คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 829/2565 ฉบับเต็ม

#686179
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 829/2565 พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา โจทก์ นาย อ. จำเลย ป.อ. มาตรา 32 แม้จำเลยจะได้รับใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนส่วนบุคคล (แบบ ป.3) โดยถูกต้อง แต่จำเลยไม่ดำเนินการเพื่อออกใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (แบบ ป.4) ภายในอายุใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนส่วนบุคคล (แบบ ป.3) เช่นนี้ ถือได้ว่า ขณะจำเลยกระทำความผิดคดีนี้ อาวุธปืนของกลางจึงเป็นอาวุธปืนที่ไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย หรืออีกนัยหนึ่งว่าเป็นอาวุธปืนที่ไม่มีเครื่องหมายทางทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ อันเป็นทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่า ผู้ใดมีไว้เป็นความผิด ต้องริบเสียทั้งสิ้น ตาม ป.อ. มาตรา 32 ด้วยเหตุนี้ จำเลยจะอ้างเหตุว่าภายหลังเกิดเหตุจำเลยได้จดทะเบียนให้มีและใช้อาวุธปืนของกลางถูกต้องเรียบร้อยแล้ว มาเป็นข้อแก้ตัวเพื่อมิให้ริบอาวุธปืนของกลางไม่ได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 ริบของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน ริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 อนุญาตให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่า กรณีมีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ในชั้นฎีกาจำเลยอ้างว่า จำเลยเคยเป็นอาสาสมัครทหารพราน สังกัดกรมทหารพรานที่ 45 จำเลยซื้ออาวุธปืนของกลางจากโครงการสวัสดิการข้าราชการ ซึ่งโจทก์มิได้ยื่นคำแก้ฎีกาให้เห็นเป็นอย่างอื่น ในชั้นนี้จึงฟังได้ว่าที่จำเลยมีอาวุธปืนของกลางไว้ในครอบครองนั้น คงเนื่องมาจากจำเลยได้ซื้อจากโครงการสวัสดิการข้าราชการจริง ไม่ปรากฏว่าจำเลยจะใช้อาวุธปืนของกลางก่ออาชญากรรมใด จำเลยเองก็ให้การรับสารภาพ อันแสดงว่าจำเลยยังรู้สำนึกในความผิดของตน พฤติการณ์แห่งคดียังไม่ร้ายแรงนัก ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ยังอยู่ในวิสัยที่จะแก้ไขฟื้นฟูให้กลับตัวเป็นพลเมืองดีได้ ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องด้วยกับศาลล่างทั้งสองที่ไม่รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำและไม่หวนกลับไปกระทำความผิดอีก จึงให้ลงโทษปรับอีกสถานหนึ่งและคุมความประพฤติของจำเลยไว้ด้วย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมามีว่า กรณีมีเหตุไม่ริบอาวุธปืนของกลางหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะได้รับใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนส่วนบุคคล (แบบ ป.3) ซึ่งมีอายุ 6 เดือน นับแต่วันออกใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 23 (2) แล้ว แต่จำเลยไม่ดำเนินการเพื่อออกใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (แบบ ป.4) ภายในอายุใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนส่วนบุคคล (แบบ ป.3) เช่นนี้ ถือได้ว่าขณะจำเลยกระทำความผิดคดีนี้ อาวุธปืนของกลางจึงเป็นอาวุธปืนที่ไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย หรืออีกนัยหนึ่งว่าเป็นอาวุธปืนที่ไม่มีเครื่องหมายทางทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ อันเป็นทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าผู้ใดมีไว้เป็นความผิด ต้องริบเสียตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ด้วยเหตุนี้จำเลยจะอ้างเหตุว่า ภายหลังเกิดเหตุได้มีการจดทะเบียนให้มีและใช้อาวุธปืนของกลางถูกต้องเรียบร้อยแล้วมาเป็นข้อแก้ตัวเพื่อมิให้ริบอาวุธปืนของกลางไม่ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองให้ริบอาวุธปืนของกลางมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ 15,000 บาท ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้ใบรับอนุญาต ปรับ 5,000 บาท รวมปรับ 20,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 6 ครั้ง ภายในกำหนดระยะเวลา 2 ปี ให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 (เสถียร ศรีทองชัย-สุนทร เฟื่องวิวัฒน์-สถาพร ดาโรจน์) ศาลจังหวัดสงขลา - นางสาวณัฐนิกา แจ่มจันทร์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายสุระ อนันต์สุขเสรี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2871/2564 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
