คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2378/2564 ฉบับเต็ม

#685156
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2378/2564 สหกรณ์ออมทรัพย์ครู พ. โจทก์ นาง อ. กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 223 วรรคหนึ่ง, มาตรา 432, มาตรา 442 ระเบียบของโจทก์ว่าด้วยการรับจ่ายและเก็บรักษาเงิน พ.ศ.2550 ข้อ 26 กำหนดว่า "การจ่ายเงินของสหกรณ์ให้กระทำได้ดังนี้...(2) การจ่ายเงินเป็นจำนวนมากให้แก่สมาชิก หรือกรรมการ หรือเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์...ให้จ่ายเป็นเช็ค ยกเว้นถ้าผู้รับเงินประสงค์จะให้จ่ายเป็นเงินสด..." และข้อ 27 กำหนดว่า "ก่อนจ่ายเงินทุกครั้ง ผู้มีหน้าที่จ่ายต้องตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่าง ๆ และใบสำคัญประกอบการจ่ายเงินให้ถูกต้องเรียบร้อย..." ข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้จัดการสหกรณ์โจทก์มอบหมายให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินกู้ได้ โจทก์อนุมัติให้ ป. และ ก. กู้ยืมเงินจากโจทก์ ตามปกติแล้ว ป. และ ก. ต้องเป็นผู้รับเงินด้วยตนเอง การจ่ายเงินจำนวนมากเช่นในคดีนี้ต้องจ่ายเป็นเช็ค เว้นแต่ ป. และ ก. เจตนาขอรับเป็นเงินสด และหาก ป. และ ก. จะไม่รับเงินด้วยตนเองต้องทำหนังสือมอบอำนาจหรือมอบฉันทะให้บุคคลอื่นรับเงินแทน ซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องตรวจสอบหนังสือมอบอำนาจหรือมอบฉันทะให้ถูกต้องเสียก่อนจึงจะจ่ายเงินกู้ได้ การที่จำเลยที่ 1 จ่ายเงินกู้จำนวนมากเป็นเงินสดให้แก่ น. ซึ่งไม่ใช่ผู้มีสิทธิรับเงินตามสัญญากู้ จึงเป็นการจ่ายเงินที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบ เป็นการละเมิดและเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์ด้วย และถือไม่ได้ว่าโจทก์มีส่วนผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 วรรคหนึ่ง ที่จะมีผลให้จำเลยที่ 1 รับผิดน้อยลง ส่วนจำเลยที่ 2 แม้ไม่มีหน้าที่จ่ายเงินกู้ให้แก่สมาชิกผู้กู้โดยตรง แต่เมื่อจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ควบคุมการจ่ายเงินทุกประเภทให้เป็นไปตามระเบียบ แล้วไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 ควบคุมการจ่ายเงินสดของจำเลยที่ 1 ให้แก่ น. ให้ถูกต้องตามระเบียบ จึงเป็นการละเมิดและเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ การกำหนดค่าเสียหายจากการที่จำเลยทั้งสองจงใจฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามระเบียบเป็นดุลพินิจซึ่งเป็นข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่สามารถกำหนดเองได้ จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานภาค 6 ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวต่อไป ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงิน 6,236,856.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,516,515.84 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานภาค 6 พิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เงิน 820,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 20 ธันวาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้อุทธรณ์บางส่วนของโจทก์เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานภาค 6 ซึ่งเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่เมื่อศาลแรงงานภาค 6 ฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้จัดการสหกรณ์โจทก์มอบหมายให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินกู้ได้ นางนัยนา ป้อนข้อมูลการซื้อหุ้นของนางประกอบ และนายกก อันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ของโจทก์ ปลอมคำขอกู้เงินสามัญประเภทกู้หุ้นและหนังสือกู้สำหรับเงินกู้สามัญของนางประกอบ และนายกก จำเลยที่ 1 จ่ายเงินกู้ให้นางนัยนา เพราะเชื่อในกลอุบายของนางนัยนา ที่ซื้อหุ้นและขอกู้ในคราวเดียวกัน โดยเชื่อและไว้วางใจนางนัยนา จึงไม่ตรวจสอบหนังสือมอบอำนาจหรือหนังสือมอบฉันทะให้รับเงินแทน แล้วจ่ายเงินกู้เป็นเงินสด ซึ่งระเบียบของโจทก์ว่าด้วย การรับจ่าย และเก็บรักษาเงิน พ.