ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 272/2565
พนักงานอัยการจังหวัด
โจทก์
นาย ค. กับพวก
จำเลย
ป.อ. มาตรา 3, มาตรา 83
ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 213, มาตรา 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), มาตรา 66 วรรคสาม
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 มาตรา 3
แม้ พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 ออกใช้บังคับ โดยมาตรา 4 ยกเลิก พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ ป.ยาเสพติดแทน แต่มาตรา 21 วรรคหนึ่ง ยังคงให้บทบัญญัติที่ให้สันนิษฐานว่าเป็นการกระทำเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายเดิม ยังมีผลใช้บังคับแก่คดีที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วก่อนวันที่ ป.ยาเสพติดใช้บังคับจนกว่าคดีถึงที่สุด บทสันนิษฐานตามกฎหมายเดิม มาตรา 15 ที่ว่า การมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามปริมาณที่กำหนด เช่น แอมเฟตามีน คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่สามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมขึ้นไปให้สันนิษฐานว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงยังมีผลใช้บังคับต่อไปในคดีนี้ที่ยังไม่ถึงที่สุด ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 ประกอบมาตรา 66 ซึ่งเป็นกฎหมายเดิม บัญญัติให้ลงโทษหนักขึ้นโดยถือเอาเพียงปริมาณของยาเสพติดเป็นสำคัญ แต่ ป.ยาเสพติด มาตรา 145 ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ บัญญัติให้ลงโทษหนักขึ้นโดยถือเอาพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดเป็นสำคัญ ไม่ได้ถือเอาปริมาณดังเช่นกฎหมายเดิมอีกต่อไป แม้ปริมาณที่มากขึ้นอาจบ่งชี้ถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและบทบาทหน้าที่ก็ตาม เมื่อปริมาณยาเสพติดที่มากขึ้นอาจบ่งชี้ได้ถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและบทบาทหน้าที่อยู่ในตัว กฎหมายใหม่จึงไม่ได้ยกเลิกความผิดตามกฎหมายเดิม มาตรา 66 วรรคสองและวรรคสาม ไปเสียทีเดียว ดังนั้น ถ้าผู้กระทำความผิดมีพฤติการณ์หรือบทบาทหน้าที่ตามกฎหมายใหม่ มาตรา 145 วรรคสองหรือวรรคสาม ศาลย่อมมีอำนาจปรับบทความผิดตามมาตรา 145 วรรคสองหรือวรรคสามได้ แต่ถ้ายาเสพติดให้โทษมีปริมาณถึงตามกฎหมายเดิม มาตรา 66 วรรคสองหรือวรรคสาม แต่ผู้กระทำความผิดไม่มีพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและบทบาทหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายใหม่ มาตรา 145 วรรคสองหรือวรรคสาม ศาลย่อมไม่อาจปรับบทความผิดตามมาตรา 145 วรรคสองหรือวรรคสามได้ คงปรับบทความผิดได้เพียงตามมาตรา 145 วรรคหนึ่ง ส่วนการกำหนดโทษก็ต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณทั้งกฎหมายเก่าและกฎหมายใหม่ไม่ว่าในทางใด ทั้งนี้ ตาม ป.อ. มาตรา 3 ส่วนการปรับบทความผิดนั้นขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงที่ปรากฏ คดีนี้เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 1,000 เม็ด ให้ผู้ล่อซื้อ และจำเลยทั้งสองเคยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่ผู้ต้องหารายอื่นมาก่อนหน้าแล้ว พฤติการณ์ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดดังกล่าวย่อมทำให้เกิดการแพร่กระจายแก่ผู้เสพหลายคนโดยสภาพ ถือเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนแล้ว กรณีจึงต้องลงโทษจำเลยทั้งสองตามกฎหมายใหม่ มาตรา 145 วรรคสอง (2) ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสองล้านบาท อันเป็นกฎหมายที่เป็นคุณมากกว่าแก่จำเลยทั้งสองที่มีเมทแอมเฟตามีนปริมาณถึงตามกฎหมายเดิม มาตรา 66 วรรคสาม ที่มีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาท หรือประหารชีวิต ปัญหาดังกล่าวล้วนเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ทั้งเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ด้วย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง มาตรา 213 และมาตรา 225 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 33, 83 และริบของกลาง
จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ
จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม จำคุกตลอดชีวิตและปรับ 1,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี และปรับ 500,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกินกว่า 1 ปีแต่ไม่เกิน 2 ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ริบของกลาง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสามจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท คำให้การของจำเลยที่ 2 ในชั้นจับกุมให้ความรู้แก่ศาลเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 37 ปี 6 เดือน และปรับ 750,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 1,000 เม็ด เป็นของกลาง ซุกซ่อนอยู่ในรถกระบะ บริเวณใต้เบาะที่นั่งข้างคนขับด้านซ้าย ซึ่งมีนายณัฐกรณ์เป็นคนขับ และนางสาวสุมินตรานั่งด้านข้างคนขับ ส่วนจำเลยทั้งสองนั่งอยู่ในแคปตอนหลัง เมทแอมเฟตามีนของกลางคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 22.927 กรัม ชั้นสอบสวน พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยทั้งสองว่า ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่สามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและต่อมามีการแจ้งข้อหาเพิ่มเติมแก่จำเลยทั้งสองว่า ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินยี่สิบกรัมขึ้นไปไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำเลยทั้งสองให้การไว้ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ตามพยานหลักฐานของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องในการติดต่อซื้อขายหรือนัดส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลาง โดยเฉพาะเมทแอมเฟตามีนของกลางบรรจุห่อหุ้มอย่างปกปิดมิดชิดในกระเป๋าส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจล่วงรู้พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 แม้จะนั่งโดยสารมาในรถกระบะคันเดียวกันก็ตามนั้น ในข้อนี้โจทก์มีร้อยตำรวจเอกไพฑูรย์และดาบตำรวจไพรัตน์ผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสองเป็นประจักษ์พยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า ก่อนเกิดเหตุคดีนี้เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายวุฒิชัยและนายกิตติพงษ์ผู้ต้องหาคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษนายวุฒิชัยและนายกิตติพงษ์แจ้งพยานทั้งสองว่า สามารถติดต่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 ได้ เจ้าพนักงานตำรวจจึงวางแผนล่อซื้อเมทแอมเฟตามีน 1,000 เม็ด ในราคา 60,000 บาท จากจำเลยที่ 1 โดยนัดส่งมอบที่สถานีขนส่งผู้โดยสารเชียงใหม่ แห่งที่ 2 ที่เกิดเหตุ ในวันที่ 23 มกราคม 2562 โดยจำเลยที่ 1 แจ้งว่าจะเดินทางมากับรถยนต์ของเพื่อน พยานทั้งสองได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ จากนั้นเวลาประมาณ 2 นาฬิกา ของวันเกิดเหตุพยานทั้งสองพร้อมกับเจ้าพนักงานตำรวจได้ควบคุมตัวนายวุฒิชัยและนายกิตติพงษ์ไปลอบซุ่มดูเหตุการณ์บริเวณดังกล่าวจนกระทั่งเวลาผ่านไป 30 นาที มีรถกระบะ แบบมีแคป สีดำ ซึ่งตรงกับลักษณะรถที่นายวุฒิชัยแจ้งแล่นมาจอดบริเวณที่เกิดเหตุร้อยตำรวจเอกไพฑูรย์จึงปล่อยนายนายวุฒิชัยเดินไปที่รถกระบะคันดังกล่าว พยานทั้งสองเห็นนายณัฐกรณ์คนขับรถกระบะเปิดประตูให้จำเลยที่ 2 ซึ่งนั่งอยู่เบาะหลังลงจากรถจึงเข้าแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจขอตรวจค้น ผลการตรวจค้นพบจำเลยที่ 1 นั่งอยู่บริเวณเบาะด้านหลัง ส่วนนางสาวสุมินตรานั่งอยู่บริเวณเบาะด้านหน้าข้างคนขับ โดยมีกระเป๋าสะพายสีน้ำตาลสอดอยู่ใต้เบาะดังกล่าว ภายในกระเป๋าพบถุงพลาสติกสีฟ้า 2 ใบ ถุงพลาสติกสีชมพู 2 ใบ และถุงพลาสติกใส 2 ใบ บรรจุเมทแอมเฟตามีนรวม 1,000 เม็ด จากการสอบถามจำเลยทั้งสองยอมรับว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางดังกล่าวเตรียมไว้เพื่อส่งมอบให้แก่ผู้ล่อซื้อ ส่วนนายณัฐกรณ์และนางสาวสุมินตราอ้างว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเมทแอมเฟตามีนของกลาง และจำเลยทั้งสองยืนยันว่าบุคคลทั้งสองไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง พยานทั้งสองจึงแจ้งข้อกล่าวหาเฉพาะจำเลยทั้งสองว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย และโจทก์ยังมีนางสาวสุมินตราเบิกความประกอบบันทึกคำให้การพยาน สนับสนุนว่า พยานได้ยินจำเลยทั้งสองสนทนากันภายในรถในทำนองว่ารอคนมารับ จำเลยหนึ่งในสองคนใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อกับบุคคลปลายสายว่าจำเลยทั้งสองโดยสารมากับรถกระบะสีดำจอดรออยู่บริเวณหน้าชานชาลาแล้วนายณัฐกรณ์สอบถามจำเลยทั้งสองว่าจะลงจากรถเลยหรือไม่ จำเลยทั้งสองแจ้งนายณัฐกรณ์ว่ารอคนมารับก่อน หลังจากนั้นไม่เกิน 5 นาที เจ้าพนักงานตำรวจเข้ามาแสดงตัวและขอตรวจค้นรถ เห็นว่า ร้อยตำรวจเอกไพฑูรย์และดาบตำรวจไพรัตน์ผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสองพร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลาง เป็นเจ้าพนักงานตำรวจปฏิบัติการไปตามอำนาจหน้าที่ เบิกความสอดคล้องต้องกัน ไม่มีข้อพิรุธประการใด ทั้งขั้นตอนต่าง ๆ ในการจับกุมจำเลยทั้งสองเป็นไปในระยะเวลาใกล้ชิดและต่อเนื่องกัน เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงจากจำเลยทั้งสองว่านายณัฐกรณ์และนางสาวสุมินตราไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง พยานทั้งสองก็แจ้งข้อหาเฉพาะจำเลยทั้งสองเท่านั้น สอดรับกับคำเบิกความของนางสาวสุมินตราซึ่งเดินทางร่วมมากับจำเลยทั้งสองยืนยันพฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองร่วมเดินทางมายังจุดหมายปลายทางเดียวกัน มีการสนทนากันระหว่างจำเลยทั้งสองและมีการโทรศัพท์ติดต่อกับบุคคลปลายสายในทำนองแจ้งว่าจำเลยทั้งสองเดินทางมาด้วยกันหลังจากนั้นไม่นานมีเจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมและตรวจค้นรถกระบะ เมื่อปรากฏว่าพยานโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าพนักงานไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 2 มาก่อน จึงไม่มีเหตุให้น่าระแวงสงสัยว่าจะสร้างเรื่องกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยที่ 2 ให้ต้องรับโทษ เชื่อว่าเบิกความไปตามความเป็นจริงที่รับรู้มา นอกจากนี้ยังได้ความจากบันทึกคำให้การของจำเลยทั้งสองซึ่งให้การในวันเดียวกับวันที่จำเลยทั้งสองถูกจับกุมว่า จำเลยที่ 1 รับว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนไปส่งให้นายวุฒิชัยจริง ซึ่งมิใช่เป็นการซัดทอดเพื่อให้ตนเองพ้นผิดโดยปัดความผิดไปให้จำเลยที่ 2 เพียงผู้เดียวส่วนจำเลยที่ 2 ก็ยอมรับข้อเท็จจริงว่าทราบเรื่องที่จำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนมาส่งให้แก่ผู้ซื้อจริง และจำเลยทั้งสองยังให้รายละเอียดเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเมทแอมเฟตามีนอย่างสอดคล้องต้องกัน ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นของจำเลยทั้งสองโดยเฉพาะ ยากที่พนักงานสอบสวนจะปั้นแต่งข้อเท็จจริงขึ้นเองได้หากจำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การไว้ เชื่อว่าจำเลยทั้งสองให้การไปตามเหตุการณ์ที่ตนประสบมาจริง เมื่อพิจารณาตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นพยานบอกเล่านั้น น่าเชื่อว่าสามารถพิสูจน์ความจริงได้ จึงรับฟังคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 2 และรับฟังคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 2 ด้วยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 และคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองดังกล่าวทำให้คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามมีน้ำหนักให้รับฟังมากยิ่งขึ้นด้วย แม้พยานหลักฐานของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องในการติดต่อล่อซื้อและนัดหมายในการส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานโจทก์ประกอบพฤติการณ์แห่งคดีที่จำเลยที่ 