คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3332/2565 ฉบับเต็ม

#686081
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3332/2565 พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์ โจทก์ นาย น. กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 15 ป.วิ.พ. มาตรา 144 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงในเรื่องไม้พะยูงของกลาง จำเลยที่ 1 เคยยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ผู้พิพากษาที่จำเลยที่ 1 ร้องขอไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และศาลฎีกามีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนเพื่อพิสูจน์ว่าไม้พะยูงของกลางเป็นไม้ที่ขึ้นในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองโดยเจตนาที่จะให้มีการรับฟังข้อเท็จจริงใหม่ว่า ไม้พะยูงของกลางเป็นไม้ที่ขึ้นในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองของผู้อื่น ทำนองเดียวกับการขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ถือได้ว่าเป็นการยื่นคำร้องในประเด็นเดียวกันกับที่ศาลได้วินิจฉัยไปแล้ว ย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำร้องของจำเลยที่ 1 มา เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 5, 6, 7, 48, 69, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบไม้พะยูงและรถของกลาง กับจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (1), 73 วรรคสอง (1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีไม้พะยูงแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันมีไม้พะยูงอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย จำคุก 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละหนึ่งในสี่ ฐานร่วมกันมีไม้พะยูงแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต คงจำคุก 9 เดือน ฐานร่วมกันมีไม้พะยูงอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย คงจำคุก 9 เดือน รวมจำคุก 18 เดือน ริบไม้พะยูงแปรรูปและไม้พะยูงอันยังมิได้แปรรูปกับรถเก๋ง ยี่ห้อฮอนด้า และรถกระบะ ยี่ห้ออีซูซุของกลาง ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และยกคำขอให้ริบรถกระบะ ยี่ห้อโตโยต้า ของกลาง และให้คืนแก่เจ้าของ ส่วนที่โจทก์มีคำขอให้จ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมายนั้น เนื่องจากศาลชั้นต้นมิได้ลงโทษปรับแก่จำเลยที่ 1 คำขอส่วนนี้จึงให้ยก โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 เฉพาะแต่ในปัญหาข้อกฎหมาย ส่วนปัญหาข้อเท็จจริงมีคำสั่งไม่รับ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต่อศาลฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงของจำเลยที่ 1 ชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายว่า ไม้พะยูงของกลางเป็นไม้ที่ขึ้นในป่า ทั้งไม่ปรากฏหลักฐานใดที่แสดงให้เห็นว่าเป็นไม้ที่ขึ้นในป่าแนบมาท้ายฟ้องจึงเป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิดไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) นั้น เห็นว่า คดีนี้เหตุเกิดเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2561 ซึ่งประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 106/2557 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ มีผลใช้บังคับแล้ว โดยในข้อ 1. ของประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับดังกล่าวกำหนดให้ไม้พะยูงไม่ว่าจะขึ้นอยู่ที่ใดในราชอาณาจักรเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ดังนั้น โจทก์จึงหาจำต้องบรรยายฟ้องว่าไม้พะยูงของกลางเป็นไม้ที่ขึ้นในป่า และไม่ต้องแสดงหลักฐานใดที่แสดงให้เห็นว่าเป็นไม้ที่ขึ้น ในป่าแนบมาท้ายฟ้อง เมื่อโจทก์ได้กล่าวถึงประกาศดังกล่าวไว้ในคำฟ้องข้อ 1. ว่า เนื่องด้วยได้มีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 106/2557 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ ประกาศ ณ วันที่ 21 กรกฎาคม 2557 ข้อ 1. กำหนดให้ไม้พะยูงไม่ว่าจะขึ้นอยู่ที่ใดในราชอาณาจักรเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. และบรรยายถึงการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองไว้ในคำฟ้องข้อ 2. ว่า เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2561 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยทั้งสองกับนายธีรภัทร จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 3842/2561 ของศาลชั้นต้น ร่วมกันมีไม้พะยูงแปรรูป 39 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตร 0.728 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ไว้ในครอบครองภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ และร่วมกันมีไม้พะยูงอันยังมิได้แปรรูป 15 ท่อน ปริมาตร 0.167 ลูกบาศก์เมตรไว้ในครอบครอง โดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย และพิสูจน์ไม่ได้ว่าได้ไม้นั้นมาโดยชอบด้วยกฎหมายจึงเป็นการบรรยายฟ้องในความผิดฐานร่วมกันมีไม้พะยูงแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานร่วมกันมีไม้พะยูงอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขายอันครบองค์ประกอบความผิดตามฟ้องแล้ว ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2564 ขอให้ศาลไต่สวนเพื่อพิสูจน์ว่าไม้พะยูงของกลางเป็นไม้ที่ขึ้นในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองของชาวบ้านในอำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงในเรื่องที่มาของไม้พะยูงของกลาง จำเลยที่ 1 เคยยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ผู้พิพากษาที่จำเลยที่ 1 ร้องขอไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และศาลฎีกามีคำสั่งให้ยกคำร้องขออุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องดังกล่าวนี้อีกโดยเจตนา ที่จะให้มีการรับฟังข้อเท็จจริงใหม่ว่า ไม้พะยูงของกลางเป็นไม้ที่ขึ้นในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองของผู้อื่น ทำนองเดียวกับการขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงถือได้ว่าเป็นการยื่นคำร้องในประเด็นเดียวกันกับที่ศาลได้วินิจฉัยไปแล้ว ย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำร้อง ของจำเลยที่ 1 มา จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายืน (พิชัย เพ็งผ่อง-ชัยเจริญ ดุษฎีพร-อรุณ เรืองเพชร) ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ - นายนราธิป ใจน้อย ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายทิวิบูลย์ ปราการพิลาศ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา สว.(อ)72/2565 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