ศ.2550 ข้อ 26 (2) กำหนดว่า การจ่ายเงินเป็นจำนวนมากให้แก่สมาชิก หรือกรรมการ หรือเจ้าหน้าที่ของโจทก์ ให้จ่ายเป็นเช็ค ยกเว้นถ้าผู้รับเงินประสงค์จะให้จ่ายเป็นเงินสด ขณะเกิดเหตุโจทก์มิได้ถือเคร่งครัดว่ากรณีดังกล่าวจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำทุจริต จงใจฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามระเบียบของโจทก์ว่าด้วย การรับจ่าย และเก็บรักษาเงิน พ.ศ.2550 ข้อ 26 (2) อันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ตามสัญญาจ้างแรงงาน แต่จำเลยที่ 1 ประมาทเลินเล่อเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานและเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ แต่การที่โจทก์ซึ่งประกอบกิจการเกี่ยวกับการเงินเยี่ยงธนาคารไม่ได้วางหลักเกณฑ์การอนุมัติเงินกู้ให้รอบคอบและรัดกุม ไม่มีระบบการตรวจสอบที่ดีพอ ถือว่าโจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่ออยู่ด้วย จึงกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งคดีเป็นประมาณเป็นเงิน 820,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ส่วนการที่จำเลยที่ 2 จ่ายเงินสดสมทบให้จำเลยที่ 1 ตามที่ขอเบิกเพื่อจ่ายให้นางนัยนา เมื่อจำเลยที่ 1 มีหน้าที่จ่ายเงินกู้ได้และการจ่ายเงินสดเป็นไปตามระเบียบแล้ว ทั้งลักษณะงานของจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ควบคุมดูแลรับผิดชอบงานในฝ่ายการเงิน มิได้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายเงินให้สมาชิกโดยตรง ประกอบกับไม่ปรากฏว่าการจ่ายเงินสดจำนวนมาก จำเลยที่ 2 จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ก่อน ฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 กระทำทุจริต จงใจฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามระเบียบเช่นเดียวกัน จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ดังนั้น อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า การที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ตรวจสอบเอกสารการมอบอำนาจ มอบฉันทะให้ถูกต้องเรียบร้อย ถือว่าเป็นการจงใจฝ่าฝืนต่อระเบียบของโจทก์ว่าด้วย การรับจ่าย และเก็บรักษาเงิน พ.ศ.2550 ข้อ 26 และข้อ 27 เป็นละเมิดต่อโจทก์และผิดสัญญาจ้างแรงงานกับโจทก์แล้ว จำเลยที่ 2 เป็นหัวหน้าฝ่ายการเงินมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง ควบคุมการทำงานของเจ้าหน้าที่ผู้ใต้บังคับบัญชาให้เป็นไปตามระเบียบของโจทก์ การที่จำเลยที่ 2 มอบเงินจำนวนมากให้จำเลยที่ 1 ตามที่จำเลยที่ 1 ขอเบิกโดยไม่ได้สอบถามหรือตรวจสอบว่าเงินที่เบิกไปนั้นเป็นการจ่ายที่ถูกต้องตามระเบียบของโจทก์ว่าด้วย การรับจ่าย และเก็บรักษาเงิน พ.ศ.2550 ข้อ 26 และข้อ 27 หรือไม่ ย่อมเป็นการละเว้นไม่ปฏิบัติตามระเบียบของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์นั้น เป็นอุทธรณ์ที่กล่าวอ้างถึงข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 6 ฟังมา เพื่อให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการจงใจฝ่าฝืนระเบียบของโจทก์ว่าด้วย การรับจ่าย และเก็บรักษาเงิน พ.