2 เดินทางร่วมกับจำเลยที่ 1 ในยามวิกาลไปยังจุดหมายเดียวกันซึ่งเป็นสถานที่ที่นัดส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลาง โดยการครอบครองเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายเป็นการกระทำผิดกฎหมายที่มีโทษสูง ผู้กระทำผิดย่อมกระทำอย่างลับ ๆ เพื่อปกปิดไม่ให้ผู้อื่นล่วงรู้ หากจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นตัวการร่วมในการกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 คงไม่ให้จำเลยที่ 2 ไปร่วมรู้เห็นด้วยเป็นแน่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 เดินทางนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งมอบให้แก่นายวุฒิชัยที่จำเลยที่ 2 นำสืบต่อสู้และฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยที่ 2 ไม่ได้ลงชื่อในภาพถ่ายประกอบการจับกุม ภาพถ่ายประกอบคดีและบัญชีของกลางคดีอาญา เป็นการแสดงว่าจำเลยที่ 2 ยืนยันปฏิเสธความบริสุทธิ์มาโดยตลอดนั้น แต่เหตุใดจำเลยที่ 2 จึงลงมาจากรถเป็นคนแรกในทันทีที่นายวุฒิชัยผู้ติดต่อล่อซื้อเดินเข้าไปหาทั้งที่จำเลยที่ 2 อ้างในชั้นสอบสวนว่าไม่เคยรู้จักนายวุฒิชัยมาก่อน จำเลยที่ 2 คงมีเพียงตนเองเบิกความในชั้นพิจารณายืนยันว่าตนเองไม่ได้กระทำความผิดส่วนจำเลยที่ 1 ซึ่งมาเบิกความยืนยันเป็นพยานจำเลยที่ 2 นั้น ก็เป็นผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันและรู้จักกันมาก่อน จึงอาจเบิกความช่วยเหลือกันก็เป็นได้ ซึ่งหากจำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนรู้เห็นในการกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 จริง จำเลยที่ 2 ก็น่าจะปฏิเสธความผิดของตนตั้งแต่ในชั้นจับกุม แต่จำเลยที่ 2 กลับแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจในขณะนั้นว่านายณัฐกรณ์และนางสาวสุมินตราไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 จึงไม่สมเหตุสมผล ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของจำเลยที่ 2 จึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงรับฟังโดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้นสำหรับฎีกาข้ออื่น ๆ ของจำเลยที่ 2 เป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อย ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป
อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 ออกใช้บังคับ โดยมาตรา 4 ยกเลิกพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดแทน แต่มาตรา 21 วรรคหนึ่ง ยังคงให้บทบัญญัติที่ให้สันนิษฐานว่าเป็นการกระทำเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายเดิมซึ่งถูกยกเลิกไปทั้งฉบับ มีผลใช้บังคับแก่คดีที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วก่อนวันที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับจนกว่าคดีถึงที่สุด บทสันนิษฐานตามกฎหมายเดิมในมาตรา 15 ที่ว่า การมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามปริมาณที่กำหนด เช่น แอมเฟตามีน คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่สามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมขึ้นไป ให้สันนิษฐานว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงยังมีผลใช้บังคับต่อไปในคดีนี้ที่ยังไม่ถึงที่สุด
ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เมื่อตามกฎหมายเดิม มาตรา 15ประกอบมาตรา 66 บัญญัติให้ลงโทษหนักขึ้นโดยถือเอาเพียงปริมาณของยาเสพติดเป็นสำคัญแต่กฎหมายใหม่ มาตรา 145 บัญญัติให้ลงโทษหนักขึ้นโดยถือเอาพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและบทบาทหน้าที่ในการกระทำผิดเป็นสำคัญ ไม่ได้ถือเอาเพียงปริมาณดังเช่นกฎหมายเดิมอีกต่อไป แม้ปริมาณที่มากขึ้นอาจบ่งชี้ถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและบทบาทหน้าที่ได้ระดับหนึ่งก็ตาม เมื่อปริมาณยาเสพติดที่มากขึ้นอาจบ่งชี้ได้ถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและบทบาทหน้าที่อยู่ในตัว