คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4542/2564 ฉบับเต็ม

#683965
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4542/2564 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นาย ว. จำเลย ป.อ. มาตรา 51, มาตรา 90, มาตรา 91 ป.วิ.อ. มาตรา 212, มาตรา 225 พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง, มาตรา 78 วรรคสาม ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน ฯ มาตรา 78 วรรคหนึ่ง กับความผิดฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน ฯ มาตรา 78 วรรคสาม กฎหมายบัญญัติบทความผิดและบทลงโทษไว้ในบทมาตราเดียวกัน เมื่อจำเลยร่วมกันมีอาวุธปืนและใช้อาวุธปืนดังกล่าวเพื่อความประสงค์อันเดียวกันและร่วมกันใช้อาวุธปืนต่อเนื่องจากการร่วมกันมีอาวุธปืน ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้จึงเป็นความผิดกรรมเดียวกับความผิดฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 และเป็นความผิดกรรมเดียวกับความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่า ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซี่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้เป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งนั้นจึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 ในการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันให้ศาลลงโทษผู้นั้นทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 เมื่อจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน การเพิ่มโทษจำเลยต้องเพิ่มโทษทุกกระทงความผิด เว้นแต่ในความผิดใดที่ศาลลงโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิตหรือจำคุกเกินห้าสิบปี ตาม ป.อ. มาตรา 51 ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมิได้เพิ่มโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โดยเปิดเผย หรือพาไปในชุมนุมชนที่ได้จัดให้มีขึ้นเพื่อนมัสการการรื่นเริง และศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยและแก้ไขเป็นการไม่ชอบ แต่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์และฎีกาปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาจึงเพิ่มโทษจำเลยไม่ได้เพราะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 และ 225 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 92, 288 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 55, 72, 72 ทวิ, 78 เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามกฎหมาย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 และมาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคสอง, 55, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง, 78 วรรคหนึ่ง วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ จำคุก 4 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตโดยเปิดเผย หรือพาไปในชุมนุมชนที่ได้จัดให้มีขึ้นเพื่อนมัสการการรื่นเริง จำคุก 2 ปี รวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุกจำเลยตลอดชีวิตสถานเดียว เมื่อศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วจึงไม่อาจเพิ่มโทษ ให้ยกคำขอส่วนนี้ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังยุติว่า เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2557 เวลาประมาณ 17 ถึง 19 นาฬิกา ขณะที่ประชาชนเล่นน้ำประเพณีสงกรานต์บริเวณถนนสุทธิสารวิจัย แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร รวมทั้งบริเวณปากซอยอินทามระ 23 และ 25 มีคนร้ายหลายคนร่วมกันมีและพาอาวุธปืนสั้นและอาวุธปืนยาวหลายชนิดเดินมาจากปากซอยอินทามระ 23 