คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1561/2565 ฉบับเต็ม

#683323
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1561/2565 พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ โจทก์ นาง บ. จำเลย พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 มาตรา 4 (1) ความผิดฐานให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด เกิดขึ้นและสำเร็จแล้วในทันทีที่จำเลยให้ผู้เสียหายทั้งห้ากู้เงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด มิใช่ว่าจำเลยจะต้องได้รับดอกเบี้ยจากผู้เสียหายทั้งห้าก่อน ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 265 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 มาตรา 4 (1) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 6 กระทง ฐานปลอมเอกสารสิทธิ จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 6 กระทง ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละหนึ่งในสาม ฐานให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด คงจำคุกกระทงละ 8 เดือน รวม 6 กระทง เป็นจำคุก 48 เดือน ฐานปลอมเอกสารสิทธิ คงจำคุกกระทงละ 8 เดือน รวม 6 กระทง เป็นจำคุก 48 เดือน รวมจำคุกจำเลยมีกำหนด 96 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องโจทก์เฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 คงลงโทษจำเลยฐานให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด จำคุกมีกำหนด 48 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ และมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ ซึ่งเห็นควรวินิจฉัยไปพร้อมกัน เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 5 รู้จักกับจำเลยมาก่อนเกิดเหตุประมาณ 2 ถึง 3 ปี แต่ไม่เคยได้รับแจ้งจากจำเลยว่านางสาวสุกัลยาเป็นเจ้าของเงินที่ให้กู้ ซึ่งต่างจากจำเลยที่ผู้เสียหายทั้งห้าทราบว่าเป็นผู้ให้กู้เงินมานานแล้ว ผู้เสียหายทั้งห้ายืนยันมาโดยตลอดตั้งแต่ชั้นสอบสวนว่าทำสัญญากู้เงินจากจำเลย เพียงแต่ปฏิเสธว่าจำนวนเงินที่ปรากฏในสัญญานั้นไม่ถูกต้อง ประกอบกับไม่ปรากฏถึงสาเหตุโกรธเคืองที่ทำให้ผู้เสียหายทั้งห้าต้องให้การและเบิกความปรักปรำให้จำเลยต้องรับโทษ เชื่อได้ว่าผู้เสียหายทั้งห้าเบิกความตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ประกอบกับหากนางสาวสุกัลยาเป็นผู้ให้กู้เงิน หลังจากผู้เสียหายแต่ละคนไม่ชำระเงินคืน นางสาวสุกัลยาคงฟ้องบังคับให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินเช่นเดียวกับที่ฟ้องนางรำไพ นางสุพิศ และนางสุภาพร แต่เมื่อนางสาวสุกัลยานำสัญญากู้เงินที่ได้รับจากจำเลย มาสอบถามผู้เสียหายทั้งห้า นางสาวสุกัลยากลับมิได้เรียกร้องให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินดังกล่าว ทั้งมิได้มีการฟ้องร้องดำเนินคดี จากพฤติการณ์ของจำเลยตามที่โจทก์นำสืบมารับฟังได้ว่า ผู้เสียหายทั้งห้าทำสัญญากู้เงินจากจำเลย และจำเลยมิได้เป็นเพียงคนกลางติดต่อแทนนางสาวสุกัลยาตามที่จำเลยฎีกา ส่วนกรณีที่จำเลยไม่ได้หักจำนวนดอกเบี้ยออกจากเงินต้นที่ให้กู้ ก็เป็นเรื่องที่จำเลยไว้วางใจเชื่อถือผู้กู้แต่ละคนแตกต่างกันเท่านั้น มิได้เป็นข้อพิรุธที่จะรับฟังว่าจำเลยไม่ได้ให้ผู้เสียหายทั้งห้ากู้เงินแต่อย่างใด สำหรับความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธินั้น เห็นว่า ผู้เสียหายทั้งห้าและนางสาวสุกัลยาเบิกความสอดคล้องกันว่า หลังจากผู้เสียหายทั้งห้าลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงินแล้ว จำเลยนำสัญญากู้เงินทุกฉบับไป และสัญญากู้เงินที่นางสาวสุกัลยาได้รับมาจากจำเลยปรากฏจำนวนเงินที่กู้และลายมือชื่อของผู้กู้อยู่แล้ว หากนางสาวสุกัลยาเป็นผู้กรอกจำนวนเงินในสัญญากู้เงินดังกล่าว ก็น่าจะเป็นเพราะประสงค์บังคับให้ผู้เสียหายทั้งห้ารับผิดตามสัญญากู้เงิน แต่นางสาวสุกัลยากลับไม่ได้นำสัญญามาฟ้องเรียกให้ผู้เสียหายทั้งห้ารับผิดตามจำนวนเงินที่ระบุไว้ในสัญญากู้เงินแต่อย่างใด ซึ่งเป็นข้อผิดปกติอย่างยิ่งที่ผู้ให้กู้ไม่นำพาต่อการเรียกร้องให้ผู้กู้รับผิดชดใช้เงินที่กู้ยืมไป ทั้งที่นางสาวสุกัลยาเคยนำสัญญากู้เงินที่ทำกับลูกหนี้รายอื่นมาฟ้องบังคับให้ชำระหนี้ ถึงแม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานที่รู้เห็นว่าจำเลยกรอกจำนวนเงินกู้และเติมตัวเลขเพิ่มจำนวนเงินกู้ในสัญญากู้เงิน แต่จากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบถึงพฤติการณ์ของจำเลยที่เก็บสัญญากู้เงินมาโดยตลอด เพิ่งจะนำมาแสดงต่อนางสาวสุกัลยาเพื่อใช้เป็นข้ออ้างว่ามีการกู้ยืมเงินไปจากจำเลยเป็นจำนวนมากและจำเลยยังไม่ได้รับการใช้คืน เพื่อให้นางสาวสุกัลยานำสัญญากู้เงินไปเรียกร้องจากผู้กู้เอง โดยที่ผู้เสียหายทั้งห้าต่างยืนยันว่าไม่เคยกู้เงินตามจำนวนที่ปรากฏในเอกสาร พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยกรอกข้อความเติมจำนวนเงินกู้ลงในสัญญากู้เงินอันเป็นเอกสารสิทธิเกินไปจากที่มีการกู้ยืมกันจริง จำเลยจึงมีความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องฐานปลอมเอกสารสิทธิมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อได้ความว่าจำเลยทำสัญญาให้ผู้เสียหายทั้งห้ากู้เงิน โดยเรียกดอกเบี้ยในอัตราประมาณร้อยละ 2 ต่อสัปดาห์ หรือร้อยละ 8 ต่อเดือน หรือร้อยละ 96 ต่อปี อันเป็นอัตราเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ซึ่งความผิดฐานให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 มาตรา 4 (1) สาระสำคัญอยู่ที่การให้กู้เงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราตามที่กฎหมายกำหนด การกระทำความผิดดังกล่าวจึงเกิดขึ้นและสำเร็จแล้วในทันทีที่จำเลยให้ผู้เสียหายทั้งห้ากู้เงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด มิใช่ว่าจำเลยจะต้องได้รับดอกเบี้ยจากผู้เสียหายทั้งห้าก่อนจึงจะมีความผิดดังที่จำเลยฎีกา จำเลยจึงมีความผิดฐานให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น เห็นว่า ผู้เสียหายทั้งห้าลงลายมือชื่อทำสัญญากู้เงินกับจำเลย แต่จำเลยกลับกรอกข้อความเติมตัวเลขให้เป็นจำนวนเงินกู้ที่สูงขึ้นไม่ตรงต่อความเป็นจริง เป็นการกระทำที่ไม่สุจริต และไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย มุ่งเอาแต่ผลประโยชน์ส่วนตน โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่ผู้อื่นจะได้รับ แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนก็ตาม และเพื่อให้จำเลยเข็ดหลาบ สมควรลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษจำคุกนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์ของคดีแล้ว ศาลฎีกาไม่มีเหตุจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นทุกข้อ พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น (ศักดิ์ชัย รังษีวงศ์-สุพิศ ปราณีตพลกรัง-บวรศักดิ์ ทวิพัฒน์) ศาลจังหวัดศรีสะเกษ - นางสาวกรกมล พุทธซ้อน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นางสาวอาพรรณชนก ไพลดำ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2148/2564 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
