คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2971/2565 ฉบับเต็ม

#684390
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2971/2565 นางสาว ว. โจทก์ นาย ธ. โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 702, มาตรา 705, มาตรา 1299 ภายหลัง ท. ถึงแก่ความตาย ได้มีผู้ไถ่ถอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงซึ่งมีชื่อ ท. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และในการที่ บ. ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของ ท. ก็ได้ระบุว่าที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นทรัพย์มรดก ดังนั้น โฉนดที่ดินพิพาททั้งสองแปลงอยู่ในครอบครองของ บ. แล้ว ต่อมาที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมีการจดทะเบียนโอนขายแก่จำเลยที่ 1 โดยมีลายมือชื่อ ท. เป็นผู้มอบอำนาจและมี ส. ลงลายมือชื่อเป็นพยาน ซึ่ง บ. มิได้ดำเนินการจดทะเบียนโอนมาเป็นชื่อของตนในฐานะผู้จัดการมรดกเสียก่อน แต่กลับมีผู้นำหนังสือมอบอำนาจของ ท. ไปโอนขายแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งมีลายมือชื่อของ ส. เป็นพยานในหนังสือมอบอำนาจของทั้งสองฝ่าย แม้ตามสัญญาซื้อขายระหว่าง ท. กับจำเลยที่ 1 ไม่ปรากฏว่า บ. มีส่วนเกี่ยวข้องทำหนังสือมอบอำนาจให้ แต่ ส. ย่อมมีหนังสือมอบอำนาจที่ ท. ลงลายมือชื่อไว้ล่วงหน้าโดยมีชื่อ ส. เป็นพยาน ดังนั้น ในการไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงจึงเชื่อได้ว่า ส. เป็นผู้ดำเนินการภายหลัง ท. ถึงแก่ความตายแล้ว จึงสามารถนำโฉนดที่ดินพิพาทมาคืนแก่ บ. ได้ การที่ บ. มอบโฉนดที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้ ส. ไปดำเนินการโอนขายแก่จำเลยที่ 1 นับว่าเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของ บ. หรืออาจเป็นเพราะ บ. ทราบจาก ส. ว่า การจดทะเบียนโอนที่ดินใส่ชื่อ บ. ในฐานะผู้จัดการมรดก แล้วจดทะเบียนขายต่อบุคคลภายนอกจะต้องเสียค่าธรรมเนียม 2 ครั้ง พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมเป็นเหตุให้ บ. ในฐานะผู้จัดการมรดกและทายาทของ ท. ไม่อาจยกเอาความบกพร่องของตนมาใช้ยันแก่จำเลยที่ 2 ซึ่งรับจำนองไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนให้รับความเสียหาย โจทก์ซึ่งเป็นทายาทผู้สืบสิทธิของ บ. และ ฮ. จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสัญญาจำนองและการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้หนังสือสัญญาจำนองที่ดินและการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 16275 และที่ดินโฉนดเลขที่ 10932 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ตกเป็นโมฆะ และให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนหนังสือสัญญาจำนองที่ดินและเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองในเอกสารสิทธิทั้งสองแปลงให้กลับสู่ฐานะเดิม พร้อมทั้งส่งมอบเอกสารสิทธิทั้งสองฉบับคืนแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนา ให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรีดำเนินการเพิกถอนสัญญาจำนองและเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองและเอกสารสิทธิในที่ดินโฉนดทั้งสองแปลงให้กลับสู่ฐานะเดิม จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนหนังสือสัญญาจำนองที่ดินและการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 16275 และที่ดินโฉนดเลขที่ 10932 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 และให้จำเลยที่ 2 คืนโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงแก่กองมรดกของนางสาวทัศนียาโดยปลอดจำนอง หากจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า นางสาวทัศนียา เป็นบุตรของนายฮง และนางบุญรวม มีพี่น้องด้วยกันอีก 5 คน คือ นายสาโรจน์ นางสุนทรี (ตาย) โจทก์ นายธีระชัย และนางสาวจุไรรัตน์ ต่อมาวันที่ 15 ธันวาคม 2546 นางสาวทัศนียาถึงแก่ความตาย โดยไม่มีคู่สมรสและบุตร วันที่ 1 พฤศจิกายน 2548 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางบุญรวมเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวทัศนียา ครั้นวันที่ 10 ตุลาคม 2555 นางบุญรวมถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายฮง เป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวทัศนียา ในวันที่ 22 ธันวาคม 2555 ต่อมาวันที่ 