คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1456/2565 ฉบับเต็ม

#684521
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1456/2565 นาย อ. โจทก์ นาย น. กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 264 วรรคหนึ่ง, มาตรา 265, มาตรา 268 วรรคหนึ่ง ความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมตาม ป.อ. มาตรา 264, 265, 268 จะต้องกระทำโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนด้วย เมื่อโจทก์ฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบล ม. และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ม. ต่อศาลปกครองกลาง ขอให้ออกคำสั่งรื้อถอนอาคารพาณิชย์เลขที่ 555/79, 555/80 และ 555/81 ส่วนที่ก่อสร้างต่อเติม โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับอาคารพาณิชย์เลขที่ 555/75 ด้วย การแก้ไขข้อความบันทึกการตรวจสอบโรงงานและแบบตรวจแนะนำของเจ้าพนักงานที่ระบุว่าเข้าไปตรวจสอบบ้านเลขที่ 555/75 ว่าเข้าไปตรวจสอบบ้านเลขที่ 555/79 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาคารพาณิชย์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามที่โจทก์ฟ้องว่าประกอบกิจการมีเสียงดังรบกวนให้ตรงกับที่เจ้าหน้าที่ได้เข้าไปตรวจสอบอาคารตามความจริง กลับเป็นประโยชน์แก่โจทก์ การแก้ไขข้อความในเอกสารจึงไม่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ผู้อื่นหรือประชาชน จึงไม่เป็นการปลอมเอกสาร ไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ เมื่อนำไปใช้จึงไม่มีความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59, 83, 90, 91, 264, 265, 268 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ประทับฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 3 ให้ยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ในส่วนของจำเลยที่ 3 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 99/141 จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นสามีภริยากัน และเป็นเจ้าของอาคารพาณิชย์เลขที่ 555/79, 555/80 และ 555/81 โครงการ บ. ต่อมาโจทก์ร้องเรียนต่อองค์การบริหารส่วนตำบล ม. ให้เข้ามาตรวจสอบการก่อสร้าง ต่อเติม ดัดแปลงอาคารของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนนทบุรีว่า สถานประกอบกิจการตัดเย็บและผลิตเสื้อผ้าของจำเลยที่ 1 และที่ 2 สร้างความเดือดร้อนรำคาญ เจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบล ม. สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดนนทบุรี และศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนนทบุรี เข้าไปตรวจที่อาคารพาณิชย์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และทำบันทึกการตรวจสอบไว้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ร้องเรียนต่อองค์การบริหารส่วนตำบล ม. ให้เข้าไปตรวจสอบอาคารพาณิชย์เลขที่ 555/79, 555/80 และ 555/81 ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเจ้าพนักงานก็เข้าไปตรวจสอบอาคารเลขที่ดังกล่าวตามคำร้องเรียน แม้บันทึกการตรวจสอบโรงงาน และแบบตรวจแนะนำของเจ้าพนักงาน ระบุว่าเข้าไปตรวจสอบบ้านเลขที่ 555/75 แต่บ้านเลขที่ดังกล่าวไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามที่โจทก์ร้องเรียน และโจทก์ไม่มีหลักฐานว่าได้ร้องเรียนให้เข้าไปตรวจสอบบ้านเลขที่ 555/75 และไม่ได้นำเจ้าของบ้านหลังดังกล่าวมาเบิกความว่ามีการเข้าไปตรวจสอบที่บ้านเลขที่ 555/75 ด้วย เมื่อนายอภินันท์เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถามค้านว่าไม่ได้เข้าไปตรวจสอบบ้านเลขที่ 555/75 แต่อย่างใด และตามบันทึกการตรวจสอบโรงงาน และแบบตรวจแนะนำของเจ้าพนักงาน ระบุตรวจสอบพบว่าโรงงานประกอบกิจการตัดเย็บและปักเสื้อผ้า ซึ่งเป็นกิจการของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และการประกอบกิจการมีเสียงดังรบกวนตามที่โจทก์ร้องเรียน การลงข้อความระบุว่าเข้าไปตรวจสอบบ้านเลขที่ 555/75 จึงน่าจะเกิดจากความผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง การแก้ไขข้อความจากเข้าไปตรวจสอบบ้านเลขที่ 555/75 เป็นบ้านเลขที่ 555/79 ในภายหลัง จึงเป็นการแก้ไขให้ตรงกับที่เจ้าหน้าที่ได้เข้าไปตรวจสอบอาคารตามความจริง ซึ่งความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268 จะต้องกระทำโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนด้วย เมื่อโจทก์ฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบล ม. และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ม. ต่อศาลปกครองกลาง ขอให้แก้ไขคำสั่งหรือให้ยกเลิกคำสั่งเดิม แล้วออกคำสั่งใหม่ให้รื้อถอนอาคารพาณิชย์เลขที่ 555/79, 555/80 และ 555/81 ส่วนที่ก่อสร้างต่อเติม โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับอาคารพาณิชย์เลขที่ 555/75 ด้วย การแก้ไขข้อความว่าเข้าไปตรวจสอบบ้านเลขที่ 555/79 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาคารพาณิชย์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามที่โจทก์ฟ้องว่าประกอบกิจการมีเสียงดังรบกวน กลับเป็นประโยชน์แก่โจทก์ การแก้ไขข้อความในเอกสารจึงไม่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ผู้อื่นหรือประชาชน จึงไม่เป็นการปลอมเอกสาร ไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ เมื่อนำไปใช้จึงไม่มีความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม พยานโจทก์ที่นำสืบรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (ประยูร ณ ระนอง-ชลิต กฐินะสมิต-โสภณ โรจน์อนนท์) ศาลอาญา - นางภัทรพร วงษ์เมตตา ศาลอุทธรณ์ - นางอรพันท์ เพ็ญตระการ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.363/2565 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