ศ.2550 ข้อ 26 และข้อ 27 เป็นละเมิดต่อโจทก์และผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์ ต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ซึ่งเป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย หาใช่อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแต่อย่างใดไม่ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 6 ฟังมาเพียงพอที่ศาลฎีกาสามารถวินิจฉัยคดีไปเสียทีเดียวได้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาพิพากษาใหม่ โดยศาลฎีกาเห็นว่า ระเบียบของโจทก์ว่าด้วย การรับจ่าย และเก็บรักษาเงิน พ.ศ.2550 ข้อ 26 กำหนดว่า "การจ่ายเงินของสหกรณ์ ให้กระทำได้ดังนี้...(2) การจ่ายเงินเป็นจำนวนมากให้แก่สมาชิก หรือกรรมการ หรือเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์...ให้จ่ายเป็นเช็ค ยกเว้นถ้าผู้รับเงินประสงค์จะให้จ่ายเป็นเงินสด หรือในกรณีที่สหกรณ์ไม่สามารถจ่ายเป็นเช็คได้ ก็ให้จ่ายเป็นเงินสดโดยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการดำเนินการ" และข้อ 27 กำหนดว่า "ก่อนจ่ายเงินทุกครั้ง ผู้มีหน้าที่จ่ายต้องตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่าง ๆ และใบสำคัญประกอบ การจ่ายเงินให้ถูกต้องเรียบร้อย และต้องมีผู้อนุมัติให้จ่ายเงินได้ จึงจ่ายเงิน และเรียกใบเสร็จรับเงินหรือให้ผู้รับเงินลงนามรับเงินไว้ในหลักฐานการจ่ายเงินของสหกรณ์ทุกครั้ง" แม้โจทก์มิได้ถือเคร่งครัดว่าการจ่ายเงินจำนวนมากเป็นเงินสดจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ แต่การจ่ายเงินจำนวนมากเป็นเงินสดอาจทำได้ในกรณีที่ผู้รับเงินประสงค์จะให้จ่ายเป็นเงินสด ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้จัดการสหกรณ์โจทก์มอบหมายให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินกู้ได้ แม้นางนัยนา ป้อนข้อมูลการซื้อหุ้นของนางประกอบ และนายกก อันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ของโจทก์ แล้วปลอมคำขอกู้เงินสามัญประเภทกู้หุ้นและหนังสือกู้สำหรับเงินกู้สามัญของนางประกอบ และนายกก ก็ตาม แต่หนังสือกู้สำหรับเงินกู้สามัญมีชื่อนางประกอบ และนายกก เป็นผู้กู้ แสดงว่า โจทก์อนุมัติให้นางประกอบ และนายกก กู้ยืมเงินจากโจทก์ ตามปกติแล้วนางประกอบ และนายกก ต้องเป็นผู้รับเงินด้วยตนเอง การจ่ายเงินกู้จำนวนมากเช่นในคดีนี้ จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายเป็นเช็ค เว้นแต่นางประกอบ และนายกก แสดงเจตนาขอรับเป็นเงินสด โจทก์สามารถจ่ายเป็นเงินสดให้นางประกอบ และนายกก ได้ แต่หากนางประกอบ และนายกก ก็ไม่ได้รับเงินด้วยตนเองแล้วแสดงเจตนาขอรับเป็นเงินสดโดยให้นางนัยนา เป็นผู้รับเงินแทน แม้นางประกอบ เป็นมารดานางนัยนา และนายกก เป็นพี่เขยนางนัยนา นางประกอบ และนายกก ก็ต้องทำหนังสือมอบอำนาจหรือมอบฉันทะให้นางนัยนา รับเงินแทน นางนัยนา จึงจะมีสิทธิรับเงินสดแทนนางประกอบ และนายกก ได้ ซึ่งจำเลยที่ 1 จะต้องตรวจสอบหนังสือมอบอำนาจหรือมอบฉันทะให้ถูกต้องเสียก่อน จึงจะจ่ายเงินกู้ให้แก่นางนัยนา ได้ โดยถือว่าเป็นการจ่ายเงินจำนวนมากเป็นเงินสดให้แก่ผู้รับเงินตามความประสงค์ของผู้รับเงิน ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 จ่ายเงินกู้จำนวนมากเป็นเงินสดให้แก่นางนัยนาซึ่งไม่ใช่ผู้มีสิทธิรับเงินตามสัญญากู้ของนางประกอบ และนายกก จึงเป็นการจ่ายเงินที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบของโจทก์ว่าด้วย การรับจ่าย และเก็บรักษาเงิน พ.