กฎหมายใหม่จึงไม่ได้ยกเลิกความผิดตามมาตรา 66 วรรคสองและวรรคสาม ไปเสียทีเดียว แต่เมื่อกฎหมายใหม่ไม่ได้ให้ศาลลงโทษหนักขึ้นเพียงเพราะปริมาณยาเสพติดให้โทษดังเช่นในกฎหมายเดิม แต่ต้องมีพฤติการณ์และบทบาทหน้าที่ตามที่กฎหมายใหม่กำหนดไว้ด้วย จึงจะมีความผิดตามกฎหมายใหม่ มาตรา 145 วรรคสองหรือวรรคสามได้ ดังนั้น ถ้าผู้กระทำผิดมีพฤติการณ์หรือบทบาทหน้าที่ตามกฎหมายใหม่ มาตรา 145 วรรคสองหรือวรรคสาม ศาลย่อมมีอำนาจปรับบทความผิดตามมาตรา 145 วรรคสองหรือวรรคสาม ได้ แต่ถ้ายาเสพติดให้โทษมีปริมาณถึงตามกฎหมายเดิมมาตรา 66 วรรคสองหรือวรรคสาม แต่ผู้กระทำผิดไม่มีพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและบทบาทหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายใหม่ มาตรา 145 วรรคสองหรือวรรคสาม ศาลย่อมไม่อาจปรับบทความผิดตามมาตรา 145 วรรคสองหรือวรรคสามได้ คงปรับบทความผิดได้เพียงตามมาตรา 145 วรรคหนึ่ง ส่วนการกำหนดโทษก็ต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณทั้งกฎหมายเก่าและกฎหมายใหม่ไม่ว่าในทางใด ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ซึ่งเมื่อพิจารณาว่าจะปรับบทความผิดแก่จำเลยทั้งสองในคดีนี้ตามวรรคใดในสามวรรคของกฎหมายใหม่ มาตรา 145 อันขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงในแต่ละคดีไปนั้น คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ต้องหาในคดียาเสพติดคดีอื่นแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลยที่ 1 จึงมีการล่อซื้อและจับจำเลยทั้งสองได้ในรถกระบะพร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลาง 1,000 เม็ด ที่จำเลยทั้งสองมาส่งตามที่มีการล่อซื้อ ในราคา 60,000 บาท พฤติการณ์น่าเชื่อว่าจำเลยทั้งสองจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้ผู้ต้องหาดังกล่าว และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้ผู้ล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนที่จำหน่ายให้ผู้ต้องหาดังกล่าวกับที่จำหน่ายให้ผู้ล่อซื้ออีก 1,000 เม็ด ย่อมทำให้เกิดการแพร่กระจายแก่ผู้เสพหลายคนโดยสภาพ ถือเป็นการกระทำให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนแล้ว กรณีจึงต้องลงโทษจำเลยทั้งสองตามกฎหมายใหม่ มาตรา 90, 145 วรรคสอง (2) ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงยี่สิบปี อันเป็นบทกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองที่มีเมทแอมเฟตามีนคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 22.927 กรัม เข้าตามกฎหมายเดิมตามมาตรา 66 วรรคสาม ที่มีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต สำหรับโทษปรับ ก็ต้องลงโทษจำเลยทั้งสองตามกฎหมายใหม่ มาตรา 145 วรรคสอง (2) ซึ่งมีระวางโทษปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสองล้านบาท อันเป็นคุณกว่าตามกฎหมายเดิม มาตรา 66 วรรคสาม ที่มีระวางโทษปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาท ปัญหาดังกล่าวล้วนเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ทั้งเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง มาตรา 213 และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติดมาตรา 90, 145 วรรคสอง (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 15 ปี และปรับคนละ 1,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ส่วนจำเลยที่ 2 ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี 6 เดือน และปรับ 500,000 บาท จำเลยที่ 2 คงจำคุก 11 ปี 3 เดือน และปรับ 750,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
(สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล-อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล-สุวิทย์ พรพานิช)
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ - นางสาวจารุณี จีระออน
ศาลอุทธรณ์ - นายสุพจน์ กาวชู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.2080/2564
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