683323
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดศรีสะเกษ",
        "judge": "นางสาวกรกมล พุทธซ้อน"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นางสาวอาพรรณชนก ไพลดำ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081946683"
    }
}
date
2565
deka_no
1561/2565
deka_running_no
1561
deka_year
2565
department
แผนก
judges
[
    "ศักดิ์ชัย รังษีวงศ์",
    "สุพิศ ปราณีตพลกรัง",
    "บวรศักดิ์ ทวิพัฒน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560",
        "sections": [
            "ม. 4 (1)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง บ."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 265

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 มาตรา 4 (1) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 6 กระทง ฐานปลอมเอกสารสิทธิ จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 6 กระทง ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละหนึ่งในสาม ฐานให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด คงจำคุกกระทงละ 8 เดือน รวม 6 กระทง เป็นจำคุก 48 เดือน ฐานปลอมเอกสารสิทธิ คงจำคุกกระทงละ 8 เดือน รวม 6 กระทง เป็นจำคุก 48 เดือน รวมจำคุกจำเลยมีกำหนด 96 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องโจทก์เฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 คงลงโทษจำเลยฐานให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด จำคุกมีกำหนด 48 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ และมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ ซึ่งเห็นควรวินิจฉัยไปพร้อมกัน เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 5 รู้จักกับจำเลยมาก่อนเกิดเหตุประมาณ 2 ถึง 3 ปี แต่ไม่เคยได้รับแจ้งจากจำเลยว่านางสาวสุกัลยาเป็นเจ้าของเงินที่ให้กู้ ซึ่งต่างจากจำเลยที่ผู้เสียหายทั้งห้าทราบว่าเป็นผู้ให้กู้เงินมานานแล้ว ผู้เสียหายทั้งห้ายืนยันมาโดยตลอดตั้งแต่ชั้นสอบสวนว่าทำสัญญากู้เงินจากจำเลย เพียงแต่ปฏิเสธว่าจำนวนเงินที่ปรากฏในสัญญานั้นไม่ถูกต้อง ประกอบกับไม่ปรากฏถึงสาเหตุโกรธเคืองที่ทำให้ผู้เสียหายทั้งห้าต้องให้การและเบิกความปรักปรำให้จำเลยต้องรับโทษ เชื่อได้ว่าผู้เสียหายทั้งห้าเบิกความตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ประกอบกับหากนางสาวสุกัลยาเป็นผู้ให้กู้เงิน หลังจากผู้เสียหายแต่ละคนไม่ชำระเงินคืน นางสาวสุกัลยาคงฟ้องบังคับให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินเช่นเดียวกับที่ฟ้องนางรำไพ นางสุพิศ และนางสุภาพร แต่เมื่อนางสาวสุกัลยานำสัญญากู้เงินที่ได้รับจากจำเลย มาสอบถามผู้เสียหายทั้งห้า นางสาวสุกัลยากลับมิได้เรียกร้องให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินดังกล่าว ทั้งมิได้มีการฟ้องร้องดำเนินคดี จากพฤติการณ์ของจำเลยตามที่โจทก์นำสืบมารับฟังได้ว่า ผู้เสียหายทั้งห้าทำสัญญากู้เงินจากจำเลย และจำเลยมิได้เป็นเพียงคนกลางติดต่อแทนนางสาวสุกัลยาตามที่จำเลยฎีกา ส่วนกรณีที่จำเลยไม่ได้หักจำนวนดอกเบี้ยออกจากเงินต้นที่ให้กู้ ก็เป็นเรื่องที่จำเลยไว้วางใจเชื่อถือผู้กู้แต่ละคนแตกต่างกันเท่านั้น มิได้เป็นข้อพิรุธที่จะรับฟังว่าจำเลยไม่ได้ให้ผู้เสียหายทั้งห้ากู้เงินแต่อย่างใด สำหรับความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธินั้น เห็นว่า