4 สิงหาคม 2558 นายฮงถึงแก่ความตาย เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 16275 และ 10932 เนื้อที่รวม 85 ไร่ 1 งาน 84.9 ตารางวา มีชื่อนางสาวทัศนียาเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยซื้อมาเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2535 ในปี 2547 ภายหลังจากนางสาวทัศนียาถึงแก่ความตายแล้ว มีการไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดังกล่าวจากบริษัท บ. ต่อมาวันที่ 13 ธันวาคม 2549 นางสาวจินตนา นำใบมอบอำนาจฉบับลงวันที่ 8 ธันวาคม 2549 ที่ระบุว่านางสาวทัศนียา เป็นผู้มอบอำนาจไปประกอบการทำสัญญาขายที่ดินและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่จำเลยที่ 1 โดยนางสาวจินตนา เป็นผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ซื้อเช่นเดียวกัน จากนั้นวันที่ 10 กันยายน 2552 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเพื่อเป็นประกันเงินที่บริษัท ธ. และ/หรือจำเลยที่ 1 เป็นหนี้ต่อจำเลยที่ 2 วงเงินจำนอง 40,000,000 บาท ต่อมาบริษัท ธ. และจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ จำเลยที่ 2 จึงยื่นฟ้องให้ชำระหนี้และบังคับจำนอง ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ.1523/2557 หมายเลขแดงที่ ผบ.1094/2558 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ จำเลยที่ 2 นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาททั้งสองแปลง เพื่อนำออกขายทอดตลาด ต่อมาวันที่ 19 กรกฎาคม 2561 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้น ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 875/2561 หมายเลขแดงที่ 1085/2561 จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นจึงพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียว แล้วพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินระหว่างนางสาวทัศนียากับจำเลยที่ 1 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2549 คดีถึงที่สุด จำเลยที่ 1 ถูกศาลล้มละลายกลางสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 ในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.754/2561 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสัญญาจำนองและการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นการทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงระหว่างนางสาวทัศนียากับจำเลยที่ 1 คงมีหลักฐานหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 8 ธันวาคม 2549 ที่นางสาวทัศนียามอบอำนาจให้นางสาวจินตนาขายที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว ซึ่งในคดีหมายเลขดำที่ 875/2561 หมายเลขแดงที่ 1085/2561 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การที่ผู้รับมอบอำนาจนำหนังสือมอบอำนาจที่กระทำขึ้นภายหลังนางสาวทัศนียาถึงแก่ความตายไปจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยคือจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำโดยมิชอบ เพราะเป็นเอกสารที่มีการทำปลอมขึ้น จึงไม่ผูกพันคู่สัญญา นางสาวทัศนียายังคงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทมาโดยตลอด อย่างไรก็ดีการพิจารณาว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนอง ระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ได้หรือไม่ เป็นอีกกรณีหนึ่ง หาใช่ว่าเมื่อผู้จำนองไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินที่จำนองแล้ว ผู้รับจำนองไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนไม่อาจยกเหตุใด ๆ ขึ้นต่อสู้เจ้าของที่แท้จริงทุกกรณีไม่ คดีนี้ได้ความว่า ภายหลังนางสาวทัศนียาถึงแก่ความตายแล้ว ได้มีผู้ไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงในปี 2547 และในการที่นางบุญรวมร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวทัศนียาก็ได้ระบุที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกไว้สองแปลง คือ ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 10932 และที่ดินโฉนดเลขที่ 35015 ย่อมแสดงว่า โฉนดที่ดินพิพาททั้งสองแปลงและโฉนดที่ดินเลขที่ 35015 อยู่ในความครอบครองของนางบุญรวมแล้ว จากนั้นวันที่ 22 สิงหาคม 2549 นางบุญรวมในฐานะผู้จัดการมรดกได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้สิบเอกอนุวัฒน์ จดทะเบียนลงชื่อนางบุญรวมในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสาวทัศนียาในที่ดินโฉนดเลขที่ 35015 แล้วไถ่ถอนจำนองกับขายที่ดินดังกล่าว โดยมีนายสุรพงษ์ลงลายมือชื่อเป็นพยาน ซึ่งสิบเอกอนุวัฒน์ได้ไปให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดิน และจดทะเบียนขายให้แก่สิบเอกอนุวัฒน์ในวันเดียวกัน ส่วนที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ซึ่งมีการจดทะเบียนโอนขายแก่จำเลยที่ 1 ในภายหลังกลับปรากฏว่า มีลายมือชื่อนางสาวทัศนียาเป็นผู้มอบอำนาจ โดยนายสุรพงษ์ลงลายมือชื่อเป็นพยานเช่นเดียวกัน นางบุญรวมมิได้ดำเนินการจดทะเบียนโอนมาเป็นชื่อของตนในฐานะผู้จัดการมรดกเสียก่อน แต่กลับมีผู้นำหนังสือมอบอำนาจของนางสาวทัศนียาไปให้นางสาวจินตนาไปโอนขายแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งมีลายมือชื่อของนายสุรพงษ์เป็นพยานในหนังสือมอบอำนาจของทั้งสองฝ่าย เมื่อปรากฏว่านายสุรพงษ์เป็นผู้ดำเนินการให้นางบุญรวมเป็นผู้จัดการมรดกภายหลังไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแล้ว นายสุรพงษ์ย่อมทราบดีว่านางสาวทัศนียามีทรัพย์สินเป็นที่ดินกี่แปลงและตั้งอยู่ที่ใดบ้าง ดังจะเห็นได้จากเมื่อนางบุญรวมถึงแก่ความตายภายในปี 2555 นายสุรพงษ์ก็ช่วยดำเนินการให้นายฮงร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวทัศนียา โดยมิได้ระบุถึงที่ดินพิพาททั้งสองแปลงกับที่ดินโฉนดเลขที่ 35015 แต่กลับระบุถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 34989 และเลขที่ 36867 ว่าเป็นทรัพย์มรดกของนางสาวทัศนียา ซึ่งปรากฏว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 36867 มีการไถ่ถอนจำนองจากกองทุนรวม บ. ในวันที่ 17 กันยายน 2547 อันเป็นวันเดียวกับที่ไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ต่อมานายฮงในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสาวทัศนียา ทำหนังสือมอบอำนาจให้นางสาวษิญาภา ขายที่ดินแปลงดังกล่าวแก่นางสาวษิญาภาเองในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2556 โดยนายสุรพงษ์ลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือมอบอำนาจ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 34989 นายฮงทำหนังสือมอบอำนาจให้นางสาวอริสา ไปดำเนินการรังวัดและจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวม ฉบับลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2558 ซึ่งมีนายสุรพงษ์ลงลายมือชื่อเป็นพยานเช่นเดียวกันภายหลังนายฮงถึงแก่ความตายแล้ว กลับปรากฏว่ามีหนังสือมอบอำนาจที่นายฮงลงลายมือชื่อไว้ ระบุวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559 มอบอำนาจให้นางสาวษิญาภา ไปดำเนินการรังวัดและจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวม โดยนายสุรพงษ์ลงลายมือชื่อเป็นพยาน เห็นได้ว่า ขณะศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางบุญรวมและนายฮงเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวทัศนียา นั้น บุคคลทั้งสองมีอายุ 81 ปี และ 84 ปี ตามลำดับ โดยไม่มีบุตรคนใดช่วยเหลือในการจัดการมรดก ทั้งนายสุรพงษ์ประกอบธุรกิจจัดสรรที่ดินและมีความใกล้ชิดกับนางบุญรวมและนายฮง ย่อมเป็นปกติวิสัยที่บุคคลทั้งสองจะไว้วางใจให้นายสุรพงษ์ช่วยดำเนินการเกี่ยวกับการทำธุรกรรมเกี่ยวกับที่ดิน แม้ตามสัญญาซื้อขายระหว่างนางสาวทัศนียากับจำเลยที่ 1 ไม่ปรากฏว่านางบุญรวมมีส่วนเกี่ยวข้องทำหนังสือมอบอำนาจให้ แต่นายสุรพงษ์ย่อมมีหนังสือมอบอำนาจที่นางสาวทัศนียาลงลายมือชื่อไว้ล่วงหน้าโดยมีชื่อนายสุรพงษ์เป็นพยาน ดังนั้นในการไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงจึงเชื่อได้ว่า นายสุรพงษ์เป็นผู้ดำเนินการภายหลังนางสาวทัศนียาถึงแก่ความตายแล้ว จึงสามารถนำโฉนดที่ดินพิพาทมาคืนแก่นางบุญรวมได้ การที่นางบุญรวมมอบโฉนดที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้นายสุรพงษ์ไปดำเนินการโดยนายสุรพงษ์ให้นางสาวจินตนาไปติดต่อกับเจ้าพนักงานที่ดินแล้วโอนขายแก่จำเลยที่ 1 นับว่าเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของนางบุญรวม หรืออาจเป็นเพราะนางบุญรวมทราบจากนายสุรพงษ์ว่า การจดทะเบียนโอนที่ดินใส่ชื่อนางบุญรวมในฐานะผู้จัดการมรดก แล้วจดทะเบียนขายต่อบุคคลภายนอกจะต้องเสียค่าธรรมเนียม 2 ครั้ง ดังที่นางสุภา อดีตเจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรีเบิกความ พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมเป็นเหตุให้นางบุญรวมในฐานะผู้จัดการมรดกและทายาทของนางสาวทัศนียาไม่อาจยกเอาความบกพร่องของตนมาใช้ยันแก่จำเลยที่ 2 ซึ่งรับจำนองไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนให้รับความเสียหาย โจทก์ซึ่งเป็นทายาทผู้สืบสิทธิของนางบุญรวมและนายฮง จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสัญญาจำนองและการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ (ชาติชาย อัครวิบูลย์-พิชัย เพ็งผ่อง-อรุณ เรืองเพชร) ศาลจังหวัดเพชรบุรี - นายพงษ์นรินทร์ ศรีประเสริฐ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายสัมพันธ์ บุนนาค แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.23/2565 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ.4/2563 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
684390
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดเพชรบุรี",
        "judge": "นายพงษ์นรินทร์ ศรีประเสริฐ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายสัมพันธ์ บุนนาค"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081945779"
    }
}
date
2565
deka_no
2971/2565
deka_running_no
2971
deka_year
2565
department
แผนก
judges
[
    "ชาติชาย อัครวิบูลย์",
    "พิชัย เพ็งผ่อง",
    "อรุณ เรืองเพชร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 702",
            "ม. 705",
            "ม. 1299"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาว ว."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ธ. โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้หนังสือสัญญาจำนองที่ดินและการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 16275 และที่ดินโฉนดเลขที่ 10932 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ตกเป็นโมฆะ และให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนหนังสือสัญญาจำนองที่ดินและเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองในเอกสารสิทธิทั้งสองแปลงให้กลับสู่ฐานะเดิม พร้อมทั้งส่งมอบเอกสารสิทธิทั้งสองฉบับคืนแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนา ให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรีดำเนินการเพิกถอนสัญญาจำนองและเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองและเอกสารสิทธิในที่ดินโฉนดทั้งสองแปลงให้กลับสู่ฐานะเดิม

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนหนังสือสัญญาจำนองที่ดินและการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 16275 และที่ดินโฉนดเลขที่ 10932 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 และให้จำเลยที่ 2 คืนโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงแก่กองมรดกของนางสาวทัศนียาโดยปลอดจำนอง หากจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า นางสาวทัศนียา เป็นบุตรของนายฮง และนางบุญรวม มีพี่น้องด้วยกันอีก 5 คน คือ นายสาโรจน์ นางสุนทรี (ตาย) โจทก์ นายธีระชัย และนางสาวจุไรรัตน์ ต่อมาวันที่ 15 ธันวาคม 2546 นางสาวทัศนียาถึงแก่ความตาย โดยไม่มีคู่สมรสและบุตร วันที่ 1 พฤศจิกายน 2548 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางบุญรวมเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวทัศนียา ครั้นวันที่ 10 ตุลาคม 2555 นางบุญรวมถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายฮง เป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวทัศนียา ในวันที่ 22 ธันวาคม 2555 ต่อมาวันที่ 4 สิงหาคม 2558 นายฮงถึงแก่ความตาย เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 16275 และ 10932 เนื้อที่รวม 85 ไร่ 1 งาน 84.9 ตารางวา มีชื่อนางสาวทัศนียาเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยซื้อมาเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2535 ในปี 2547 ภายหลังจากนางสาวทัศนียาถึงแก่ความตายแล้ว มีการไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดังกล่าวจากบริษัท บ. ต่อมาวันที่ 13 ธันวาคม 2549 นางสาวจินตนา นำใบมอบอำนาจฉบับลงวันที่ 8 ธันวาคม 2549 ที่ระบุว่านางสาวทัศนียา เป็นผู้มอบอำนาจไปประกอบการทำสัญญาขายที่ดินและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่จำเลยที่ 