคหนึ่ง ลงโทษจำคุก 1 ปี 12 เดือน ริบของกลาง คำขออื่นให้ยก ศาลอุทธรณ์ภาค 4 และศาลฎีกา พิพากษายืน

วันที่ 29 กันยายน 2563 จำเลยยื่นคำร้องว่า การพิจารณาของศาลชั้นต้นผู้พิพากษาคนเดียวนั่งพิจารณาไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ขอให้รอการพิจารณาไว้ชั่วคราวและส่งข้อโต้แย้งของจำเลยให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีถึงที่สุดแล้ว ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 212 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับแก่คดีใด ถ้าศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้งพร้อมด้วยเหตุผลว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นต้องด้วยมาตรา 5... ให้ศาลส่งความเห็นเช่นว่านั้นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย ในระหว่างนั้น ให้ศาลดำเนินการพิจารณาต่อไปได้แต่ให้รอการพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ" เห็นได้ว่าการยื่นคำร้องต่อศาลตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องยื่นในระหว่างพิจารณา ก่อนคดีถึงที่สุด คดีนี้ ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2563 ในลักษณะการประชุมทางจอภาพจึงถือว่าคดีถึงที่สุดในวันดังกล่าว จำเลยยื่นคำร้องขอให้ส่งข้อโต้แย้งของจำเลยให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2563 ภายหลังจากคดีถึงที่สุดแล้ว เป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญดังกล่าวข้างต้น ที่จำเลยฎีกาว่าการอ่านคำพิพากษาฎีกาไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 182 วรรคสองและวรรคสามนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาตามระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมว่าด้วยการอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลสูงในลักษณะการประชุมทางจอภาพ พ.ศ.2562 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2551 จำเลยไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่าการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาไม่ชอบด้วยระเบียบดังกล่าวอย่างไร เป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และมาตรา 216 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
อ.496/2561
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000077.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2384/2564
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2565