ไปยังซอยอินทามระ 25 ระหว่างเดินใช้อาวุธปืนที่มีและพาดังกล่าวยิงขึ้นท้องฟ้าหลายนัด เมื่อถึงปากซอยอินทามระ 25 คนร้ายหยุดเดินและใช้อาวุธปืนระดมยิงเข้าไปในซอยอินทามระ 25 หลายนัด กระสุนปืนถูกนายแจ๊ค และนายศรัณย์ ผู้เสียหาย เป็นเหตุให้นายแจ๊คถึงแก่ความตาย หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจและเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานกลางไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนปืน กระสุนปืนและหัวกระสุนปืนหลายชนิดตกอยู่บนถนนจึงยึดไว้เป็นของกลาง พนักงานสอบสวนส่งของกลางไปตรวจพิสูจน์ปรากฏว่าเป็นกระสุนปืนออโตเมติก ขนาด .45 (11 มม.) ใช้ยิงมาจากอาวุธปืนพกออโตเมติก ขนาด .45 (11 มม.) เป็นกระสุนปืนออโตเมติก ขนาด 9 มม. LUGER ใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิตและวัตถุได้ ส่วนปลอกกระสุนปืนเป็นปลอกกระสุนปืนเล็กกล ขนาด .223 (5.56 มม.) เป็นเครื่องกระสุนปืนแบบที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ และเป็นปลอกกระสุนปืนออโตเมติก ขนาด .45 (11 มม.) ปลอกกระสุนปืนออโตเมติก ขนาด 9 มม. LUGER และปลอกกระสุนปืนลูกซอง ขนาด 12 ตรวจสอบข้อมูลจำเลยแล้วไม่พบข้อมูลการได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน รวมทั้งไม่พบการได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โดยเปิดเผย หรือพาไปในชุมนุมชนที่ได้จัดให้มีขึ้นเพื่อนมัสการการรื่นเริง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกินห้าปี ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาขอให้ยกฟ้องเป็นการโต้แย้งดุลยพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้ คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นหรือไม่ โจทก์มีนางณัฐณิชา เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า ขณะเกิดเหตุเห็นกลุ่มวัยรุ่นใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปในซอยอินทามระ 25 โดยในกลุ่มคนร้ายมีจำเลยรวมอยู่ด้วย จำเลยเป็นคนขับรถจักรยานยนต์สะพายปืนยาวไว้ด้านหลังและมีเพื่อนที่อยู่ในกลุ่มคนร้ายซ้อนท้ายไปอีก 2 คน พยานเห็นจำเลยตั้งแต่ที่จำเลยกับพวกยืนเป็นรูปตัวยูปิดหน้าซอยอินทามระ 25 แล้ว พยานรู้จักจำเลยมาก่อน เนื่องจากอาศัยอยู่ในซอยเดียวกัน ต่อมาเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจนำภาพจากกล้องวงจรปิดซึ่งเป็นภาพของจำเลยมาให้พยานชี้ยืนยัน พยานก็ชี้ยืนยันว่าเป็นคนร้าย แม้ในคำให้การชั้นสอบสวน พยานจะให้การเกี่ยวกับคนร้ายไม่ระบุถึงตัวจำเลยด้วย แต่ในชั้นให้การเพิ่มเติม คือชั้นที่ดูภาพจากกล้องวงจรปิด พยานก็ยืนยันว่าวันเกิดเหตุเห็นจำเลยและพวกร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหาย แต่จำเลยจะเอารถจักรยานยนต์มาขับหลบหนีภายหลังอย่างไรนั้น พยานไม่ทราบ ซึ่งการให้การเพิ่มเติมลักษณะดังกล่าวก็เป็นการให้การเพิ่มเติมในขณะที่ดูภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดของคนร้ายต่าง ๆ ที่ร่วมก่อเหตุหลายคน ไม่ใช่เฉพาะแต่เพียงจำเลยเท่านั้น กรณีจึงไม่ถึงกับฟังเป็นพิรุธสำหรับข้อเท็จจริงที่ได้จากพยานปากนี้ นอกจากนี้โจทก์ยังมีพยานอื่นคือนางสาวน้องโบว์ เบิกความเกี่ยวกับการเห็นคนร้ายว่าคนร้ายมีหลายคน ส่วนที่ไม่ระบุชื่อทุกคน ก็เป็นไปตามการตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า พยานบอกชื่อวัยรุ่นที่ก่อเหตุเพียง 2 คน ซึ่งรู้จัก ส่วนวัยรุ่นที่เหลือไม่รู้จักพยานจึงไม่ได้ให้การถึง นอกจากนี้แล้วพันตรวจตรีสามารถ พยานโจทก์ซึ่งเป็นชุดสืบสวนก็เบิกความยืนยันว่า ได้มีการตรวจสถานที่เกิดเหตุ เปิดดูกล้องวงจรปิดบริเวณที่เกิดเหตุพบว่ากล้องวงจรปิดจับภาพจำเลยได้ อีกทั้งวัยรุ่นที่ก่อเหตุและจำเลยนั้น พยานรู้จักดี