686081
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์",
        "judge": "นายนราธิป ใจน้อย"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายทิวิบูลย์ ปราการพิลาศ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081945642"
    }
}
date
2565
deka_no
3332/2565
deka_running_no
3332
deka_year
2565
department
แผนก
judges
[
    "พิชัย เพ็งผ่อง",
    "ชัยเจริญ ดุษฎีพร",
    "อรุณ เรืองเพชร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 15"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 144 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย น. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 5, 6, 7, 48, 69, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบไม้พะยูงและรถของกลาง กับจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (1), 73 วรรคสอง (1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีไม้พะยูงแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันมีไม้พะยูงอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย จำคุก 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละหนึ่งในสี่ ฐานร่วมกันมีไม้พะยูงแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต คงจำคุก 9 เดือน ฐานร่วมกันมีไม้พะยูงอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย คงจำคุก 9 เดือน รวมจำคุก 18 เดือน ริบไม้พะยูงแปรรูปและไม้พะยูงอันยังมิได้แปรรูปกับรถเก๋ง ยี่ห้อฮอนด้า และรถกระบะ ยี่ห้ออีซูซุของกลาง ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และยกคำขอให้ริบรถกระบะ ยี่ห้อโตโยต้า ของกลาง และให้คืนแก่เจ้าของ ส่วนที่โจทก์มีคำขอให้จ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมายนั้น เนื่องจากศาลชั้นต้นมิได้ลงโทษปรับแก่จำเลยที่ 1 คำขอส่วนนี้จึงให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 เฉพาะแต่ในปัญหาข้อกฎหมาย ส่วนปัญหาข้อเท็จจริงมีคำสั่งไม่รับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกามีคำสั่งว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงของจำเลยที่ 1 ชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายว่า ไม้พะยูงของกลางเป็นไม้ที่ขึ้นในป่า ทั้งไม่ปรากฏหลักฐานใดที่แสดงให้เห็นว่าเป็นไม้ที่ขึ้นในป่าแนบมาท้ายฟ้องจึงเป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิดไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) นั้น เห็นว่า คดีนี้เหตุเกิดเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2561 ซึ่งประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 106/2557 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ มีผลใช้บังคับแล้ว โดยในข้อ 1. ของประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับดังกล่าวกำหนดให้ไม้พะยูงไม่ว่าจะขึ้นอยู่ที่ใดในราชอาณาจักรเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ดังนั้น โจทก์จึงหาจำต้องบรรยายฟ้องว่าไม้พะยูงของกลางเป็นไม้ที่ขึ้นในป่า และไม่ต้องแสดงหลักฐานใดที่แสดงให้เห็นว่าเป็นไม้ที่ขึ้น ในป่าแนบมาท้ายฟ้อง เมื่อโจทก์ได้กล่าวถึงประกาศดังกล่าวไว้ในคำฟ้องข้อ 1. ว่า เนื่องด้วยได้มีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 106/2557 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ ประกาศ ณ วันที่ 21 กรกฎาคม 2557 ข้อ 1. กำหนดให้ไม้พะยูงไม่ว่าจะขึ้นอยู่ที่ใดในราชอาณาจักรเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. และบรรยายถึงการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองไว้ในคำฟ้องข้อ 2. ว่า เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2561 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยทั้งสองกับนายธีรภัทร จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 3842/2561 ของศาลชั้นต้น ร่วมกันมีไม้พะยูงแปรรูป 39 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตร 0.728 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ไว้ในครอบครองภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ และร่วมกันมีไม้พะยูงอันยังมิได้แปรรูป 15 ท่อน ปริมาตร 0.167 ลูกบาศก์เมตรไว้ในครอบครอง โดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย และพิสูจน์ไม่ได้ว่าได้ไม้นั้นมาโดยชอบด้วยกฎหมายจึงเป็นการบรรยายฟ้องในความผิดฐานร่วมกันมีไม้พะยูงแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานร่วมกันมีไม้พะยูงอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขายอันครบองค์ประกอบความผิดตามฟ้องแล้ว ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2564 ขอให้ศาลไต่สวนเพื่อพิสูจน์ว่าไม้พะยูงของกลางเป็นไม้ที่ขึ้นในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองของชาวบ้านในอำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงในเรื่องที่มาของไม้พะยูงของกลาง จำเลยที่ 1 เคยยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ผู้พิพากษาที่จำเลยที่ 1 ร้องขอไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และศาลฎีกามีคำสั่งให้ยกคำร้องขออุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องดังกล่าวนี้อีกโดยเจตนา ที่จะให้มีการรับฟังข้อเท็จจริงใหม่ว่า ไม้พะยูงของกลางเป็นไม้ที่ขึ้นในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองของผู้อื่น ทำนองเดียวกับการขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงถือได้ว่าเป็นการยื่นคำร้องในประเด็นเดียวกันกับที่ศาลได้วินิจฉัยไปแล้ว ย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำร้อง ของจำเลยที่ 1 มา จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000064.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
สว.(อ)72/2565
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2565