1 โดยนางสาวจินตนา เป็นผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ซื้อเช่นเดียวกัน จากนั้นวันที่ 10 กันยายน 2552 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเพื่อเป็นประกันเงินที่บริษัท ธ. และ/หรือจำเลยที่ 1 เป็นหนี้ต่อจำเลยที่ 2 วงเงินจำนอง 40,000,000 บาท ต่อมาบริษัท ธ. และจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ จำเลยที่ 2 จึงยื่นฟ้องให้ชำระหนี้และบังคับจำนอง ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ.1523/2557 หมายเลขแดงที่ ผบ.1094/2558 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ จำเลยที่ 2 นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาททั้งสองแปลง เพื่อนำออกขายทอดตลาด ต่อมาวันที่ 19 กรกฎาคม 2561 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้น ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 875/2561 หมายเลขแดงที่ 1085/2561 จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นจึงพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียว แล้วพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินระหว่างนางสาวทัศนียากับจำเลยที่ 1 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2549 คดีถึงที่สุด จำเลยที่ 1 ถูกศาลล้มละลายกลางสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 ในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.754/2561

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสัญญาจำนองและการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นการทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงระหว่างนางสาวทัศนียากับจำเลยที่ 1 คงมีหลักฐานหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 8 ธันวาคม 2549 ที่นางสาวทัศนียามอบอำนาจให้นางสาวจินตนาขายที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว ซึ่งในคดีหมายเลขดำที่ 875/2561 หมายเลขแดงที่ 1085/2561 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การที่ผู้รับมอบอำนาจนำหนังสือมอบอำนาจที่กระทำขึ้นภายหลังนางสาวทัศนียาถึงแก่ความตายไปจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยคือจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำโดยมิชอบ เพราะเป็นเอกสารที่มีการทำปลอมขึ้น จึงไม่ผูกพันคู่สัญญา นางสาวทัศนียายังคงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทมาโดยตลอด อย่างไรก็ดีการพิจารณาว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนอง ระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ได้หรือไม่ เป็นอีกกรณีหนึ่ง หาใช่ว่าเมื่อผู้จำนองไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินที่จำนองแล้ว ผู้รับจำนองไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนไม่อาจยกเหตุใด ๆ ขึ้นต่อสู้เจ้าของที่แท้จริงทุกกรณีไม่ คดีนี้ได้ความว่า ภายหลังนางสาวทัศนียาถึงแก่ความตายแล้ว ได้มีผู้ไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงในปี 2547 และในการที่นางบุญรวมร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวทัศนียาก็ได้ระบุที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกไว้สองแปลง คือ ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 10932 และที่ดินโฉนดเลขที่ 35015 ย่อมแสดงว่า โฉนดที่ดินพิพาททั้งสองแปลงและโฉนดที่ดินเลขที่ 35015 อยู่ในความครอบครองของนางบุญรวมแล้ว จากนั้นวันที่ 22 สิงหาคม 2549 นางบุญรวมในฐานะผู้จัดการมรดกได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้สิบเอกอนุวัฒน์ จดทะเบียนลงชื่อนางบุญรวมในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสาวทัศนียาในที่ดินโฉนดเลขที่ 35015 แล้วไถ่ถอนจำนองกับขายที่ดินดังกล่าว โดยมีนายสุรพงษ์ลงลายมือชื่อเป็นพยาน ซึ่งสิบเอกอนุวัฒน์ได้ไปให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดิน และจดทะเบียนขายให้แก่สิบเอกอนุวัฒน์ในวันเดียวกัน ส่วนที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ซึ่งมีการจดทะเบียนโอนขายแก่จำเลยที่ 1 ในภายหลังกลับปรากฏว่า มีลายมือชื่อนางสาวทัศนียาเป็นผู้มอบอำนาจ โดยนายสุรพงษ์ลงลายมือชื่อเป็นพยานเช่นเดียวกัน นางบุญรวมมิได้ดำเนินการจดทะเบียนโอนมาเป็นชื่อของตนในฐานะผู้จัดการมรดกเสียก่อน