คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1267/2565 ฉบับเต็ม

#684171
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1267/2565 นาย ม. โจทก์ นาง ย. จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 150, มาตรา 172 วรรคสอง, มาตรา 173, มาตรา 457 ป.วิ.พ. มาตรา 104 วรรคหนึ่ง, มาตรา 185 ในวันชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้อง คำให้การและคำรับของคู่ความทั้งสองฝ่ายแล้ว เห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้แล้ว ให้งดสืบพยาน โดยคู่ความมิได้โต้แย้ง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ย่อมมีอำนาจนำข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้แถลงคัดค้านข้อเท็จจริงที่จำเลยแถลงยอมรับไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาว่า โจทก์และจำเลยตกลงกันในเรื่องการชำระค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ว่าจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามทุนทรัพย์ในราคาประเมินของเจ้าพนักงานที่ดิน มาวินิจฉัย ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวทำให้ราคาซื้อขายที่ดินเป็นราคาที่ต่ำกว่าเป็นจริง จึงเป็นโมฆะ เป็นผลเท่ากับไม่มีข้อตกลงให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมการโอนทั้งสิ้น จึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 457 คือพึงออกใช้เท่ากันทั้งสองฝ่าย โจทก์จะอ้างว่าเป็นหน้าที่ของจำเลยฝ่ายเดียวตามหนังสือสัญญาหาได้ไม่ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,576,434.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,550,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้อง คำให้การ และคำรับของคู่ความทั้งสองฝ่ายในรายงานกระบวนพิจารณาแล้วเห็นว่าคดีพอจะวินิจฉัยได้ จึงให้งดสืบพยานโจทก์กับพยานจำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 พฤษภาคม 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติตามที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2561 จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 84404 และ 79271 กับโจทก์ราคา 11,490,000 บาท โดยโจทก์วางเงินค่ามัดจำไว้ 300,000 บาท ส่วนเงินที่เหลือจะชำระในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งเป็นวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ข้อ 4 กำหนดให้จำเลยในฐานะผู้จะขายเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมการโอน ค่าภาษีการโอน ค่าอากร ตลอดจนค่าดำเนินการต่าง ๆ ในการโอนกรรมสิทธิ์ เมื่อถึงกำหนดนัดโจทก์เตรียมเงินสดและแคชเชียร์เช็คสั่งจ่ายเงินให้แก่จำเลย ในวันดังกล่าวเจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่สอบถามถึงราคาที่ดินที่จะซื้อขายเพื่อกำหนดทุนทรัพย์เรียกเก็บค่าธรรมเนียมการโอน โจทก์ได้แสดงสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแก่เจ้าพนักงานที่ดินว่าทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินในราคา 11,490,000 บาท จำเลยเห็นว่าขณะทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโจทก์กับจำเลยตกลงกันว่าจะแจ้งราคาที่ดินที่ซื้อขายทั้งสองแปลงตามราคาประเมินทุนทรัพย์ของเจ้าพนักงานที่ดินที่ใช้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโดยทั่วไป ไม่ใช่ถือเอาราคาทุนทรัพย์ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกัน เพราะจะทำให้จำเลยต้องเสียค่าธรรมเนียมการโอนเพิ่มขึ้นอีก 229,800 บาท ถือว่าโจทก์ผิดข้อตกลง จำเลยจึงไม่ขายที่ดินให้แก่โจทก์และคืนเงินมัดจำทั้งหมดให้แก่โจทก์แล้ว คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 นำรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2562 ของศาลชั้นต้นมาประกอบการพิจารณาคดีด้วย ชอบหรือไม่ เห็นว่า รายงานกระบวนพิจารณาเป็นเอกสารที่ศาลจดบันทึกข้อความเกี่ยวด้วยเรื่องที่ได้กระทำในการนั่งพิจารณาหรือในการดำเนินกระบวนพิจารณาอื่นของศาล เมื่อจำเลยแถลงไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาถึงข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยเรื่องค่าธรรมเนียมในการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินว่าโจทก์กับจำเลยตกลงจะเสียค่าธรรมเนียมในการโอนตามราคาประเมินที่ดินของเจ้าพนักงานที่ดินดังกล่าว