คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2980/2565 ฉบับเต็ม

#686083
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2980/2565 บริษัท ป. โจทก์ บริษัท ท. กับพวก จำเลย พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ค่าสินค้าต่อโจทก์และไม่ชำระหนี้ให้ ต่อมาตกลงผ่อนชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นในวันที่ 28 กันยายน 2561 แต่จำเลยที่ 1 มิได้ชำระหนี้ตามข้อตกลงดังกล่าว เมื่อโจทก์ทวงถาม จำเลยทั้งสองร่วมกันออกเช็คให้ โดยจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นเช็คที่รวมทั้งหนี้ค่าสินค้าที่ค้างและดอกเบี้ยด้วย ซึ่งเท่ากับมีเจตนาจะชำระหนี้ให้โจทก์ด้วยเช็คดังกล่าวนั้นเอง แต่ต่อมากลับให้โจทก์นำเช็คดังกล่าวกลับไปคืน แล้วออกเช็คพิพาทให้แทน โดยทำบันทึกขึ้นเองฝ่ายเดียวว่าเป็นเช็คค้ำประกันหนี้ ไม่มีข้อตกลงกำหนดเวลาที่โจทก์จะได้รับชำระหนี้ไว้เลย ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่โจทก์จะตกลงด้วยเช่นนั้น เมื่อเช็คเดิมออกให้เพื่อชำระหนี้ แล้วมาออกเช็คพิพาทให้แทน ก็ต้องถือว่าเช็คพิพาทเป็นเช็คที่ออกให้เพื่อชำระหนี้เช่นเดียวกัน เมื่อเช็คพิพาทเป็นเช็คที่ออกให้เพื่อชำระหนี้ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริง และบังคับได้ตามกฎหมาย และธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คแล้ว จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายจึงมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) (3) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 15,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 เดือน ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 10,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยทั้งสองร่วมกันสั่งจ่ายเช็คธนาคาร ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2562 จำนวน 828,580.65 บาท ให้แก่โจทก์ เมื่อเช็คถึงกำหนดชำระเงินโจทก์นำไปเรียกเก็บเงินตามระเบียบและวิธีการของธนาคาร ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินในวันที่ที่ลงในเช็คโดยให้เหตุผลว่า เงินในบัญชีไม่พอจ่าย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์มีนายภูวิศ กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อปี 2560 ถึง 2562 จำเลยที่ 1 ซื้อเหล็กจากโจทก์หลายรายการเป็นเงิน 739,144.23 บาท โจทก์ส่งสินค้าแก่จำเลยที่ 1 ครบถ้วนแล้ว โดยจำเลยทั้งสองสั่งจ่ายเช็คชำระค่าสินค้า ต่อมาเช็คที่ชำระค่าสินดังกล่าว ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ติดต่อทวงถามให้ชำระหนี้ จำเลยทั้งสองขอผ่อนชำระหนี้เป็นงวด ๆ แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามที่ขอผ่อนผัน โจทก์ติดตามทวงถาม จนจำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาทชำระหนี้ดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย โดยเป็นยอดรวมค่าสินค้าและดอกเบี้ยตรงกับบัญชีค้างชำระ เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ค่าสินค้าโจทก์เป็นเงิน 739,144.23 บาท และค่าดอกเบี้ย 89,436.42 บาท โดยจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์ แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยทั้งสองจึงสั่งจ่ายเช็คชำระหนี้แทนเช็ค ต่อมาจำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์นำเช็คมาเปลี่ยนเป็นเช็คพิพาทและในวันรับเช็คจำเลยทั้งสองทำใบรับเงิน ระบุว่า จำเลยที่ 1 ออกเช็คไว้เพื่อเป็นการค้ำประกัน โดยพนักงานส่งเอกสารของโจทก์เป็นผู้ลงลายมือชื่อในใบรับเงิน แต่พนักงานส่งเอกสารมิใช่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการใด ๆ แทนบริษัทโจทก์ การลงลายมือชื่อดังกล่าวจึงมิใช่การที่โจทก์ตกลงให้เช็คพิพาทเป็นเช็คค้ำประกันด้วย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้ค่าสินค้าต่อโจทก์จริงและไม่ชำระหนี้ให้ จนในที่สุดต้องตกลงผ่อนชำระหนี้ต่อกัน โดยตกลงจะชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นในวันที่ 28 กันยายน 2561 แต่จำเลยที่ 1 ก็มิได้ชำระหนี้ตามข้อตกลงดังกล่าว เมื่อโจทก์ทวงถาม จำเลยทั้งสองก็ร่วมกันออกเช็คให้ โดยจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นเช็คที่รวมทั้งหนี้ค่าสินค้าที่ค้างและดอกเบี้ยด้วย ซึ่งเท่ากับมีเจตนาจะชำระหนี้ให้โจทก์ด้วยเช็คดังกล่าวนั้นเอง แต่ต่อมากลับให้โจทก์นำเช็คดังกล่าวกลับไปคืน แล้วออกเช็คพิพาทให้แทน โดยทำบันทึกขึ้นเองฝ่ายเดียวว่าเป็นเช็คค้ำประกันหนี้ ไม่มีข้อตกลงกำหนดเวลาที่โจทก์จะได้รับชำระหนี้ไว้เลย ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่โจทก์จะตกลงด้วยเช่นนั้น เมื่อเช็คออกให้เพื่อชำระหนี้ แล้วมาออกเช็คพิพาทให้แทน ก็ต้องถือว่าเช็คเป็นเช็คที่ออกให้เพื่อชำระหนี้เช่นเดียวกัน เมื่อเช็คพิพาทเป็นเช็คที่ออกให้เพื่อชำระหนี้ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริง และบังคับได้ตามกฎหมาย และธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คแล้ว จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายจึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น (พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง-ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์-เอกวิทย์ วัชชวัลคุ) ศาลแขวงธนบุรี - นางศิริพร โสรัจจ์ ละการชั่ว ศาลอุทธรณ์ - นายนิรันดร์ อนรรฆมณีกุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1094/2565 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
