คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 752/2565 ฉบับเต็ม

#683488
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 752/2565 นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ช. โจทก์ นาย พ. จำเลย พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 47, มาตรา 48, มาตรา 49 แม้พยานโจทก์ไม่ได้ความแน่ชัดว่าที่ดินพร้อมบ้านของจำเลยซื้อจากบริษัทที่จัดสรรที่ดินหมู่บ้าน ช. แต่ปรากฏตามแผนผังหมู่บ้านดังกล่าวว่า ที่ดินของจำเลยอยู่ติดถนนทางเข้าหมู่บ้านดังกล่าว ต้องใช้ถนนนี้ร่วมกับผู้มีที่ดินและบ้านในหมู่บ้านนี้ และที่ดินของจำเลยก็มีลักษณะตำแหน่งที่ตั้งไม่ต่างจากการเป็นส่วนหนึ่งของหมู่บ้านจัดสรรนี้ และแม้ทางเข้าหมู่บ้านดังกล่าวเจ้าของที่ดินได้มอบให้เป็นทางสาธารณะแล้ว รวมทั้งการเก็บขยะมีพนักงานกรุงเทพมหานครมาจัดเก็บก็ตาม แต่ตามบัญชีรายชื่อผู้เข้าประชุมการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ช. มีชื่อจำเลยเข้าร่วมประชุมโดยมีการลงลายมือชื่อไว้ซึ่งคล้ายกับลายมือชื่อจำเลยในใบแต่งทนายจำเลย ทั้งทนายจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านก็ไม่ยืนยันให้แน่ชัดว่าไม่ใช่ลายมือชื่อจำเลย และพยานยังเบิกความทำนองว่า จำเลยบอกว่าเคยบริจาคเงินค่าส่วนกลาง แต่ไม่เคยชำระค่าส่วนกลาง เจือสมกับคำเบิกความพยานโจทก์ปาก ก. รองประธานกรรมการโจทก์ซึ่งซื้อบ้านและที่ดินโดยเข้าอยู่อาศัยในหมู่บ้านดังกล่าวตั้งแต่ปี 2534 ที่เบิกความว่า จำเลยร่วมประชุม ทั้งจำเลยเคยชำระค่าส่วนกลางด้วย เนื่องจากจำเลยมีสิทธิใช้สอยสาธารณูปโภคต่าง ๆ เช่น ไฟฟ้า ประปา สวนสาธารณะ สระว่ายน้ำ ท่อบำบัดน้ำเสีย และการรักษาความปลอดภัย ซึ่งจำเลยก็นำสืบปฏิเสธการใช้สาธารณูปโภคเฉพาะถนนทางเข้าหมู่บ้านที่เป็นถนนสาธารณะและการเก็บขยะเท่านั้น ไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่ได้ใช้สาธารณูปโภคอื่นแต่อย่างใด จึงเชื่อได้ว่าจำเลยร่วมประชุมจัดตั้งนิติบุคคลโจทก์ และเคยชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลาง กับใช้ประโยชน์จากสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะของหมู่บ้านจัดสรร ช. ซึ่งโจทก์มีหน้าที่ดูแลรักษาด้วย พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวมาข้างต้นย่อมถือได้ว่าจำเลยเป็นสมาชิกของโจทก์โดยปริยายแล้ว จึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับและระเบียบของโจทก์ ในอันที่จะต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางแก่โจทก์ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 523,531.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 475,938 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ยุติเป็นเบื้องต้นว่า โจทก์ได้รับโอนโครงการหมู่บ้านจัดสรร ช. มาจากบริษัท ม. เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2550 โจทก์มีหน้าที่จัดการและดูแลบำรุงรักษาสาธารณูปโภค และบริการต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ร่วมกันของสมาชิกภายในหมู่บ้านดังกล่าวภายใต้ข้อบังคับ จำเลยกับนางสาวอัญชลี ร่วมกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 47287 จากนายพุฒ ตั้งแต่ปี 2530 ก่อนที่บริษัท ม. โอนสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะในโครงการหมู่บ้านดังกล่าวให้โจทก์ดูแล มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า แม้พยานโจทก์ไม่ได้ความแน่ชัดว่าที่ดินพร้อมบ้านของจำเลยซื้อจากบริษัทที่จัดสรรที่ดินหมู่บ้าน ช. ก็ตาม ที่ดินของจำเลยอยู่ติดถนนทางเข้าหมู่บ้านดังกล่าวต้องใช้ถนนนี้ร่วมกับผู้มีที่ดินและบ้านในหมู่บ้านนี้ และที่ดินของจำเลยก็มีลักษณะตำแหน่งที่ตั้งไม่ต่างจากการเป็นส่วนหนึ่งของหมู่บ้านจัดสรรนี้ และแม้ทางเข้าหมู่บ้านดังกล่าวเจ้าของที่ดินได้มอบให้เป็นทางสาธารณะแล้ว รวมทั้งการเก็บขยะมีพนักงานกรุงเทพมหานครมาจัดเก็บก็ตาม แต่ตามบัญชีรายชื่อผู้เข้าประชุมการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ช. มีชื่อจำเลยเข้าร่วมประชุมโดยมีการลงลายมือชื่อไว้ซึ่งคล้ายกับลายมือชื่อจำเลยในใบแต่งทนายจำเลย ทั้งนายอธิป ทนายจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านก็ไม่ยืนยันให้แน่ชัดว่าไม่ใช่ลายมือชื่อจำเลย และพยานยังเบิกความทำนองว่า จำเลยบอกว่าเคยบริจาคเงินค่าส่วนกลาง แต่ไม่เคยชำระค่าส่วนกลาง เจือสมกับคำเบิกความพยานโจทก์ปากนายไกรศร รองประธานกรรมการโจทก์ซึ่งซื้อบ้านและที่ดินโดยเข้าอยู่อาศัยในหมู่บ้านดังกล่าวตั้งแต่ปี 2534 ที่เบิกความว่า จำเลยร่วมประชุม ทั้งจำเลยเคยชำระค่าส่วนกลางด้วย เนื่องจากจำเลยมีสิทธิใช้สอยสาธารณูปโภคต่าง