ผู้เสียหายทั้งห้าและนางสาวสุกัลยาเบิกความสอดคล้องกันว่า หลังจากผู้เสียหายทั้งห้าลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงินแล้ว จำเลยนำสัญญากู้เงินทุกฉบับไป และสัญญากู้เงินที่นางสาวสุกัลยาได้รับมาจากจำเลยปรากฏจำนวนเงินที่กู้และลายมือชื่อของผู้กู้อยู่แล้ว หากนางสาวสุกัลยาเป็นผู้กรอกจำนวนเงินในสัญญากู้เงินดังกล่าว ก็น่าจะเป็นเพราะประสงค์บังคับให้ผู้เสียหายทั้งห้ารับผิดตามสัญญากู้เงิน แต่นางสาวสุกัลยากลับไม่ได้นำสัญญามาฟ้องเรียกให้ผู้เสียหายทั้งห้ารับผิดตามจำนวนเงินที่ระบุไว้ในสัญญากู้เงินแต่อย่างใด ซึ่งเป็นข้อผิดปกติอย่างยิ่งที่ผู้ให้กู้ไม่นำพาต่อการเรียกร้องให้ผู้กู้รับผิดชดใช้เงินที่กู้ยืมไป ทั้งที่นางสาวสุกัลยาเคยนำสัญญากู้เงินที่ทำกับลูกหนี้รายอื่นมาฟ้องบังคับให้ชำระหนี้ ถึงแม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานที่รู้เห็นว่าจำเลยกรอกจำนวนเงินกู้และเติมตัวเลขเพิ่มจำนวนเงินกู้ในสัญญากู้เงิน แต่จากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบถึงพฤติการณ์ของจำเลยที่เก็บสัญญากู้เงินมาโดยตลอด เพิ่งจะนำมาแสดงต่อนางสาวสุกัลยาเพื่อใช้เป็นข้ออ้างว่ามีการกู้ยืมเงินไปจากจำเลยเป็นจำนวนมากและจำเลยยังไม่ได้รับการใช้คืน เพื่อให้นางสาวสุกัลยานำสัญญากู้เงินไปเรียกร้องจากผู้กู้เอง โดยที่ผู้เสียหายทั้งห้าต่างยืนยันว่าไม่เคยกู้เงินตามจำนวนที่ปรากฏในเอกสาร พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยกรอกข้อความเติมจำนวนเงินกู้ลงในสัญญากู้เงินอันเป็นเอกสารสิทธิเกินไปจากที่มีการกู้ยืมกันจริง จำเลยจึงมีความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องฐานปลอมเอกสารสิทธิมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อได้ความว่าจำเลยทำสัญญาให้ผู้เสียหายทั้งห้ากู้เงิน โดยเรียกดอกเบี้ยในอัตราประมาณร้อยละ 2 ต่อสัปดาห์ หรือร้อยละ 8 ต่อเดือน หรือร้อยละ 96 ต่อปี อันเป็นอัตราเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ซึ่งความผิดฐานให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 มาตรา 4 (1) สาระสำคัญอยู่ที่การให้กู้เงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราตามที่กฎหมายกำหนด การกระทำความผิดดังกล่าวจึงเกิดขึ้นและสำเร็จแล้วในทันทีที่จำเลยให้ผู้เสียหายทั้งห้ากู้เงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด มิใช่ว่าจำเลยจะต้องได้รับดอกเบี้ยจากผู้เสียหายทั้งห้าก่อนจึงจะมีความผิดดังที่จำเลยฎีกา จำเลยจึงมีความผิดฐานให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น เห็นว่า ผู้เสียหายทั้งห้าลงลายมือชื่อทำสัญญากู้เงินกับจำเลย แต่จำเลยกลับกรอกข้อความเติมตัวเลขให้เป็นจำนวนเงินกู้ที่สูงขึ้นไม่ตรงต่อความเป็นจริง เป็นการกระทำที่ไม่สุจริต และไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย มุ่งเอาแต่ผลประโยชน์ส่วนตน โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่ผู้อื่นจะได้รับ แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนก็ตาม และเพื่อให้จำเลยเข็ดหลาบ สมควรลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษจำคุกนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์ของคดีแล้ว ศาลฎีกาไม่มีเหตุจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นทุกข้อ

พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000072.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2148/2564
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2565