ศ.2550 ข้อ 26 (2) ซึ่งเป็นละเมิดต่อโจทก์และเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานกับโจทก์ด้วย เมื่อการจ่ายเงินกู้ของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นไปตามระเบียบดังกล่าว ถือไม่ได้ว่าโจทก์มีส่วนผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 วรรคหนึ่ง ที่จะมีผลให้จำเลยที่ 1 รับผิดน้อยลงดังคำวินิจฉัยของ ศาลแรงงานภาค 6 ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 มีหน้าที่ต้องตรวจสอบ กำกับ ดูแลว่า การจ่ายเงินสดของจำเลยที่ 1 ถูกต้องตามระเบียบของโจทก์หรือไม่ จำเลยทั้งสองไม่ได้แสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยทั้งสองยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างดังกล่าวของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ถือว่า จำเลยที่ 2 ยอมรับว่าจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ต้องตรวจสอบ กำกับ ดูแลว่า การจ่ายเงินสดของจำเลยที่ 1 ถูกต้องตามระเบียบของโจทก์หรือไม่ สอดคล้องกับสำเนาคำสั่งของโจทก์ที่ 41/2551 เรื่องแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ปฏิบัติและรับผิดชอบในหน้าที่ กำหนดหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายการเงินว่ามีหน้าที่ควบคุมและดูแลรับผิดชอบงานในฝ่ายการเงินและปฏิบัติงานควบคุมการรับจ่ายเงิน ในงานจ่ายเงินทุกประเภทตามข้อบังคับและระเบียบของโจทก์ ดังนั้น แม้จำเลยที่ 2 ไม่มีหน้าที่จ่ายเงินกู้ให้แก่สมาชิกผู้กู้โดยตรง และทางปฏิบัติจำเลยที่ 1 เคยเบิกเงินจำนวนมากไปจากจำเลยที่ 2 มาก่อน โดยจำเลยที่ 2 ไม่ต้องตรวจสอบว่าจำเลยที่ 1 เบิกเงินไปจ่ายให้แก่ผู้ใด และเป็นการจ่ายตามระเบียบหรือไม่ เพียงแต่ตรวจสอบว่ามีการจ่ายเงินจริงหรือไม่เท่านั้น แต่เมื่อจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ควบคุมการจ่ายเงินทุกประเภทให้เป็นไปตามระเบียบของโจทก์ แล้วไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 ควบคุมการจ่ายเงินสดของจำเลยที่ 1 ให้แก่นางนัยนา ให้ถูกต้องตามระเบียบของโจทก์ว่าด้วย การรับจ่าย และเก็บรักษาเงิน พ.ศ.2550 ข้อ 26 (2) ซึ่งเป็นละเมิดต่อโจทก์และเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ แต่การกำหนดค่าเสียหายจากการที่จำเลยทั้งสองจงใจฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามระเบียบของโจทก์ว่าด้วย การรับจ่าย และเก็บรักษาเงิน พ.ศ.2550 เป็นดุลพินิจซึ่งเป็นข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่สามารถกำหนดเองได้ จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานภาค 6 ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวต่อไป อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงในสำนวนคดีนี้ได้ความว่า นางนัยนา ชำระหนี้ส่วนของตนและมูลหนี้ตามสำเนาหนังสือกู้สำหรับเงินกู้สามัญให้แก่โจทก์แล้วบางส่วน และโจทก์ฟ้องนางนัยนา เป็นคดีล้มละลายซึ่งมีมูลหนี้ตามหนังสือกู้สำหรับเงินกู้สามัญทั้งสองฉบับรวมอยู่ด้วยจนกระทั่งศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดนางนัยนา เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2561 ตามสำเนาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด คดีหมายเลขแดงที่ ล.1059/2561 ดังนั้น จึงให้นำเงินที่โจทก์ได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้ที่นางนัยนา ชำระให้แก่โจทก์บางส่วนดังกล่าวหักออกจากดอกเบี้ยและเงินต้นตามลำดับที่จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ และหากโจทก์ได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องนางนัยนา เป็นคดีล้มละลายจากกองทรัพย์สินของนางนัยนา ในคดีล้มละลายนั้นแล้วจำนวนเท่าใด ให้นำมาหักออกจากดอกเบี้ยและเงินต้น ตามลำดับ ที่จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ด้วยเช่นเดียวกัน แม้จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การและนำสืบต่อสู้ไว้ ทั้งไม่ได้กล่าวอ้างไว้ในคำแก้ฎีกา แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 57/1 วรรคสอง ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์และคำแก้ฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งสองอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่น