คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1237/2565 ฉบับเต็ม

#684101
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1237/2565 นางสาว ร. โจทก์ นาง น. จำเลย พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 จะต้องเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย อันเป็นองค์ประกอบในการกระทำความผิด แต่จำเลยออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้แก่ อ. ไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ อ. ทำการก่อสร้างบ้านในเฟสที่ 2 แล้ว อ. นำเช็คสองฉบับดังกล่าวมอบให้แก่โจทก์เพื่อชำระค่าวัสดุก่อสร้างที่ อ. ซื้อไปจากโจทก์ โดยหนี้ค่าก่อสร้างยังไม่เกิดขึ้นขณะที่มีการออกเช็ค เมื่อต่อมาจำเลยได้เลิกสัญญาการก่อสร้างบ้านในเฟสที่ 2 โดยไม่มีการก่อสร้างบ้านในเฟสที่ 2 ย่อมไม่มีมูลหนี้ตามเช็คทั้งสองฉบับ จำเลยออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับโดยมิใช่เป็นการชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิด จำเลยจึงไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้เถียงกันรับฟังได้ว่า โจทก์ประกอบกิจการจำหน่ายวัสดุก่อสร้างใช้ชื่อร้านว่า ร. เมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2560 จำเลยออกเช็คธนาคารสองฉบับ ฉบับแรกลงวันที่ 25 มิถุนายน 2560 จำนวนเงิน 300,000 บาท ฉบับที่สองลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 จำนวนเงิน 300,000 บาท มอบให้แก่นายอัครวัฒน์หรือช่างโดม เพื่อว่าจ้างให้นายอัครวัฒน์ก่อสร้างบ้านในเฟสที่ 2 แล้วนายอัครวัฒน์นำเช็คสองฉบับดังกล่าวไปมอบให้แก่โจทก์เพื่อชำระค่าวัสดุก่อสร้างที่นายอัครวัฒน์ซื้อไปจากโจทก์ โดยนายอัครวัฒน์นำวัสดุที่ซื้อไปใช้ในการก่อสร้างหลายแห่งรวมทั้งโครงการ A. ของจำเลยด้วย เมื่อเช็คดังกล่าว ถึงกำหนดชำระเงิน โจทก์นำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยเบิกความว่า จำเลยไม่รู้จักโจทก์ แต่จำเลยเคยโทรศัพท์ติดต่อโจทก์ว่าจะชำระเงินให้แก่โจทก์ หากชำระไม่ได้จะนำที่ดินมาวางชำระหนี้ให้ ซึ่งนายอัครวัฒน์ถูกโจทก์ฟ้องในคดีแพ่งเป็นจำเลยที่ 1 และจำเลยถูกโจทก์ฟ้องเป็นจำเลยที่ 2 ซึ่งคำเบิกความของนายอัครวัฒน์ขัดแย้งกับคำเบิกความของจำเลย คำเบิกความของจำเลยและนายอัครวัฒน์จึงมีข้อพิรุธ ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังว่า เช็คพิพาททั้งสองฉบับที่จำเลยออกให้แก่นายอัครวัฒน์เป็นการออกเช็คชำระค่าก่อสร้างในโครงการของจำเลยที่ค้างชำระอยู่ มิใช่มอบให้แก่นายอัครวัฒน์เพื่อชำระหนี้ค่าก่อสร้างล่วงหน้าในเฟสที่ 2 นั้น ในส่วนนี้โจทก์และจำเลยอ้างนายอัครวัฒน์เป็นพยานร่วมกันเบิกความว่า พยานรับจ้างจำเลยก่อสร้างบ้านโครงการ อ. เฟสที่ 2 แต่จำเลยจะเดินทางไปต่างประเทศ จึงมอบเช็คพิพาททั้งสองฉบับ ให้พยานเพื่อจะให้พยานสร้างบ้านในเฟสที่ 2 ต่อมาโครงการมีปัญหาไม่สามารถสร้างบ้านเฟสที่ 2 ได้ และยังไม่มีการลงลายมือชื่อทำสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านในเฟสที่ 2 เห็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 จะต้องเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย อันเป็นองค์ประกอบในการกระทำความผิด แต่ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบมาดังกล่าวปรากฏว่า จำเลยออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้แก่นายอัครวัฒน์ไว้ล่วงหน้า เพื่อให้นายอัครวัฒน์ทำการก่อสร้างบ้านในเฟสที่ 2 โดยหนี้ค่าการก่อสร้างยังไม่เกิดขึ้นขณะที่มีการออกเช็ค และต่อมาจำเลยได้เลิกสัญญาการก่อสร้างบ้านในเฟสที่ 2 โดยไม่มีการก่อสร้างบ้านในเฟสที่ 2 ย่อมไม่มีมูลหนี้ตามเช็คทั้งสองฉบับนั่นเอง ส่วนที่จำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่าเคยติดต่อจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ก็เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องรับผิดในทางแพ่ง คำเบิกความดังกล่าวของจำเลย จึงมิได้ขัดแย้งกับคำเบิกความของนายอัครวัฒน์จนทำให้คำเบิกความของนายอัครวัฒน์ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง จากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า เช็คพิพาททั้งสองฉบับ จำเลยออกให้โดยมิใช่เป็นการชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย การออกเช็คของจำเลยจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามฟ้อง จำเลยจึงไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง-ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์-เอกวิทย์ วัชชวัลคุ) ศาลแขวงดุสิต - นางสาวผกากรอง ศรีทองสุก ศาลอุทธรณ์ - นายขจรเดช เจนวัฒนานนท์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.45/2565 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
