คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2738/2565 ฉบับเต็ม

#684046
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2738/2565 นาย จ. โจทก์ นางสาว ส. กับพวก จำเลย พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 มาตรา 74 บทบัญญัติตาม พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 และประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 21 เรื่อง ห้ามการดักฟังทางโทรศัพท์หรือเครื่องมือสื่อสารใด มีเจตนารมณ์เพื่อให้รัฐควบคุมและกำกับดูแลการประกอบกิจการโทรคมนาคม และคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในการติดต่อสื่อสารของประชาชน อันเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องให้การรับรองและ คุ้มครองไว้ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมาย ทั้งนี้ เพื่อก่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย รักษาความสงบสุขและความมั่นคงของประเทศ อันเป็นมาตรการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนส่วนรวม มิได้มุ่งประสงค์ที่จะคุ้มครองบุคคลใดคนหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจง ความผิดตามบทบัญญัติทั้งสองจึงเป็นความผิดต่อรัฐ รัฐเท่านั้นที่เป็นผู้เสียหายและมีหน้าที่ดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิด โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายและไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ลงโทษตามบทบัญญัติทั้งสอง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้?ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 มาตรา 74 ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 21 เรื่อง ห้ามการดักฟังทางโทรศัพท์หรือเครื่องมือสื่อสารใด ข้อ 1 และข้อ 2 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ศาลชั้นต้นตรวจฟ้องแล้ว เห็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 และประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 21 เรื่อง ห้ามการดักฟังทางโทรศัพท์หรือเครื่องมือสื่อสารใด เป็นความผิดต่อรัฐ โจทก์ไม่เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) จึงไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 (2) พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฎีกาโดยสรุปว่า จำเลยทั้งสองรับรู้บันทึกข้อความเสียงสนทนาทางโทรศัพท์อันเป็นการสื่อสารทางโทรคมนาคมระหว่างโจทก์กับนายพิมลจากนายพิมล โดยจำเลยที่ 1 นำข้อความดังกล่าวไปเปิดเผยแก่จำเลยที่ 2 โดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย แล้วจำเลยทั้งสองร่วมกันเปิดเผยข้อความดังกล่าวแก่ทนายความของจำเลยทั้งสองและพนักงานสอบสวนโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย การกระทำของจำเลยทั้งสองครบองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายแล้ว จำเลยทั้งสองย่อมเป็นผู้กระทำความผิดตามฟ้องได้ จึงมีเหตุสมควรที่ศาลจะไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งรับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป แต่ก่อนที่จะวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์นั้น เห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเสียก่อนว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 มาตรา 74 และประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 21 เรื่อง ห้ามการดักฟังทางโทรศัพท์หรือเครื่องมือสื่อสารใด ข้อ 1 และข้อ 2 หรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 และประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 21 เรื่อง ห้ามการดักฟังทางโทรศัพท์หรือเครื่องมือสื่อสารใด มีเจตนารมณ์เพื่อให้รัฐควบคุมและกำกับดูแลการประกอบกิจการโทรคมนาคม และคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในการติดต่อสื่อสารของประชาชน อันเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องให้การรับรองและคุ้มครองไว้ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมาย ทั้งนี้ เพื่อก่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย รักษาความสงบสุขและความมั่นคงของประเทศ อันเป็นมาตรการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนส่วนรวม มิได้มุ่งประสงค์ที่จะคุ้มครองบุคคลใดคนหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจง ความผิดตามบทบัญญัติทั้งสองจึงเป็นความผิดต่อรัฐ รัฐเท่านั้นที่เป็นผู้เสียหายและมีหน้าที่ดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิด โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายและไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ลงโทษตามบทบัญญัติทั้งสอง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้?ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิดและพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล เมื่อฟังได้ดังนี้แล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ต่อไปอีกเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป พิพากษายืน (สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล-อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล-สุวิทย์ พรพานิช) ศาลอาญาพระโขนง - นายนรินทร์ เชี่ยวชาญศิลป์ ศาลอุทธรณ์ - นายสมเจตน์ สุรินทร์ศักดิ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1158/2565 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
684046
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญาพระโขนง",
        "judge": "นายนรินทร์ เชี่ยวชาญศิลป์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายสมเจตน์ สุรินทร์ศักดิ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081946012"
    }
}
date
2565
deka_no
2738/2565
deka_running_no
2738
deka_year
2565
department
แผนก
judges
[
    "สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล",
    "อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล",
    "สุวิทย์ พรพานิช"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544",
        "sections": [
            "ม. 74"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย จ."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาว ส. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 มาตรา 74 ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 21 เรื่อง ห้ามการดักฟังทางโทรศัพท์หรือเครื่องมือสื่อสารใด ข้อ 1 และข้อ 2 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

ศาลชั้นต้นตรวจฟ้องแล้ว เห็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 และประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 21 เรื่อง ห้ามการดักฟังทางโทรศัพท์หรือเครื่องมือสื่อสารใด เป็นความผิดต่อรัฐ โจทก์ไม่เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) จึงไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 (2) พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฎีกาโดยสรุปว่า จำเลยทั้งสองรับรู้บันทึกข้อความเสียงสนทนาทางโทรศัพท์อันเป็นการสื่อสารทางโทรคมนาคมระหว่างโจทก์กับนายพิมลจากนายพิมล โดยจำเลยที่ 1 นำข้อความดังกล่าวไปเปิดเผยแก่จำเลยที่ 2 โดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย แล้วจำเลยทั้งสองร่วมกันเปิดเผยข้อความดังกล่าวแก่ทนายความของจำเลยทั้งสองและพนักงานสอบสวนโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย การกระทำของจำเลยทั้งสองครบองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายแล้ว จำเลยทั้งสองย่อมเป็นผู้กระทำความผิดตามฟ้องได้ จึงมีเหตุสมควรที่ศาลจะไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งรับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป แต่ก่อนที่จะวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์นั้น เห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเสียก่อนว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 มาตรา 74 และประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 21 เรื่อง ห้ามการดักฟังทางโทรศัพท์หรือเครื่องมือสื่อสารใด ข้อ 1 และข้อ 2 หรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 และประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 21 เรื่อง ห้ามการดักฟังทางโทรศัพท์หรือเครื่องมือสื่อสารใด มีเจตนารมณ์เพื่อให้รัฐควบคุมและกำกับดูแลการประกอบกิจการโทรคมนาคม และคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในการติดต่อสื่อสารของประชาชน อันเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องให้การรับรองและคุ้มครองไว้ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมาย ทั้งนี้ เพื่อก่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย รักษาความสงบสุขและความมั่นคงของประเทศ อันเป็นมาตรการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนส่วนรวม มิได้มุ่งประสงค์ที่จะคุ้มครองบุคคลใดคนหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจง ความผิดตามบทบัญญัติทั้งสองจึงเป็นความผิดต่อรัฐ รัฐเท่านั้นที่เป็นผู้เสียหายและมีหน้าที่ดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิด โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายและไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ลงโทษตามบทบัญญัติทั้งสอง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้?ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิดและพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล เมื่อฟังได้ดังนี้แล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ต่อไปอีกเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000067.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1158/2565
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2565