เมื่อพิจารณาประกอบกันแล้วจึงต่างสนับสนุนถึงข้อเท็จจริงให้เห็นว่าจำเลยร่วมเป็นคนร้ายที่ก่อเหตุในคดีนี้ ที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า ไม่เกี่ยวข้องกับการก่อเหตุ โดยจำเลยอ้างว่าในช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุ จำเลยขับรถจักรยานยนต์ออกมาหน้าปากซอยอินทามระ 10 ระหว่างนั้นเห็นนายสมพงศ์ ขับรถจักรยานยนต์จะเลี้ยวเข้ามาในซอยอินทามระ 10 แล้วรถจักรยานยนต์ล้มลง จำเลยจึงเข้าไปช่วย ระหว่างนั้นได้ยินเสียงปืน เมื่อช่วยนายสมพงศ์ยกรถขึ้นแล้วก็ขับรถนายสมพงศ์ไปบริเวณหน้าปากซอยอินทามระ 25 แต่นายสมพงศ์กลับเบิกความว่า ขณะที่ตนกลับมาถึงบ้าน จำเลยซึ่งอยู่บริเวณบ้านได้ยืมรถจักรยานยนต์ของพยานออกไปในช่วงเวลาใกล้ 19.00 นาฬิกา จึงขัดแย้งแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่จำเลยเบิกความ อีกทั้งในคำเบิกความของจำเลยก็กล่าวอ้างในลักษณะที่ว่าพฤติการณ์ของจำเลยเป็นการให้การช่วยเหลือผู้กระทำความผิดไป หากจะมีความผิดก็ผิดฐานช่วยเหลือผู้อื่นซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดเพื่อไม่ให้ต้องรับโทษและช่วยพาหลบหนีไปจึงไม่ให้จับกุมตัวนั้น ซึ่งหากข้อเท็จจริงเป็นไปในลักษณะดังที่จำเลยกล่าวอ้างว่าเป็นการช่วยเหลือผู้กระทำความผิดไม่ได้ร่วมก่อเหตุ จำเลยสามารถที่จะกล่าวอ้างและนำสืบต่อสู้ยืนยันข้อเท็จจริงในส่วนนี้ให้เห็นชัดเจนบนพื้นฐานของพยานหลักฐาน กรณีกลับเป็นว่าพฤติการณ์ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่จำเลยกล่าวเป็นเรื่องพัวพันเข้ามาในเหตุการณ์การก่อเหตุในคดีนี้ กรณีจึงฟังเป็นพิรุธสำหรับจำเลยอีกประการหนึ่ง พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง พยานหลักฐานจำเลยไม่มีน้ำหนักพอที่จะหักล้างได้ ฟังได้ว่า จำเลยกระทำผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยไม่ขึ้น อนึ่ง ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคหนึ่ง กับความผิดฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคสาม กฎหมายบัญญัติบทความผิดและบทลงโทษไว้ในบทมาตราเดียวกัน เมื่อจำเลยร่วมกันมีอาวุธปืนและใช้อาวุธปืนดังกล่าวเพื่อความประสงค์อันเดียวกันและร่วมกันใช้อาวุธปืนต่อเนื่องจากการร่วมกันมีอาวุธปืน ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้จึงเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 และเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่า ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้เป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งนั้นจึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 ส่วนที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำเลยฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โดยเปิดเผย หรือพาไปในชุมนุมชนที่ได้จัดให้มีขึ้นเพื่อนมัสการการรื่นเริง จำคุก 2 ปี รวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว เมื่อศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วไม่อาจเพิ่มโทษโดยให้ยกคำขอเพิ่มโทษนั้นไม่ถูกต้อง เนื่องจากในการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันให้ศาลลงโทษผู้นั้นทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เมื่อจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน การเพิ่มโทษจำเลยต้องเพิ่มโทษทุกกระทงความผิดเว้นแต่ในความผิดฐานใดที่ศาลลงโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกเกินห้าสิบปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมิได้เพิ่มโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมืองหมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โดยเปิดเผย