686083
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงธนบุรี",
        "judge": "นางศิริพร โสรัจจ์ ละการชั่ว"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายนิรันดร์ อนรรฆมณีกุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081945776"
    }
}
date
2565
deka_no
2980/2565
deka_running_no
2980
deka_year
2565
department
แผนก
judges
[
    "พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง",
    "ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์",
    "เอกวิทย์ วัชชวัลคุ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534",
        "sections": [
            "ม. 4"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัท ป."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัท ท. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) (3) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 15,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 เดือน ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 10,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยทั้งสองร่วมกันสั่งจ่ายเช็คธนาคาร ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2562 จำนวน 828,580.65 บาท ให้แก่โจทก์ เมื่อเช็คถึงกำหนดชำระเงินโจทก์นำไปเรียกเก็บเงินตามระเบียบและวิธีการของธนาคาร ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินในวันที่ที่ลงในเช็คโดยให้เหตุผลว่า เงินในบัญชีไม่พอจ่าย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์มีนายภูวิศ กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อปี 2560 ถึง 2562 จำเลยที่ 1 ซื้อเหล็กจากโจทก์หลายรายการเป็นเงิน 739,144.23 บาท โจทก์ส่งสินค้าแก่จำเลยที่ 1 ครบถ้วนแล้ว โดยจำเลยทั้งสองสั่งจ่ายเช็คชำระค่าสินค้า ต่อมาเช็คที่ชำระค่าสินดังกล่าว ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ติดต่อทวงถามให้ชำระหนี้ จำเลยทั้งสองขอผ่อนชำระหนี้เป็นงวด ๆ แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามที่ขอผ่อนผัน โจทก์ติดตามทวงถาม จนจำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาทชำระหนี้ดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย โดยเป็นยอดรวมค่าสินค้าและดอกเบี้ยตรงกับบัญชีค้างชำระ เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ค่าสินค้าโจทก์เป็นเงิน 739,144.23 บาท และค่าดอกเบี้ย 89,436.42 บาท โดยจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์ แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยทั้งสองจึงสั่งจ่ายเช็คชำระหนี้แทนเช็ค ต่อมาจำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์นำเช็คมาเปลี่ยนเป็นเช็คพิพาทและในวันรับเช็คจำเลยทั้งสองทำใบรับเงิน ระบุว่า จำเลยที่ 1 ออกเช็คไว้เพื่อเป็นการค้ำประกัน โดยพนักงานส่งเอกสารของโจทก์เป็นผู้ลงลายมือชื่อในใบรับเงิน แต่พนักงานส่งเอกสารมิใช่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการใด ๆ แทนบริษัทโจทก์ การลงลายมือชื่อดังกล่าวจึงมิใช่การที่โจทก์ตกลงให้เช็คพิพาทเป็นเช็คค้ำประกันด้วย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้ค่าสินค้าต่อโจทก์จริงและไม่ชำระหนี้ให้ จนในที่สุดต้องตกลงผ่อนชำระหนี้ต่อกัน โดยตกลงจะชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นในวันที่ 28 กันยายน 2561 แต่จำเลยที่ 1 ก็มิได้ชำระหนี้ตามข้อตกลงดังกล่าว เมื่อโจทก์ทวงถาม จำเลยทั้งสองก็ร่วมกันออกเช็คให้ โดยจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นเช็คที่รวมทั้งหนี้ค่าสินค้าที่ค้างและดอกเบี้ยด้วย ซึ่งเท่ากับมีเจตนาจะชำระหนี้ให้โจทก์ด้วยเช็คดังกล่าวนั้นเอง แต่ต่อมากลับให้โจทก์นำเช็คดังกล่าวกลับไปคืน แล้วออกเช็คพิพาทให้แทน โดยทำบันทึกขึ้นเองฝ่ายเดียวว่าเป็นเช็คค้ำประกันหนี้ ไม่มีข้อตกลงกำหนดเวลาที่โจทก์จะได้รับชำระหนี้ไว้เลย ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่โจทก์จะตกลงด้วยเช่นนั้น เมื่อเช็คออกให้เพื่อชำระหนี้ แล้วมาออกเช็คพิพาทให้แทน ก็ต้องถือว่าเช็คเป็นเช็คที่ออกให้เพื่อชำระหนี้เช่นเดียวกัน เมื่อเช็คพิพาทเป็นเช็คที่ออกให้เพื่อชำระหนี้ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริง และบังคับได้ตามกฎหมาย และธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คแล้ว จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายจึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000065.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1094/2565
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2565