686179
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสงขลา",
        "judge": "นางสาวณัฐนิกา แจ่มจันทร์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 9",
        "judge": "นายสุระ อนันต์สุขเสรี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081946960"
    }
}
date
2565
deka_no
829/2565
deka_running_no
829
deka_year
2565
department
แผนก
judges
[
    "เสถียร ศรีทองชัย",
    "สุนทร เฟื่องวิวัฒน์",
    "สถาพร ดาโรจน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 32"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย อ."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 อนุญาตให้ฎีกาในข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่า กรณีมีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ในชั้นฎีกาจำเลยอ้างว่า จำเลยเคยเป็นอาสาสมัครทหารพราน สังกัดกรมทหารพรานที่ 45 จำเลยซื้ออาวุธปืนของกลางจากโครงการสวัสดิการข้าราชการ ซึ่งโจทก์มิได้ยื่นคำแก้ฎีกาให้เห็นเป็นอย่างอื่น ในชั้นนี้จึงฟังได้ว่าที่จำเลยมีอาวุธปืนของกลางไว้ในครอบครองนั้น คงเนื่องมาจากจำเลยได้ซื้อจากโครงการสวัสดิการข้าราชการจริง ไม่ปรากฏว่าจำเลยจะใช้อาวุธปืนของกลางก่ออาชญากรรมใด จำเลยเองก็ให้การรับสารภาพ อันแสดงว่าจำเลยยังรู้สำนึกในความผิดของตน พฤติการณ์แห่งคดียังไม่ร้ายแรงนัก ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ยังอยู่ในวิสัยที่จะแก้ไขฟื้นฟูให้กลับตัวเป็นพลเมืองดีได้ ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องด้วยกับศาลล่างทั้งสองที่ไม่รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำและไม่หวนกลับไปกระทำความผิดอีก จึงให้ลงโทษปรับอีกสถานหนึ่งและคุมความประพฤติของจำเลยไว้ด้วย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมามีว่า กรณีมีเหตุไม่ริบอาวุธปืนของกลางหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะได้รับใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนส่วนบุคคล (แบบ ป.3) ซึ่งมีอายุ 6 เดือน นับแต่วันออกใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 23 (2) แล้ว แต่จำเลยไม่ดำเนินการเพื่อออกใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (แบบ ป.4) ภายในอายุใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนส่วนบุคคล (แบบ ป.3) เช่นนี้ ถือได้ว่าขณะจำเลยกระทำความผิดคดีนี้ อาวุธปืนของกลางจึงเป็นอาวุธปืนที่ไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย หรืออีกนัยหนึ่งว่าเป็นอาวุธปืนที่ไม่มีเครื่องหมายทางทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ อันเป็นทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าผู้ใดมีไว้เป็นความผิด ต้องริบเสียตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ด้วยเหตุนี้จำเลยจะอ้างเหตุว่า ภายหลังเกิดเหตุได้มีการจดทะเบียนให้มีและใช้อาวุธปืนของกลางถูกต้องเรียบร้อยแล้วมาเป็นข้อแก้ตัวเพื่อมิให้ริบอาวุธปืนของกลางไม่ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองให้ริบอาวุธปืนของกลางมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ 15,000 บาท ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้ใบรับอนุญาต ปรับ 5,000 บาท รวมปรับ 20,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 6 ครั้ง ภายในกำหนดระยะเวลา 2 ปี ให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000074.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2871/2564
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2565