684521
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญา",
        "judge": "นางภัทรพร วงษ์เมตตา"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นางอรพันท์ เพ็ญตระการ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081946700"
    }
}
date
2565
deka_no
1456/2565
deka_running_no
1456
deka_year
2565
department
แผนก
judges
[
    "ประยูร ณ ระนอง",
    "ชลิต กฐินะสมิต",
    "โสภณ โรจน์อนนท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 264 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 265",
            "ม. 268 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย อ."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย น. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59, 83, 90, 91, 264, 265, 268

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ประทับฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 3 ให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ในส่วนของจำเลยที่ 3 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 99/141 จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นสามีภริยากัน และเป็นเจ้าของอาคารพาณิชย์เลขที่ 555/79, 555/80 และ 555/81 โครงการ บ. ต่อมาโจทก์ร้องเรียนต่อองค์การบริหารส่วนตำบล ม. ให้เข้ามาตรวจสอบการก่อสร้าง ต่อเติม ดัดแปลงอาคารของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนนทบุรีว่า สถานประกอบกิจการตัดเย็บและผลิตเสื้อผ้าของจำเลยที่ 1 และที่ 2 สร้างความเดือดร้อนรำคาญ เจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบล ม. สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดนนทบุรี และศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนนทบุรี เข้าไปตรวจที่อาคารพาณิชย์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และทำบันทึกการตรวจสอบไว้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ร้องเรียนต่อองค์การบริหารส่วนตำบล ม. ให้เข้าไปตรวจสอบอาคารพาณิชย์เลขที่ 555/79, 555/80 และ 555/81 ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเจ้าพนักงานก็เข้าไปตรวจสอบอาคารเลขที่ดังกล่าวตามคำร้องเรียน แม้บันทึกการตรวจสอบโรงงาน และแบบตรวจแนะนำของเจ้าพนักงาน ระบุว่าเข้าไปตรวจสอบบ้านเลขที่ 555/75 แต่บ้านเลขที่ดังกล่าวไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามที่โจทก์ร้องเรียน และโจทก์ไม่มีหลักฐานว่าได้ร้องเรียนให้เข้าไปตรวจสอบบ้านเลขที่ 555/75 และไม่ได้นำเจ้าของบ้านหลังดังกล่าวมาเบิกความว่ามีการเข้าไปตรวจสอบที่บ้านเลขที่ 555/75 ด้วย เมื่อนายอภินันท์เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถามค้านว่าไม่ได้เข้าไปตรวจสอบบ้านเลขที่ 555/75 แต่อย่างใด และตามบันทึกการตรวจสอบโรงงาน และแบบตรวจแนะนำของเจ้าพนักงาน ระบุตรวจสอบพบว่าโรงงานประกอบกิจการตัดเย็บและปักเสื้อผ้า ซึ่งเป็นกิจการของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และการประกอบกิจการมีเสียงดังรบกวนตามที่โจทก์ร้องเรียน การลงข้อความระบุว่าเข้าไปตรวจสอบบ้านเลขที่ 555/75 จึงน่าจะเกิดจากความผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง การแก้ไขข้อความจากเข้าไปตรวจสอบบ้านเลขที่ 555/75 เป็นบ้านเลขที่ 555/79 ในภายหลัง จึงเป็นการแก้ไขให้ตรงกับที่เจ้าหน้าที่ได้เข้าไปตรวจสอบอาคารตามความจริง ซึ่งความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268 จะต้องกระทำโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนด้วย เมื่อโจทก์ฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบล ม. และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ม. ต่อศาลปกครองกลาง ขอให้แก้ไขคำสั่งหรือให้ยกเลิกคำสั่งเดิม แล้วออกคำสั่งใหม่ให้รื้อถอนอาคารพาณิชย์เลขที่ 555/79, 555/80 และ 555/81 ส่วนที่ก่อสร้างต่อเติม โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับอาคารพาณิชย์เลขที่ 555/75 ด้วย การแก้ไขข้อความว่าเข้าไปตรวจสอบบ้านเลขที่ 555/79 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาคารพาณิชย์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามที่โจทก์ฟ้องว่าประกอบกิจการมีเสียงดังรบกวน กลับเป็นประโยชน์แก่โจทก์ การแก้ไขข้อความในเอกสารจึงไม่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ผู้อื่นหรือประชาชน จึงไม่เป็นการปลอมเอกสาร ไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ เมื่อนำไปใช้จึงไม่มีความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม พยานโจทก์ที่นำสืบรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000072.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.363/2565
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2565