แต่กลับมีผู้นำหนังสือมอบอำนาจของนางสาวทัศนียาไปให้นางสาวจินตนาไปโอนขายแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งมีลายมือชื่อของนายสุรพงษ์เป็นพยานในหนังสือมอบอำนาจของทั้งสองฝ่าย เมื่อปรากฏว่านายสุรพงษ์เป็นผู้ดำเนินการให้นางบุญรวมเป็นผู้จัดการมรดกภายหลังไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแล้ว นายสุรพงษ์ย่อมทราบดีว่านางสาวทัศนียามีทรัพย์สินเป็นที่ดินกี่แปลงและตั้งอยู่ที่ใดบ้าง ดังจะเห็นได้จากเมื่อนางบุญรวมถึงแก่ความตายภายในปี 2555 นายสุรพงษ์ก็ช่วยดำเนินการให้นายฮงร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวทัศนียา โดยมิได้ระบุถึงที่ดินพิพาททั้งสองแปลงกับที่ดินโฉนดเลขที่ 35015 แต่กลับระบุถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 34989 และเลขที่ 36867 ว่าเป็นทรัพย์มรดกของนางสาวทัศนียา ซึ่งปรากฏว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 36867 มีการไถ่ถอนจำนองจากกองทุนรวม บ. ในวันที่ 17 กันยายน 2547 อันเป็นวันเดียวกับที่ไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ต่อมานายฮงในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสาวทัศนียา ทำหนังสือมอบอำนาจให้นางสาวษิญาภา ขายที่ดินแปลงดังกล่าวแก่นางสาวษิญาภาเองในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2556 โดยนายสุรพงษ์ลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือมอบอำนาจ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 34989 นายฮงทำหนังสือมอบอำนาจให้นางสาวอริสา ไปดำเนินการรังวัดและจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวม ฉบับลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2558 ซึ่งมีนายสุรพงษ์ลงลายมือชื่อเป็นพยานเช่นเดียวกันภายหลังนายฮงถึงแก่ความตายแล้ว กลับปรากฏว่ามีหนังสือมอบอำนาจที่นายฮงลงลายมือชื่อไว้ ระบุวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559 มอบอำนาจให้นางสาวษิญาภา ไปดำเนินการรังวัดและจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวม โดยนายสุรพงษ์ลงลายมือชื่อเป็นพยาน เห็นได้ว่า ขณะศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางบุญรวมและนายฮงเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวทัศนียา นั้น บุคคลทั้งสองมีอายุ 81 ปี และ 84 ปี ตามลำดับ โดยไม่มีบุตรคนใดช่วยเหลือในการจัดการมรดก ทั้งนายสุรพงษ์ประกอบธุรกิจจัดสรรที่ดินและมีความใกล้ชิดกับนางบุญรวมและนายฮง ย่อมเป็นปกติวิสัยที่บุคคลทั้งสองจะไว้วางใจให้นายสุรพงษ์ช่วยดำเนินการเกี่ยวกับการทำธุรกรรมเกี่ยวกับที่ดิน แม้ตามสัญญาซื้อขายระหว่างนางสาวทัศนียากับจำเลยที่ 1 ไม่ปรากฏว่านางบุญรวมมีส่วนเกี่ยวข้องทำหนังสือมอบอำนาจให้ แต่นายสุรพงษ์ย่อมมีหนังสือมอบอำนาจที่นางสาวทัศนียาลงลายมือชื่อไว้ล่วงหน้าโดยมีชื่อนายสุรพงษ์เป็นพยาน ดังนั้นในการไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงจึงเชื่อได้ว่า นายสุรพงษ์เป็นผู้ดำเนินการภายหลังนางสาวทัศนียาถึงแก่ความตายแล้ว จึงสามารถนำโฉนดที่ดินพิพาทมาคืนแก่นางบุญรวมได้ การที่นางบุญรวมมอบโฉนดที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้นายสุรพงษ์ไปดำเนินการโดยนายสุรพงษ์ให้นางสาวจินตนาไปติดต่อกับเจ้าพนักงานที่ดินแล้วโอนขายแก่จำเลยที่ 1 นับว่าเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของนางบุญรวม หรืออาจเป็นเพราะนางบุญรวมทราบจากนายสุรพงษ์ว่า การจดทะเบียนโอนที่ดินใส่ชื่อนางบุญรวมในฐานะผู้จัดการมรดก แล้วจดทะเบียนขายต่อบุคคลภายนอกจะต้องเสียค่าธรรมเนียม 2 ครั้ง ดังที่นางสุภา อดีตเจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรีเบิกความ พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมเป็นเหตุให้นางบุญรวมในฐานะผู้จัดการมรดกและทายาทของนางสาวทัศนียาไม่อาจยกเอาความบกพร่องของตนมาใช้ยันแก่จำเลยที่ 2 ซึ่งรับจำนองไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนให้รับความเสียหาย โจทก์ซึ่งเป็นทายาทผู้สืบสิทธิของนางบุญรวมและนายฮง จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสัญญาจำนองและการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
พ.4/2563
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000065.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.23/2565
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2565