คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2650/2565 ฉบับเต็ม

#685425
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2650/2565 นาย ส. โจทก์ นาย ว. กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1055 (3), มาตรา 1061 วรรคหนึ่ง โจทก์และจำเลยทั้งสามตกลงเข้าหุ้นส่วนกันเพื่อจัดงานแสดงดนตรี เมื่องานแสดงดนตรีดังกล่าวได้จัดขึ้นและเสร็จสิ้นลงแล้ว ห้างหุ้นส่วนสามัญจึงเลิกกันเพราะเสร็จการนั้นแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 1055 (3) เมื่อยังไม่ได้มีการชำระบัญชีของห้าง และไม่ปรากฏว่าได้มีการตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินของห้างโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน การที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินที่ลงทุนไปทั้งหมดคืนรวมถึงส่วนแบ่งกำไร แต่จำเลยทั้งสามโต้แย้งว่าการจัดงานแสดงดนตรีดังกล่าวขาดทุน กรณีจึงมีข้อโต้แย้งเรื่องผลประกอบการของห้างหุ้นส่วนซึ่งต้องจัดให้มีการชำระบัญชีก่อนเพื่อให้ทราบว่าห้างหุ้นส่วนมีผลประกอบการขาดทุนจริงหรือไม่ และมีทรัพย์สินคงเหลือเพียงใด แม้โจทก์จะไม่ได้มีคำขอให้ศาลตั้งผู้ชำระบัญชีมาด้วย แต่การบรรยายฟ้องของโจทก์ย่อมเห็นความประสงค์ของโจทก์ได้ว่าต้องการให้มีการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนด้วยแล้ว ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาให้มีการชำระบัญชีและตั้งผู้ชำระบัญชีไปเสียทีเดียวได้ โดยไม่จำต้องให้โจทก์กลับไปฟ้องเป็นคดีใหม่อีกการตั้งโจทก์หรือจำเลยทั้งสามเป็นผู้ชำระบัญชีร่วมกันย่อมเล็งเห็นได้ว่าจะเกิดปัญหาการไม่ร่วมมือกันในการชำระบัญชี เป็นอุปสรรคแก่การชำระบัญชีและไม่เกิดประโยชน์แก่ทุกฝ่าย ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนจึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 23,235,626 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 16,557,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้แต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชีห้างหุ้นส่วน กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ประมาณเดือนกันยายน 2555 โจทก์และจำเลยทั้งสามตกลงเข้าเป็นหุ้นส่วนร่วมลงทุนจัดงานแสดงดนตรี ระหว่างวันที่ 30 และ 31 ธันวาคม 2555 ที่หาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต โดยโจทก์ร่วมลงทุนเป็นเงิน 6,900,000 บาท จำเลยที่ 1 ร่วมลงทุนเป็นเงิน 46,000,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมลงทุนในจำนวนเงินที่เหลือ โจทก์ชำระเงินลงทุนให้จำเลยที่ 1 ครบถ้วนแล้ว หลังจากงานแสดงดนตรีดังกล่าวสิ้นสุดลง จำเลยที่ 1 ส่งบัญชีแสดงรายรับรายจ่ายให้แก่โจทก์โดยระบุว่ามีรายได้เป็นเงิน 14,437,046.78 บาท ขาดทุนเป็นเงิน 67,103,838.79 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ต้องฟ้องเป็นคดีใหม่ต่อศาล โจทก์ไม่อาจดำเนินคดีต่อไปได้นั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่า โจทก์และจำเลยทั้งสามตกลงเข้าหุ้นส่วนกันเพื่อจัดงานแสดงดนตรีงานแสดงดนตรีดังกล่าวถูกจัดขึ้นเมื่อวันที่ 30 และ 31 ธันวาคม 2555 ที่หาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต และได้เสร็จสิ้นลงแล้ว ห้างหุ้นส่วนสามัญจึงเลิกกันเพราะเสร็จการนั้นแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1055 (3) เมื่อห้างหุ้นส่วนสามัญเลิกกันโดยข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติเนื่องจากโจทก์ไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่ายังไม่ได้มีการชำระบัญชีของห้าง และไม่ปรากฏว่าได้มีการตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินของห้างโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน แล้วโจทก์ฟ้องเรียกเงินที่ลงทุนไปทั้งหมดคืน รวมถึงส่วนแบ่งกำไรจากการจัดงานแสดงดนตรี เมื่อจำเลยทั้งสามโต้แย้งว่า การจัดงานแสดงดนตรีดังกล่าวมีผลประกอบการขาดทุนตามสำเนางบกำไรขาดทุนสะสม กรณีจึงยังมีข้อโต้แย้งกันเรื่องผลประกอบการของห้างหุ้นส่วนว่ากำไรหรือขาดทุนและต้องคืนทุนให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด จึงต้องจัดให้มีการชำระบัญชีก่อนเพื่อให้ทราบว่าห้างหุ้นส่วนมีผลประกอบการขาดทุนจริงหรือไม่ และมีทรัพย์สินคงเหลือเพียงใด ซึ่งแม้โจทก์จะไม่ได้มีคำขอให้ศาลตั้งผู้ชำระบัญชีมาด้วยก็ตาม แต่การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าห้างหุ้นส่วนเลิกกันแล้วแต่จำเลยทั้งสามไม่คืนเงินลงทุนและแบ่งกำไรส่วนที่เป็นของโจทก์ ซึ่งจะสามารถบังคับชำระได้เมื่อมีการชำระบัญชี ย่อมเห็นความประสงค์ของโจทก์ได้ว่าต้องการให้มีการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนด้วยแล้ว ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาให้มีการชำระบัญชีและตั้งผู้ชำระบัญชีไปเสียทีเดียวได้ โดยไม่จำต้องให้โจทก์กลับไปฟ้องเป็นคดีใหม่อีก ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ต้องฟ้องเป็นคดีใหม่ต่อศาล โจทก์ไม่อาจดำเนินคดีต่อไปได้นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนการจะตั้งโจทก์หรือจำเลยทั้งสามเป็นผู้ชำระบัญชีหรือผู้ชำระบัญชีร่วมกันนั้น ย่อมเล็งเห็นได้ว่าจะเกิดปัญหาการไม่ร่วมมือกันในการชำระบัญชี เป็นอุปสรรคแก่การชำระบัญชีและไม่เกิดประโยชน์แก่ทุกฝ่าย ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนจึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ (เสถียร ศรีทองชัย-ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์-สุนทร เฟื่องวิวัฒน์) ศาลแพ่งพระโขนง - นางมาณพิกา มุลพรม อาภาศิริผล ศาลอุทธรณ์ - นายประชา งามลำยวง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พณ.203/2564 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