พิพากษากลับให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ และแก้คำพิพากษาศาลแรงงานภาค 6 เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ย โดยย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานภาค 6 ฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เพียงใด โจทก์ได้รับชำระหนี้จากนางนัยนา ในมูลหนี้ตามสำเนาหนังสือกู้สำหรับเงินกู้สามัญ และได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้ดังกล่าวจากกองทรัพย์สินของนางนัยนา ในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.1059/2561 ของศาลล้มละลายกลาง จำนวนเท่าใด แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี (กิตติพงษ์ ศิริโรจน์-จักษ์ชัย เยพิทักษ์-นันทวัน เจริญชาศรี) ศาลแรงงานภาค 6 - นายธนพงศ์ อุชชิน - นายไพรัช โปร่งแสง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ร.694/2563 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
685156
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานภาค 6",
        "judge": "นายธนพงศ์ อุชชิน"
    },
    {
        "court": "- นายไพรัช โปร่งแสง",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081948889"
    }
}
date
2564
deka_no
2378/2564
deka_running_no
2378
deka_year
2564
department
แผนก
judges
[
    "กิตติพงษ์ ศิริโรจน์",
    "จักษ์ชัย เยพิทักษ์",
    "นันทวัน เจริญชาศรี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 223 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 432",
            "ม. 442"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "สหกรณ์ออมทรัพย์ครู พ."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง อ. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงิน 6,236,856.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,516,515.84 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 6 พิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เงิน 820,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 20 ธันวาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้อุทธรณ์บางส่วนของโจทก์เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานภาค 6 ซึ่งเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่เมื่อศาลแรงงานภาค 6 ฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้จัดการสหกรณ์โจทก์มอบหมายให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินกู้ได้ นางนัยนา ป้อนข้อมูลการซื้อหุ้นของนางประกอบ และนายกก อันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ของโจทก์ ปลอมคำขอกู้เงินสามัญประเภทกู้หุ้นและหนังสือกู้สำหรับเงินกู้สามัญของนางประกอบ และนายกก จำเลยที่ 1 จ่ายเงินกู้ให้นางนัยนา เพราะเชื่อในกลอุบายของนางนัยนา ที่ซื้อหุ้นและขอกู้ในคราวเดียวกัน โดยเชื่อและไว้วางใจนางนัยนา จึงไม่ตรวจสอบหนังสือมอบอำนาจหรือหนังสือมอบฉันทะให้รับเงินแทน แล้วจ่ายเงินกู้เป็นเงินสด ซึ่งระเบียบของโจทก์ว่าด้วย การรับจ่าย และเก็บรักษาเงิน พ.ศ.2550 ข้อ 26 (2) กำหนดว่า การจ่ายเงินเป็นจำนวนมากให้แก่สมาชิก หรือกรรมการ หรือเจ้าหน้าที่ของโจทก์ ให้จ่ายเป็นเช็ค ยกเว้นถ้าผู้รับเงินประสงค์จะให้จ่ายเป็นเงินสด ขณะเกิดเหตุโจทก์มิได้ถือเคร่งครัดว่ากรณีดังกล่าวจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำทุจริต จงใจฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามระเบียบของโจทก์ว่าด้วย การรับจ่าย และเก็บรักษาเงิน พ.