ๆ เช่น ไฟฟ้า ประปา สวนสาธารณะ สระว่ายน้ำ ท่อบำบัดน้ำเสีย และการรักษาความปลอดภัย ซึ่งจำเลยก็นำสืบปฏิเสธการใช้สาธารณูปโภคเฉพาะถนนทางเข้าหมู่บ้านที่เป็นถนนสาธารณะและการเก็บขยะเท่านั้น ไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่ได้ใช้สาธารณูปโภคอื่นแต่อย่างใด จึงเชื่อได้ว่าจำเลยร่วมประชุมจัดตั้งนิติบุคคลโจทก์ และเคยชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลาง กับใช้ประโยชน์จากสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะของหมู่บ้านจัดสรร ช. ซึ่งโจทก์มีหน้าที่ดูแลรักษาด้วย พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวมาข้างต้นย่อมถือได้ว่าจำเลยเป็นสมาชิกของโจทก์โดยปริยายแล้ว จึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับและระเบียบของโจทก์ ในอันที่จะต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางแก่โจทก์ และเมื่อจำเลยมิได้โต้แย้งจำนวนค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระตามคำฟ้องของโจทก์ จึงฟังได้ว่าจำเลยค้างชำระหนี้ดังกล่าวเป็นจำนวนตามฟ้องจริง ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น อย่างไรก็ตามดอกเบี้ยของหนี้ที่ค้างชำระที่โจทก์ขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่ค้างชำระ 475,938 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้นนั้น เห็นได้ว่าเป็นการเสียดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ซึ่งเดิมให้คิดดอกเบี้ยในหนี้เงินระหว่างผิดนัด ร้อยละ 7.5 ต่อปี แต่ขณะนี้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ออกมาแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 โดยมาตรา 7 ให้คิดดอกเบี้ยที่ไม่ได้กำหนดอัตราไว้ร้อยละ 3 ต่อปี แต่อาจลดหรือเพิ่มได้โดยการตราพระราชกฤษฎีกา และมาตรา 224 ให้คิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ตามที่กำหนดในมาตรา 7 บวกเพิ่มด้วยอัตราร้อยละ 2 ต่อปี จึงต้องคิดดอกเบี้ยตามมาตรา 224 ประกอบมาตรา 7 ให้เป็นไปตามบทกฎหมายที่แก้ไขใหม่ดังกล่าว ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 523,531.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 475,938 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ร้อยละ 3 ต่อปี บวกด้วยอัตราร้อยละ 2 ตามมาตรา 224 นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้หากกระทรวงการคลังออกพระราชกฤษฎีกาปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยตามมาตรา 7 เช่นใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยในส่วนตามมาตรา 7 ไปตามนั้น แต่ทั้งนี้เมื่อรวมกับอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อปี ตามมาตรา 224 แล้วต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอในคำฟ้องของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ (ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร-ประทีป อ่าววิจิตรกุล-ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์) ศาลจังหวัดตลิ่งชัน - นายวีระพงษ์ ทองอ่อน ศาลอุทธรณ์ - นายสังคม สุภาผล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ผบ.(พ)25/2564 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
683488
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดตลิ่งชัน",
        "judge": "นายวีระพงษ์ ทองอ่อน"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายสังคม สุภาผล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081947098"
    }
}
date
2565
deka_no
752/2565
deka_running_no
752
deka_year
2565
department
แผนก
judges
[
    "ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร",
    "ประทีป อ่าววิจิตรกุล",
    "ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543",
        "sections": [
            "ม. 47",
            "ม. 48",
            "ม. 49"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ช."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย พ."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 523,531.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 475,938 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ยุติเป็นเบื้องต้นว่า โจทก์ได้รับโอนโครงการหมู่บ้านจัดสรร ช. มาจากบริษัท ม. เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2550 โจทก์มีหน้าที่จัดการและดูแลบำรุงรักษาสาธารณูปโภค และบริการต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ร่วมกันของสมาชิกภายในหมู่บ้านดังกล่าวภายใต้ข้อบังคับ จำเลยกับนางสาวอัญชลี ร่วมกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 47287 จากนายพุฒ ตั้งแต่ปี 2530 ก่อนที่บริษัท ม. โอนสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะในโครงการหมู่บ้านดังกล่าวให้โจทก์ดูแล