หรือพาไปในชุมนุมชนที่ได้จัดให้มีขึ้นเพื่อนมัสการการรื่นเริง และศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยและแก้ไขเป็นการไม่ชอบ แต่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์และฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาจึงเพิ่มโทษจำเลยไม่ได้เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 และ 225 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ความผิดฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (สุพิศ ปราณีตพลกรัง-ไพจิตร สวัสดิสาร-วิทยา ยิ่งวิริยะ) ศาลอาญา - นายกฤกย์ หงษ์สัมฤทธิ์ ศาลอุทธรณ์ - นางขนิษฐา อรุณวงศ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1249/2564 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
683965
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญา",
        "judge": "นายกฤกย์ หงษ์สัมฤทธิ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นางขนิษฐา อรุณวงศ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081947898"
    }
}
date
2564
deka_no
4542/2564
deka_running_no
4542
deka_year
2564
department
แผนก
judges
[
    "สุพิศ ปราณีตพลกรัง",
    "ไพจิตร สวัสดิสาร",
    "วิทยา ยิ่งวิริยะ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 51",
            "ม. 90",
            "ม. 91"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 212",
            "ม. 225"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490",
        "sections": [
            "ม. 78 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 78 วรรคสาม"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ว."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 92, 288 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 55, 72, 72 ทวิ, 78 เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 และมาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคสอง, 55, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง, 78 วรรคหนึ่ง วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ จำคุก 4 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตโดยเปิดเผย หรือพาไปในชุมนุมชนที่ได้จัดให้มีขึ้นเพื่อนมัสการการรื่นเริง จำคุก 2 ปี รวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุกจำเลยตลอดชีวิตสถานเดียว เมื่อศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วจึงไม่อาจเพิ่มโทษ ให้ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังยุติว่า เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2557 เวลาประมาณ 17 ถึง 19 นาฬิกา ขณะที่ประชาชนเล่นน้ำประเพณีสงกรานต์บริเวณถนนสุทธิสารวิจัย แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร รวมทั้งบริเวณปากซอยอินทามระ 23 และ 25 มีคนร้ายหลายคนร่วมกันมีและพาอาวุธปืนสั้นและอาวุธปืนยาวหลายชนิดเดินมาจากปากซอยอินทามระ 23 ไปยังซอยอินทามระ 25 ระหว่างเดินใช้อาวุธปืนที่มีและพาดังกล่าวยิงขึ้นท้องฟ้าหลายนัด เมื่อถึงปากซอยอินทามระ 25 คนร้ายหยุดเดินและใช้อาวุธปืนระดมยิงเข้าไปในซอยอินทามระ 25 หลายนัด กระสุนปืนถูกนายแจ๊ค และนายศรัณย์ ผู้เสียหาย เป็นเหตุให้นายแจ๊คถึงแก่ความตาย หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจและเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานกลางไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนปืน กระสุนปืนและหัวกระสุนปืนหลายชนิดตกอยู่บนถนนจึงยึดไว้เป็นของกลาง พนักงานสอบสวนส่งของกลางไปตรวจพิสูจน์ปรากฏว่าเป็นกระสุนปืนออโตเมติก ขนาด .45 (11 