ศ.2550 ข้อ 26 (2) อันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ตามสัญญาจ้างแรงงาน แต่จำเลยที่ 1 ประมาทเลินเล่อเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานและเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ แต่การที่โจทก์ซึ่งประกอบกิจการเกี่ยวกับการเงินเยี่ยงธนาคารไม่ได้วางหลักเกณฑ์การอนุมัติเงินกู้ให้รอบคอบและรัดกุม ไม่มีระบบการตรวจสอบที่ดีพอ ถือว่าโจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่ออยู่ด้วย จึงกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งคดีเป็นประมาณเป็นเงิน 820,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ส่วนการที่จำเลยที่ 2 จ่ายเงินสดสมทบให้จำเลยที่ 1 ตามที่ขอเบิกเพื่อจ่ายให้นางนัยนา เมื่อจำเลยที่ 1 มีหน้าที่จ่ายเงินกู้ได้และการจ่ายเงินสดเป็นไปตามระเบียบแล้ว ทั้งลักษณะงานของจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ควบคุมดูแลรับผิดชอบงานในฝ่ายการเงิน มิได้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายเงินให้สมาชิกโดยตรง ประกอบกับไม่ปรากฏว่าการจ่ายเงินสดจำนวนมาก จำเลยที่ 2 จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ก่อน ฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 กระทำทุจริต จงใจฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามระเบียบเช่นเดียวกัน จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ดังนั้น อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า การที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ตรวจสอบเอกสารการมอบอำนาจ มอบฉันทะให้ถูกต้องเรียบร้อย ถือว่าเป็นการจงใจฝ่าฝืนต่อระเบียบของโจทก์ว่าด้วย การรับจ่าย และเก็บรักษาเงิน พ.ศ.2550 ข้อ 26 และข้อ 27 เป็นละเมิดต่อโจทก์และผิดสัญญาจ้างแรงงานกับโจทก์แล้ว จำเลยที่ 2 เป็นหัวหน้าฝ่ายการเงินมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง ควบคุมการทำงานของเจ้าหน้าที่ผู้ใต้บังคับบัญชาให้เป็นไปตามระเบียบของโจทก์ การที่จำเลยที่ 2 มอบเงินจำนวนมากให้จำเลยที่ 1 ตามที่จำเลยที่ 1 ขอเบิกโดยไม่ได้สอบถามหรือตรวจสอบว่าเงินที่เบิกไปนั้นเป็นการจ่ายที่ถูกต้องตามระเบียบของโจทก์ว่าด้วย การรับจ่าย และเก็บรักษาเงิน พ.ศ.2550 ข้อ 26 และข้อ 27 หรือไม่ ย่อมเป็นการละเว้นไม่ปฏิบัติตามระเบียบของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์นั้น เป็นอุทธรณ์ที่กล่าวอ้างถึงข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 6 ฟังมา เพื่อให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการจงใจฝ่าฝืนระเบียบของโจทก์ว่าด้วย การรับจ่าย และเก็บรักษาเงิน พ.ศ.2550 ข้อ 26 และข้อ 27 เป็นละเมิดต่อโจทก์และผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์ ต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ซึ่งเป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย หาใช่อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแต่อย่างใดไม่ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 6 ฟังมาเพียงพอที่ศาลฎีกาสามารถวินิจฉัยคดีไปเสียทีเดียวได้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาพิพากษาใหม่ โดยศาลฎีกาเห็นว่า ระเบียบของโจทก์ว่าด้วย การรับจ่าย และเก็บรักษาเงิน พ.ศ.2550 ข้อ 26 กำหนดว่า "การจ่ายเงินของสหกรณ์ ให้กระทำได้ดังนี้...(2) การจ่ายเงินเป็นจำนวนมากให้แก่สมาชิก หรือกรรมการ หรือเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์...