เมื่อรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวมีบันทึกไว้ว่าศาลชั้นต้นได้สอบโจทก์ด้วยและถือเป็นคำรับของคู่ความทั้งสองฝ่าย โจทก์ไม่ได้โต้แย้งว่าที่จำเลยแถลงดังกล่าวไม่เป็นความจริง แต่โจทก์กับทนายโจทก์กลับลงลายชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาอีก ทั้งโจทก์ไม่แถลงขอสืบพยานโจทก์เพื่อหักล้างคำแถลงของจำเลยดังกล่าวว่าไม่เป็นความจริง แสดงให้เห็นว่าโจทก์ยอมรับว่าข้อเท็จจริงศาลบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาถูกต้อง เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าข้อเท็จจริงจากคำแถลงรับของคู่ความและเอกสารที่คู่ความนำส่งศาลเพียงพอที่จะวินิจฉัยคดีได้แล้ว ศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจนำข้อเท็จจริงที่คู่ความยอมรับกันในวันชี้สองสถานดังกล่าวและข้อเท็จริงจากพยานเอกสารที่คู่ความยื่นต่อศาลมาวินิจฉัยได้ โดยไม่จำต้องให้คู่ความอ้างอิงรายงานกระบวนพิจารณาไว้ในบัญชีระบุพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 อีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 นำรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2562 ของศาลชั้นต้นมาประกอบการพิจารณาคดีจึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์จึงฟังไม่ขึ้น คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้จะเป็นจริงตามที่โจทก์ต่อสู้ แต่ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินข้อ 4 เป็นเพียงข้อตกลงในชั้นจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินว่าบุคคลใดจะเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมการโอนค่าภาษีการโอน ค่าอากร ตลอดจนค่าดำเนินการต่าง ๆ ในการโอนกรรมสิทธิ์เท่านั้น แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าก่อนที่จะไปดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน โจทก์กับจำเลยตกลงเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมในการโอนว่าจะเสียค่าธรรมเนียมในการโอนตามราคาประเมินที่ดินของเจ้าพนักงานที่ดินตามที่ศาลฎีกาวินิจฉัยข้างต้น แต่ข้อตกลงดังกล่าวทำให้ราคาซื้อขายที่จะแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเป็นราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริงอันเป็นการหลีกเลี่ยงค่าภาษีและค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนโอน ข้อตกลงส่วนนี้จึงโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 จึงมีผลเท่ากับไม่มีข้อตกลงดังกล่าวไว้ในสัญญาจะซื้อจะขายที่ระบุให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมการโอนทั้งสิ้น โดยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 457 บัญญัติว่า ค่าฤชาธรรมเนียมทำสัญญาซื้อขายนั้น ให้ผู้ซื้อผู้ขายพึงออกใช้เท่ากันทั้งสองฝ่าย จึงพึงสันนิษฐานได้โดยพฤติการณ์แห่งคดีว่าคู่กรณีได้เจตนาให้ข้อสัญญาข้ออื่นที่สมบูรณ์แยกออกจากข้อ 4 ซึ่งเป็นส่วนที่เป็นโมฆะตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 173 สัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน เว้นแต่ข้อ 4 จึงสมบูรณ์ ไม่ตกเป็นโมฆะแต่อย่างใด เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายมิได้กำหนดให้ผู้ใดออกค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กรณีจึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 457 คือพึงออกใช้เท่ากันทั้งสองฝ่าย ดังนั้น เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวเพิ่มขึ้นอีก โจทก์จะอ้างว่าเป็นหน้าที่ของจำเลยในการออกค่าใช้จ่ายในส่วนดังกล่าวเพียงฝ่ายเดียวหาได้ไม่ เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ยินยอมที่จะเสียค่าธรรมเนียมการโอนที่ดินคนละครึ่งกับจำเลย โจทก์จึงไม่อาจเรียกให้จำเลยชำระหนี้ได้ ในประเด็นนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้วินิจฉัยทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอย่างละเอียดและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข เมื่อจำเลยไม่จดทะเบียนขายที่ดินให้แก่โจทก์ด้วยเหตุดังกล่าว จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องมานั้น ชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ณรงค์ กลั่นวารินทร์-สิทธิโชติ อินทรวิเศษ-ปราช ตัณฑศรี) ศาลจังหวัดเชียงใหม่ - นายนิรันดร์ เนติไชยพันธ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายเชาวลิต ชูรัศมี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.819/2564 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
684171
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดเชียงใหม่",
        "judge": "นายนิรันดร์ เนติไชยพันธ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 5",
        "judge": "นายเชาวลิต ชูรัศมี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081946814"
    }
}
date
2565
deka_no
1267/2565
deka_running_no
1267
deka_year
2565
department
แผนก
judges
[
    "ณรงค์ กลั่นวารินทร์",
    "สิทธิโชติ อินทรวิเศษ",
    "ปราช ตัณฑศรี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 150",
            "ม. 172 วรรคสอง",
            "ม. 173",
            "ม. 457"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 104 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 185"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย ม."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง ย."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,576,434.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,550,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้อง คำให้การ และคำรับของคู่ความทั้งสองฝ่ายในรายงานกระบวนพิจารณาแล้วเห็นว่าคดีพอจะวินิจฉัยได้ จึงให้งดสืบพยานโจทก์กับพยานจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 พฤษภาคม 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติตามที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2561 จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 84404 และ 79271 กับโจทก์ราคา 11,490,000 บาท โดยโจทก์วางเงินค่ามัดจำไว้ 300,000 บาท ส่วนเงินที่เหลือจะชำระในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งเป็นวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ข้อ 4 กำหนดให้จำเลยในฐานะผู้จะขายเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมการโอน ค่าภาษีการโอน ค่าอากร ตลอดจนค่าดำเนินการต่าง ๆ ในการโอนกรรมสิทธิ์ เมื่อถึงกำหนดนัดโจทก์เตรียมเงินสดและแคชเชียร์เช็คสั่งจ่ายเงินให้แก่จำเลย ในวันดังกล่าวเจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่สอบถามถึงราคาที่ดินที่จะซื้อขายเพื่อกำหนดทุนทรัพย์เรียกเก็บค่าธรรมเนียมการโอน โจทก์ได้แสดงสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแก่เจ้าพนักงานที่ดินว่าทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินในราคา 11,490,000 บาท จำเลยเห็นว่าขณะทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโจทก์กับจำเลยตกลงกันว่าจะแจ้งราคาที่ดินที่ซื้อขายทั้งสองแปลงตามราคาประเมินทุนทรัพย์ของเจ้าพนักงานที่ดินที่ใช้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโดยทั่วไป ไม่ใช่ถือเอาราคาทุนทรัพย์ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกัน เพราะจะทำให้จำเลยต้องเสียค่าธรรมเนียมการโอนเพิ่มขึ้นอีก 229,800 บาท ถือว่าโจทก์ผิดข้อตกลง จำเลยจึงไม่ขายที่ดินให้แก่โจทก์และคืนเงินมัดจำทั้งหมดให้แก่โจทก์แล้ว

คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 นำรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2562 ของศาลชั้นต้นมาประกอบการพิจารณาคดีด้วย ชอบหรือไม่ เห็นว่า รายงานกระบวนพิจารณาเป็นเอกสารที่ศาลจดบันทึกข้อความเกี่ยวด้วยเรื่องที่ได้กระทำในการนั่งพิจารณาหรือในการดำเนินกระบวนพิจารณาอื่นของศาล เมื่อจำเลยแถลงไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาถึงข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยเรื่องค่าธรรมเนียมในการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินว่าโจทก์กับจำเลยตกลงจะเสียค่าธรรมเนียมในการโอนตามราคาประเมินที่ดินของเจ้าพนักงานที่ดินดังกล่าว เมื่อรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวมีบันทึกไว้ว่าศาลชั้นต้นได้สอบโจทก์ด้วยและถือเป็นคำรับของคู่ความทั้งสองฝ่าย