มม.) ใช้ยิงมาจากอาวุธปืนพกออโตเมติก ขนาด .45 (11 มม.) เป็นกระสุนปืนออโตเมติก ขนาด 9 มม. LUGER ใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิตและวัตถุได้ ส่วนปลอกกระสุนปืนเป็นปลอกกระสุนปืนเล็กกล ขนาด .223 (5.56 มม.) เป็นเครื่องกระสุนปืนแบบที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ และเป็นปลอกกระสุนปืนออโตเมติก ขนาด .45 (11 มม.) ปลอกกระสุนปืนออโตเมติก ขนาด 9 มม. LUGER และปลอกกระสุนปืนลูกซอง ขนาด 12 ตรวจสอบข้อมูลจำเลยแล้วไม่พบข้อมูลการได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน รวมทั้งไม่พบการได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โดยเปิดเผย หรือพาไปในชุมนุมชนที่ได้จัดให้มีขึ้นเพื่อนมัสการการรื่นเริง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกินห้าปี ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาขอให้ยกฟ้องเป็นการโต้แย้งดุลยพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้ คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นหรือไม่ โจทก์มีนางณัฐณิชา เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า ขณะเกิดเหตุเห็นกลุ่มวัยรุ่นใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปในซอยอินทามระ 25 โดยในกลุ่มคนร้ายมีจำเลยรวมอยู่ด้วย จำเลยเป็นคนขับรถจักรยานยนต์สะพายปืนยาวไว้ด้านหลังและมีเพื่อนที่อยู่ในกลุ่มคนร้ายซ้อนท้ายไปอีก 2 คน พยานเห็นจำเลยตั้งแต่ที่จำเลยกับพวกยืนเป็นรูปตัวยูปิดหน้าซอยอินทามระ 25 แล้ว พยานรู้จักจำเลยมาก่อน เนื่องจากอาศัยอยู่ในซอยเดียวกัน ต่อมาเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจนำภาพจากกล้องวงจรปิดซึ่งเป็นภาพของจำเลยมาให้พยานชี้ยืนยัน พยานก็ชี้ยืนยันว่าเป็นคนร้าย แม้ในคำให้การชั้นสอบสวน พยานจะให้การเกี่ยวกับคนร้ายไม่ระบุถึงตัวจำเลยด้วย แต่ในชั้นให้การเพิ่มเติม คือชั้นที่ดูภาพจากกล้องวงจรปิด พยานก็ยืนยันว่าวันเกิดเหตุเห็นจำเลยและพวกร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหาย แต่จำเลยจะเอารถจักรยานยนต์มาขับหลบหนีภายหลังอย่างไรนั้น พยานไม่ทราบ ซึ่งการให้การเพิ่มเติมลักษณะดังกล่าวก็เป็นการให้การเพิ่มเติมในขณะที่ดูภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดของคนร้ายต่าง ๆ ที่ร่วมก่อเหตุหลายคน ไม่ใช่เฉพาะแต่เพียงจำเลยเท่านั้น กรณีจึงไม่ถึงกับฟังเป็นพิรุธสำหรับข้อเท็จจริงที่ได้จากพยานปากนี้ นอกจากนี้โจทก์ยังมีพยานอื่นคือนางสาวน้องโบว์ เบิกความเกี่ยวกับการเห็นคนร้ายว่าคนร้ายมีหลายคน ส่วนที่ไม่ระบุชื่อทุกคน ก็เป็นไปตามการตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า พยานบอกชื่อวัยรุ่นที่ก่อเหตุเพียง 2 คน ซึ่งรู้จัก ส่วนวัยรุ่นที่เหลือไม่รู้จักพยานจึงไม่ได้ให้การถึง นอกจากนี้แล้วพันตรวจตรีสามารถ พยานโจทก์ซึ่งเป็นชุดสืบสวนก็เบิกความยืนยันว่า ได้มีการตรวจสถานที่เกิดเหตุ เปิดดูกล้องวงจรปิดบริเวณที่เกิดเหตุพบว่ากล้องวงจรปิดจับภาพจำเลยได้ อีกทั้งวัยรุ่นที่ก่อเหตุและจำเลยนั้น พยานรู้จักดี เมื่อพิจารณาประกอบกันแล้วจึงต่างสนับสนุนถึงข้อเท็จจริงให้เห็นว่าจำเลยร่วมเป็นคนร้ายที่ก่อเหตุในคดีนี้ ที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า ไม่เกี่ยวข้องกับการก่อเหตุ โดยจำเลยอ้างว่าในช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุ จำเลยขับรถจักรยานยนต์ออกมาหน้าปากซอยอินทามระ 10 ระหว่างนั้นเห็นนายสมพงศ์ ขับรถจักรยานยนต์จะเลี้ยวเข้ามาในซอยอินทามระ 10 แล้วรถจักรยานยนต์ล้มลง จำเลยจึงเข้าไปช่วย ระหว่างนั้นได้ยินเสียงปืน เมื่อช่วยนายสมพงศ์ยกรถขึ้นแล้วก็ขับรถนายสมพงศ์ไปบริเวณหน้าปากซอยอินทามระ 25 แต่นายสมพงศ์กลับเบิกความว่า ขณะที่ตนกลับมาถึงบ้าน