ให้จ่ายเป็นเช็ค ยกเว้นถ้าผู้รับเงินประสงค์จะให้จ่ายเป็นเงินสด หรือในกรณีที่สหกรณ์ไม่สามารถจ่ายเป็นเช็คได้ ก็ให้จ่ายเป็นเงินสดโดยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการดำเนินการ" และข้อ 27 กำหนดว่า "ก่อนจ่ายเงินทุกครั้ง ผู้มีหน้าที่จ่ายต้องตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่าง ๆ และใบสำคัญประกอบ การจ่ายเงินให้ถูกต้องเรียบร้อย และต้องมีผู้อนุมัติให้จ่ายเงินได้ จึงจ่ายเงิน และเรียกใบเสร็จรับเงินหรือให้ผู้รับเงินลงนามรับเงินไว้ในหลักฐานการจ่ายเงินของสหกรณ์ทุกครั้ง" แม้โจทก์มิได้ถือเคร่งครัดว่าการจ่ายเงินจำนวนมากเป็นเงินสดจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ แต่การจ่ายเงินจำนวนมากเป็นเงินสดอาจทำได้ในกรณีที่ผู้รับเงินประสงค์จะให้จ่ายเป็นเงินสด ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้จัดการสหกรณ์โจทก์มอบหมายให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินกู้ได้ แม้นางนัยนา ป้อนข้อมูลการซื้อหุ้นของนางประกอบ และนายกก อันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ของโจทก์ แล้วปลอมคำขอกู้เงินสามัญประเภทกู้หุ้นและหนังสือกู้สำหรับเงินกู้สามัญของนางประกอบ และนายกก ก็ตาม แต่หนังสือกู้สำหรับเงินกู้สามัญมีชื่อนางประกอบ และนายกก เป็นผู้กู้ แสดงว่า โจทก์อนุมัติให้นางประกอบ และนายกก กู้ยืมเงินจากโจทก์ ตามปกติแล้วนางประกอบ และนายกก ต้องเป็นผู้รับเงินด้วยตนเอง การจ่ายเงินกู้จำนวนมากเช่นในคดีนี้ จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายเป็นเช็ค เว้นแต่นางประกอบ และนายกก แสดงเจตนาขอรับเป็นเงินสด โจทก์สามารถจ่ายเป็นเงินสดให้นางประกอบ และนายกก ได้ แต่หากนางประกอบ และนายกก ก็ไม่ได้รับเงินด้วยตนเองแล้วแสดงเจตนาขอรับเป็นเงินสดโดยให้นางนัยนา เป็นผู้รับเงินแทน แม้นางประกอบ เป็นมารดานางนัยนา และนายกก เป็นพี่เขยนางนัยนา นางประกอบ และนายกก ก็ต้องทำหนังสือมอบอำนาจหรือมอบฉันทะให้นางนัยนา รับเงินแทน นางนัยนา จึงจะมีสิทธิรับเงินสดแทนนางประกอบ และนายกก ได้ ซึ่งจำเลยที่ 1 จะต้องตรวจสอบหนังสือมอบอำนาจหรือมอบฉันทะให้ถูกต้องเสียก่อน จึงจะจ่ายเงินกู้ให้แก่นางนัยนา ได้ โดยถือว่าเป็นการจ่ายเงินจำนวนมากเป็นเงินสดให้แก่ผู้รับเงินตามความประสงค์ของผู้รับเงิน ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 จ่ายเงินกู้จำนวนมากเป็นเงินสดให้แก่นางนัยนาซึ่งไม่ใช่ผู้มีสิทธิรับเงินตามสัญญากู้ของนางประกอบ และนายกก จึงเป็นการจ่ายเงินที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบของโจทก์ว่าด้วย การรับจ่าย และเก็บรักษาเงิน พ.ศ.2550 ข้อ 26 (2) ซึ่งเป็นละเมิดต่อโจทก์และเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานกับโจทก์ด้วย เมื่อการจ่ายเงินกู้ของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นไปตามระเบียบดังกล่าว ถือไม่ได้ว่าโจทก์มีส่วนผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 วรรคหนึ่ง ที่จะมีผลให้จำเลยที่ 1 รับผิดน้อยลงดังคำวินิจฉัยของ ศาลแรงงานภาค 6 ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 มีหน้าที่ต้องตรวจสอบ กำกับ ดูแลว่า การจ่ายเงินสดของจำเลยที่ 1 ถูกต้องตามระเบียบของโจทก์หรือไม่ จำเลยทั้งสองไม่ได้แสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยทั้งสองยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างดังกล่าวของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ถือว่า จำเลยที่ 2 ยอมรับว่าจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ต้องตรวจสอบ กำกับ ดูแลว่า การจ่ายเงินสดของจำเลยที่ 1 ถูกต้องตามระเบียบของโจทก์หรือไม่ สอดคล้องกับสำเนาคำสั่งของโจทก์ที่ 41/2551 เรื่องแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ปฏิบัติและรับผิดชอบในหน้าที่ กำหนดหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายการเงินว่ามีหน้าที่ควบคุมและดูแลรับผิดชอบงานในฝ่ายการเงินและปฏิบัติงานควบคุมการรับจ่ายเงิน