685425
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งพระโขนง",
        "judge": "นางมาณพิกา มุลพรม อาภาศิริผล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายประชา งามลำยวง"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081946026"
    }
}
date
2565
deka_no
2650/2565
deka_running_no
2650
deka_year
2565
department
แผนก
judges
[
    "เสถียร ศรีทองชัย",
    "ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์",
    "สุนทร เฟื่องวิวัฒน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1055 (3)",
            "ม. 1061 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย ส."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ว. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 23,235,626 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 16,557,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้แต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชีห้างหุ้นส่วน กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ประมาณเดือนกันยายน 2555 โจทก์และจำเลยทั้งสามตกลงเข้าเป็นหุ้นส่วนร่วมลงทุนจัดงานแสดงดนตรี ระหว่างวันที่ 30 และ 31 ธันวาคม 2555 ที่หาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต โดยโจทก์ร่วมลงทุนเป็นเงิน 6,900,000 บาท จำเลยที่ 1 ร่วมลงทุนเป็นเงิน 46,000,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมลงทุนในจำนวนเงินที่เหลือ โจทก์ชำระเงินลงทุนให้จำเลยที่ 1 ครบถ้วนแล้ว หลังจากงานแสดงดนตรีดังกล่าวสิ้นสุดลง จำเลยที่ 1 ส่งบัญชีแสดงรายรับรายจ่ายให้แก่โจทก์โดยระบุว่ามีรายได้เป็นเงิน 14,437,046.78 บาท ขาดทุนเป็นเงิน 67,103,838.79 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ต้องฟ้องเป็นคดีใหม่ต่อศาล โจทก์ไม่อาจดำเนินคดีต่อไปได้นั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่า โจทก์และจำเลยทั้งสามตกลงเข้าหุ้นส่วนกันเพื่อจัดงานแสดงดนตรีงานแสดงดนตรีดังกล่าวถูกจัดขึ้นเมื่อวันที่ 30 และ 31 ธันวาคม 2555 ที่หาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต และได้เสร็จสิ้นลงแล้ว ห้างหุ้นส่วนสามัญจึงเลิกกันเพราะเสร็จการนั้นแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1055 (3) เมื่อห้างหุ้นส่วนสามัญเลิกกันโดยข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติเนื่องจากโจทก์ไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่ายังไม่ได้มีการชำระบัญชีของห้าง และไม่ปรากฏว่าได้มีการตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินของห้างโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน แล้วโจทก์ฟ้องเรียกเงินที่ลงทุนไปทั้งหมดคืน รวมถึงส่วนแบ่งกำไรจากการจัดงานแสดงดนตรี เมื่อจำเลยทั้งสามโต้แย้งว่า การจัดงานแสดงดนตรีดังกล่าวมีผลประกอบการขาดทุนตามสำเนางบกำไรขาดทุนสะสม กรณีจึงยังมีข้อโต้แย้งกันเรื่องผลประกอบการของห้างหุ้นส่วนว่ากำไรหรือขาดทุนและต้องคืนทุนให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด จึงต้องจัดให้มีการชำระบัญชีก่อนเพื่อให้ทราบว่าห้างหุ้นส่วนมีผลประกอบการขาดทุนจริงหรือไม่ และมีทรัพย์สินคงเหลือเพียงใด ซึ่งแม้โจทก์จะไม่ได้มีคำขอให้ศาลตั้งผู้ชำระบัญชีมาด้วยก็ตาม แต่การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าห้างหุ้นส่วนเลิกกันแล้วแต่จำเลยทั้งสามไม่คืนเงินลงทุนและแบ่งกำไรส่วนที่เป็นของโจทก์ ซึ่งจะสามารถบังคับชำระได้เมื่อมีการชำระบัญชี ย่อมเห็นความประสงค์ของโจทก์ได้ว่าต้องการให้มีการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนด้วยแล้ว ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาให้มีการชำระบัญชีและตั้งผู้ชำระบัญชีไปเสียทีเดียวได้ โดยไม่จำต้องให้โจทก์กลับไปฟ้องเป็นคดีใหม่อีก ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ต้องฟ้องเป็นคดีใหม่ต่อศาล โจทก์ไม่อาจดำเนินคดีต่อไปได้นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนการจะตั้งโจทก์หรือจำเลยทั้งสามเป็นผู้ชำระบัญชีหรือผู้ชำระบัญชีร่วมกันนั้น ย่อมเล็งเห็นได้ว่าจะเกิดปัญหาการไม่ร่วมมือกันในการชำระบัญชี เป็นอุปสรรคแก่การชำระบัญชีและไม่เกิดประโยชน์แก่ทุกฝ่าย ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนจึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000067.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พณ.203/2564
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2565