684101
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงดุสิต",
        "judge": "นางสาวผกากรอง ศรีทองสุก"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายขจรเดช เจนวัฒนานนท์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081946817"
    }
}
date
2565
deka_no
1237/2565
deka_running_no
1237
deka_year
2565
department
แผนก
judges
[
    "พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง",
    "ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์",
    "เอกวิทย์ วัชชวัลคุ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534",
        "sections": [
            "ม. 4"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาว ร."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง น."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้เถียงกันรับฟังได้ว่า โจทก์ประกอบกิจการจำหน่ายวัสดุก่อสร้างใช้ชื่อร้านว่า ร. เมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2560 จำเลยออกเช็คธนาคารสองฉบับ ฉบับแรกลงวันที่ 25 มิถุนายน 2560 จำนวนเงิน 300,000 บาท ฉบับที่สองลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 จำนวนเงิน 300,000 บาท มอบให้แก่นายอัครวัฒน์หรือช่างโดม เพื่อว่าจ้างให้นายอัครวัฒน์ก่อสร้างบ้านในเฟสที่ 2 แล้วนายอัครวัฒน์นำเช็คสองฉบับดังกล่าวไปมอบให้แก่โจทก์เพื่อชำระค่าวัสดุก่อสร้างที่นายอัครวัฒน์ซื้อไปจากโจทก์ โดยนายอัครวัฒน์นำวัสดุที่ซื้อไปใช้ในการก่อสร้างหลายแห่งรวมทั้งโครงการ A. ของจำเลยด้วย เมื่อเช็คดังกล่าว ถึงกำหนดชำระเงิน โจทก์นำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยเบิกความว่า จำเลยไม่รู้จักโจทก์ แต่จำเลยเคยโทรศัพท์ติดต่อโจทก์ว่าจะชำระเงินให้แก่โจทก์ หากชำระไม่ได้จะนำที่ดินมาวางชำระหนี้ให้ ซึ่งนายอัครวัฒน์ถูกโจทก์ฟ้องในคดีแพ่งเป็นจำเลยที่ 1 และจำเลยถูกโจทก์ฟ้องเป็นจำเลยที่ 2 ซึ่งคำเบิกความของนายอัครวัฒน์ขัดแย้งกับคำเบิกความของจำเลย คำเบิกความของจำเลยและนายอัครวัฒน์จึงมีข้อพิรุธ ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังว่า เช็คพิพาททั้งสองฉบับที่จำเลยออกให้แก่นายอัครวัฒน์เป็นการออกเช็คชำระค่าก่อสร้างในโครงการของจำเลยที่ค้างชำระอยู่ มิใช่มอบให้แก่นายอัครวัฒน์เพื่อชำระหนี้ค่าก่อสร้างล่วงหน้าในเฟสที่ 2 นั้น ในส่วนนี้โจทก์และจำเลยอ้างนายอัครวัฒน์เป็นพยานร่วมกันเบิกความว่า พยานรับจ้างจำเลยก่อสร้างบ้านโครงการ อ. เฟสที่ 2 แต่จำเลยจะเดินทางไปต่างประเทศ จึงมอบเช็คพิพาททั้งสองฉบับ ให้พยานเพื่อจะให้พยานสร้างบ้านในเฟสที่ 2 ต่อมาโครงการมีปัญหาไม่สามารถสร้างบ้านเฟสที่ 2 ได้ และยังไม่มีการลงลายมือชื่อทำสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านในเฟสที่ 2 เห็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 จะต้องเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย อันเป็นองค์ประกอบในการกระทำความผิด แต่ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบมาดังกล่าวปรากฏว่า จำเลยออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้แก่นายอัครวัฒน์ไว้ล่วงหน้า เพื่อให้นายอัครวัฒน์ทำการก่อสร้างบ้านในเฟสที่ 2 โดยหนี้ค่าการก่อสร้างยังไม่เกิดขึ้นขณะที่มีการออกเช็ค และต่อมาจำเลยได้เลิกสัญญาการก่อสร้างบ้านในเฟสที่ 2 โดยไม่มีการก่อสร้างบ้านในเฟสที่ 2 ย่อมไม่มีมูลหนี้ตามเช็คทั้งสองฉบับนั่นเอง ส่วนที่จำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่าเคยติดต่อจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ก็เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องรับผิดในทางแพ่ง คำเบิกความดังกล่าวของจำเลย จึงมิได้ขัดแย้งกับคำเบิกความของนายอัครวัฒน์จนทำให้คำเบิกความของนายอัครวัฒน์ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง จากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า เช็คพิพาททั้งสองฉบับ จำเลยออกให้โดยมิใช่เป็นการชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย การออกเช็คของจำเลยจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามฟ้อง จำเลยจึงไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000073.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.45/2565
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2565