ในงานจ่ายเงินทุกประเภทตามข้อบังคับและระเบียบของโจทก์ ดังนั้น แม้จำเลยที่ 2 ไม่มีหน้าที่จ่ายเงินกู้ให้แก่สมาชิกผู้กู้โดยตรง และทางปฏิบัติจำเลยที่ 1 เคยเบิกเงินจำนวนมากไปจากจำเลยที่ 2 มาก่อน โดยจำเลยที่ 2 ไม่ต้องตรวจสอบว่าจำเลยที่ 1 เบิกเงินไปจ่ายให้แก่ผู้ใด และเป็นการจ่ายตามระเบียบหรือไม่ เพียงแต่ตรวจสอบว่ามีการจ่ายเงินจริงหรือไม่เท่านั้น แต่เมื่อจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ควบคุมการจ่ายเงินทุกประเภทให้เป็นไปตามระเบียบของโจทก์ แล้วไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 ควบคุมการจ่ายเงินสดของจำเลยที่ 1 ให้แก่นางนัยนา ให้ถูกต้องตามระเบียบของโจทก์ว่าด้วย การรับจ่าย และเก็บรักษาเงิน พ.ศ.2550 ข้อ 26 (2) ซึ่งเป็นละเมิดต่อโจทก์และเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ แต่การกำหนดค่าเสียหายจากการที่จำเลยทั้งสองจงใจฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามระเบียบของโจทก์ว่าด้วย การรับจ่าย และเก็บรักษาเงิน พ.ศ.2550 เป็นดุลพินิจซึ่งเป็นข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่สามารถกำหนดเองได้ จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานภาค 6 ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวต่อไป อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงในสำนวนคดีนี้ได้ความว่า นางนัยนา ชำระหนี้ส่วนของตนและมูลหนี้ตามสำเนาหนังสือกู้สำหรับเงินกู้สามัญให้แก่โจทก์แล้วบางส่วน และโจทก์ฟ้องนางนัยนา เป็นคดีล้มละลายซึ่งมีมูลหนี้ตามหนังสือกู้สำหรับเงินกู้สามัญทั้งสองฉบับรวมอยู่ด้วยจนกระทั่งศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดนางนัยนา เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2561 ตามสำเนาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด คดีหมายเลขแดงที่ ล.1059/2561 ดังนั้น จึงให้นำเงินที่โจทก์ได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้ที่นางนัยนา ชำระให้แก่โจทก์บางส่วนดังกล่าวหักออกจากดอกเบี้ยและเงินต้นตามลำดับที่จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ และหากโจทก์ได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องนางนัยนา เป็นคดีล้มละลายจากกองทรัพย์สินของนางนัยนา ในคดีล้มละลายนั้นแล้วจำนวนเท่าใด ให้นำมาหักออกจากดอกเบี้ยและเงินต้น ตามลำดับ ที่จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ด้วยเช่นเดียวกัน แม้จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การและนำสืบต่อสู้ไว้ ทั้งไม่ได้กล่าวอ้างไว้ในคำแก้ฎีกา แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 57/1 วรรคสอง ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์และคำแก้ฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งสองอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่น

พิพากษากลับให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ และแก้คำพิพากษาศาลแรงงานภาค 6 เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ย โดยย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานภาค 6 ฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เพียงใด โจทก์ได้รับชำระหนี้จากนางนัยนา ในมูลหนี้ตามสำเนาหนังสือกู้สำหรับเงินกู้สามัญ และได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้ดังกล่าวจากกองทรัพย์สินของนางนัยนา ในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.1059/2561 ของศาลล้มละลายกลาง จำนวนเท่าใด แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000089.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ร.694/2563
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2564