จำเลยซึ่งอยู่บริเวณบ้านได้ยืมรถจักรยานยนต์ของพยานออกไปในช่วงเวลาใกล้ 19.00 นาฬิกา จึงขัดแย้งแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่จำเลยเบิกความ อีกทั้งในคำเบิกความของจำเลยก็กล่าวอ้างในลักษณะที่ว่าพฤติการณ์ของจำเลยเป็นการให้การช่วยเหลือผู้กระทำความผิดไป หากจะมีความผิดก็ผิดฐานช่วยเหลือผู้อื่นซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดเพื่อไม่ให้ต้องรับโทษและช่วยพาหลบหนีไปจึงไม่ให้จับกุมตัวนั้น ซึ่งหากข้อเท็จจริงเป็นไปในลักษณะดังที่จำเลยกล่าวอ้างว่าเป็นการช่วยเหลือผู้กระทำความผิดไม่ได้ร่วมก่อเหตุ จำเลยสามารถที่จะกล่าวอ้างและนำสืบต่อสู้ยืนยันข้อเท็จจริงในส่วนนี้ให้เห็นชัดเจนบนพื้นฐานของพยานหลักฐาน กรณีกลับเป็นว่าพฤติการณ์ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่จำเลยกล่าวเป็นเรื่องพัวพันเข้ามาในเหตุการณ์การก่อเหตุในคดีนี้ กรณีจึงฟังเป็นพิรุธสำหรับจำเลยอีกประการหนึ่ง พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง พยานหลักฐานจำเลยไม่มีน้ำหนักพอที่จะหักล้างได้ ฟังได้ว่า จำเลยกระทำผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยไม่ขึ้น

อนึ่ง ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคหนึ่ง กับความผิดฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคสาม กฎหมายบัญญัติบทความผิดและบทลงโทษไว้ในบทมาตราเดียวกัน เมื่อจำเลยร่วมกันมีอาวุธปืนและใช้อาวุธปืนดังกล่าวเพื่อความประสงค์อันเดียวกันและร่วมกันใช้อาวุธปืนต่อเนื่องจากการร่วมกันมีอาวุธปืน ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้จึงเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 และเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่า ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้เป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งนั้นจึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 ส่วนที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำเลยฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โดยเปิดเผย หรือพาไปในชุมนุมชนที่ได้จัดให้มีขึ้นเพื่อนมัสการการรื่นเริง จำคุก 2 ปี รวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว เมื่อศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วไม่อาจเพิ่มโทษโดยให้ยกคำขอเพิ่มโทษนั้นไม่ถูกต้อง เนื่องจากในการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันให้ศาลลงโทษผู้นั้นทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เมื่อจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน การเพิ่มโทษจำเลยต้องเพิ่มโทษทุกกระทงความผิดเว้นแต่ในความผิดฐานใดที่ศาลลงโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกเกินห้าสิบปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมิได้เพิ่มโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมืองหมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โดยเปิดเผย หรือพาไปในชุมนุมชนที่ได้จัดให้มีขึ้นเพื่อนมัสการการรื่นเริง และศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยและแก้ไขเป็นการไม่ชอบ แต่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์และฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาจึงเพิ่มโทษจำเลยไม่ได้เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 และ 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ความผิดฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000081.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1249/2564
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2564