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า แม้พยานโจทก์ไม่ได้ความแน่ชัดว่าที่ดินพร้อมบ้านของจำเลยซื้อจากบริษัทที่จัดสรรที่ดินหมู่บ้าน ช. ก็ตาม ที่ดินของจำเลยอยู่ติดถนนทางเข้าหมู่บ้านดังกล่าวต้องใช้ถนนนี้ร่วมกับผู้มีที่ดินและบ้านในหมู่บ้านนี้ และที่ดินของจำเลยก็มีลักษณะตำแหน่งที่ตั้งไม่ต่างจากการเป็นส่วนหนึ่งของหมู่บ้านจัดสรรนี้ และแม้ทางเข้าหมู่บ้านดังกล่าวเจ้าของที่ดินได้มอบให้เป็นทางสาธารณะแล้ว รวมทั้งการเก็บขยะมีพนักงานกรุงเทพมหานครมาจัดเก็บก็ตาม แต่ตามบัญชีรายชื่อผู้เข้าประชุมการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ช. มีชื่อจำเลยเข้าร่วมประชุมโดยมีการลงลายมือชื่อไว้ซึ่งคล้ายกับลายมือชื่อจำเลยในใบแต่งทนายจำเลย ทั้งนายอธิป ทนายจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านก็ไม่ยืนยันให้แน่ชัดว่าไม่ใช่ลายมือชื่อจำเลย และพยานยังเบิกความทำนองว่า จำเลยบอกว่าเคยบริจาคเงินค่าส่วนกลาง แต่ไม่เคยชำระค่าส่วนกลาง เจือสมกับคำเบิกความพยานโจทก์ปากนายไกรศร รองประธานกรรมการโจทก์ซึ่งซื้อบ้านและที่ดินโดยเข้าอยู่อาศัยในหมู่บ้านดังกล่าวตั้งแต่ปี 2534 ที่เบิกความว่า จำเลยร่วมประชุม ทั้งจำเลยเคยชำระค่าส่วนกลางด้วย เนื่องจากจำเลยมีสิทธิใช้สอยสาธารณูปโภคต่าง ๆ เช่น ไฟฟ้า ประปา สวนสาธารณะ สระว่ายน้ำ ท่อบำบัดน้ำเสีย และการรักษาความปลอดภัย ซึ่งจำเลยก็นำสืบปฏิเสธการใช้สาธารณูปโภคเฉพาะถนนทางเข้าหมู่บ้านที่เป็นถนนสาธารณะและการเก็บขยะเท่านั้น ไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่ได้ใช้สาธารณูปโภคอื่นแต่อย่างใด จึงเชื่อได้ว่าจำเลยร่วมประชุมจัดตั้งนิติบุคคลโจทก์ และเคยชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลาง กับใช้ประโยชน์จากสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะของหมู่บ้านจัดสรร ช. ซึ่งโจทก์มีหน้าที่ดูแลรักษาด้วย พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวมาข้างต้นย่อมถือได้ว่าจำเลยเป็นสมาชิกของโจทก์โดยปริยายแล้ว จึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับและระเบียบของโจทก์ ในอันที่จะต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางแก่โจทก์ และเมื่อจำเลยมิได้โต้แย้งจำนวนค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระตามคำฟ้องของโจทก์ จึงฟังได้ว่าจำเลยค้างชำระหนี้ดังกล่าวเป็นจำนวนตามฟ้องจริง ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น อย่างไรก็ตามดอกเบี้ยของหนี้ที่ค้างชำระที่โจทก์ขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่ค้างชำระ 475,938 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้นนั้น เห็นได้ว่าเป็นการเสียดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ซึ่งเดิมให้คิดดอกเบี้ยในหนี้เงินระหว่างผิดนัด ร้อยละ 7.5 ต่อปี แต่ขณะนี้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ออกมาแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 โดยมาตรา 7 ให้คิดดอกเบี้ยที่ไม่ได้กำหนดอัตราไว้ร้อยละ 3 ต่อปี แต่อาจลดหรือเพิ่มได้โดยการตราพระราชกฤษฎีกา และมาตรา 224 ให้คิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ตามที่กำหนดในมาตรา 7 บวกเพิ่มด้วยอัตราร้อยละ 2 ต่อปี จึงต้องคิดดอกเบี้ยตามมาตรา 224 ประกอบมาตรา 7 ให้เป็นไปตามบทกฎหมายที่แก้ไขใหม่ดังกล่าว ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป

พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 523,531.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 475,938 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ร้อยละ 3 ต่อปี บวกด้วยอัตราร้อยละ 2 ตามมาตรา 224 นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้หากกระทรวงการคลังออกพระราชกฤษฎีกาปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยตามมาตรา 7 เช่นใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยในส่วนตามมาตรา 7 ไปตามนั้น แต่ทั้งนี้เมื่อรวมกับอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อปี ตามมาตรา 224 แล้วต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอในคำฟ้องของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000075.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ผบ.(พ)25/2564
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2565