โจทก์ไม่ได้โต้แย้งว่าที่จำเลยแถลงดังกล่าวไม่เป็นความจริง แต่โจทก์กับทนายโจทก์กลับลงลายชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาอีก ทั้งโจทก์ไม่แถลงขอสืบพยานโจทก์เพื่อหักล้างคำแถลงของจำเลยดังกล่าวว่าไม่เป็นความจริง แสดงให้เห็นว่าโจทก์ยอมรับว่าข้อเท็จจริงศาลบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาถูกต้อง เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าข้อเท็จจริงจากคำแถลงรับของคู่ความและเอกสารที่คู่ความนำส่งศาลเพียงพอที่จะวินิจฉัยคดีได้แล้ว ศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจนำข้อเท็จจริงที่คู่ความยอมรับกันในวันชี้สองสถานดังกล่าวและข้อเท็จริงจากพยานเอกสารที่คู่ความยื่นต่อศาลมาวินิจฉัยได้ โดยไม่จำต้องให้คู่ความอ้างอิงรายงานกระบวนพิจารณาไว้ในบัญชีระบุพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 อีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 นำรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2562 ของศาลชั้นต้นมาประกอบการพิจารณาคดีจึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์จึงฟังไม่ขึ้น

คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้จะเป็นจริงตามที่โจทก์ต่อสู้ แต่ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินข้อ 4 เป็นเพียงข้อตกลงในชั้นจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินว่าบุคคลใดจะเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมการโอนค่าภาษีการโอน ค่าอากร ตลอดจนค่าดำเนินการต่าง ๆ ในการโอนกรรมสิทธิ์เท่านั้น แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าก่อนที่จะไปดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน โจทก์กับจำเลยตกลงเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมในการโอนว่าจะเสียค่าธรรมเนียมในการโอนตามราคาประเมินที่ดินของเจ้าพนักงานที่ดินตามที่ศาลฎีกาวินิจฉัยข้างต้น แต่ข้อตกลงดังกล่าวทำให้ราคาซื้อขายที่จะแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเป็นราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริงอันเป็นการหลีกเลี่ยงค่าภาษีและค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนโอน ข้อตกลงส่วนนี้จึงโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 จึงมีผลเท่ากับไม่มีข้อตกลงดังกล่าวไว้ในสัญญาจะซื้อจะขายที่ระบุให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมการโอนทั้งสิ้น โดยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 457 บัญญัติว่า ค่าฤชาธรรมเนียมทำสัญญาซื้อขายนั้น ให้ผู้ซื้อผู้ขายพึงออกใช้เท่ากันทั้งสองฝ่าย จึงพึงสันนิษฐานได้โดยพฤติการณ์แห่งคดีว่าคู่กรณีได้เจตนาให้ข้อสัญญาข้ออื่นที่สมบูรณ์แยกออกจากข้อ 4 ซึ่งเป็นส่วนที่เป็นโมฆะตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 173 สัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน เว้นแต่ข้อ 4 จึงสมบูรณ์ ไม่ตกเป็นโมฆะแต่อย่างใด เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายมิได้กำหนดให้ผู้ใดออกค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กรณีจึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 457 คือพึงออกใช้เท่ากันทั้งสองฝ่าย ดังนั้น เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวเพิ่มขึ้นอีก โจทก์จะอ้างว่าเป็นหน้าที่ของจำเลยในการออกค่าใช้จ่ายในส่วนดังกล่าวเพียงฝ่ายเดียวหาได้ไม่ เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ยินยอมที่จะเสียค่าธรรมเนียมการโอนที่ดินคนละครึ่งกับจำเลย โจทก์จึงไม่อาจเรียกให้จำเลยชำระหนี้ได้ ในประเด็นนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้วินิจฉัยทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอย่างละเอียดและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข เมื่อจำเลยไม่จดทะเบียนขายที่ดินให้แก่โจทก์ด้วยเหตุดังกล่าว จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องมานั้น ชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000073.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.819/2564
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2565