คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2884/2564 ฉบับเต็ม

#686973
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2884/2564 นิติบุคคลอาคารชุด ป. โจทก์ นาย ส. จำเลย พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18, มาตรา 29, มาตรา 41 ธนาคาร อ. เป็นโจทก์ฟ้องจำเลย ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ ต่อมาธนาคาร อ. ขอให้ยึดห้องชุดพิพาท บริษัท บ. เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนธนาคาร อ. โดยขออนุญาตเข้าซื้อห้องชุดพิพาทในนามของตนเอง และแถลงขอให้หักค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่จำเลยค้างชำระ ซึ่งตามประกาศขายทอดตลาดมีการระบุยอดค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระไว้ด้วย มีคำเตือนผู้ซื้อได้จะต้องตรวจสอบภาระหนี้สินก่อน และผู้ซื้อต้องเป็นผู้ชำระหนี้สินค้างชำระต่อนิติบุคคลอาคารชุดก่อนจึงจะโอนกรรมสิทธิ์ได้ตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 18, 29 และมาตรา 41 ซึ่งถือว่าเงื่อนไขดังกล่าวเป็นข้อมูลสำคัญที่ผู้เข้าประมูลซื้อห้องชุดจะต้องตรวจสอบและนำมาประกอบการตัดสินใจเข้าสู้ราคาในการขายทอดตลาด ต่อมาบริษัท บ. ผู้สวมสิทธิแทนธนาคาร อ. เป็นผู้ประมูลซื้อได้ เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดทำรายงานแสดงรายการรับจ่ายครั้งที่ 1 การที่บริษัท บ. เข้าร่วมประมูลซื้อทรัพย์เท่ากับตกลงยอมรับข้อกำหนดเงื่อนไขในประกาศขายทอดตลาดดังกล่าว เมื่อจำเลยมีหนี้ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางค้างชำระแก่โจทก์ บริษัท บ. ย่อมรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของร่วมเดิม และมีหน้าที่ที่จะต้องรับภาระหนี้ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเกี่ยวกับหนี้ค่าส่วนกลางจากจำเลยอีก ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 213,777.43 บาท พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 93,311.07 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 213,777.43 บาท พร้อมเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 93,311.07 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 ) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก (ที่ถูก ไม่ต้องระบุ) จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 4,000 บาท จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ได้ความจากพยานจำเลยปากนายวสรรณ์เจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งเป็นพยานคนกลางเบิกความว่า ในคดีหมายเลขแดงที่ ธ.942/2541 ของศาลแพ่ง คดีระหว่าง ธนาคาร อ. โจทก์ และนาย ส. จำเลยในคดีนี้ ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2542 โจทก์ขอให้ยึดห้องชุดพิพาท ต่อมาบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนธนาคาร อ. โดยขออนุญาตเข้าซื้อห้องชุดพิพาทในนามของตนเอง และแถลงขอให้หักค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่จำเลยค้างชำระซึ่งยอดหนี้ ณ เดือนเมษายน 2542 เป็นเงิน 44,737.26 บาท ซึ่งมีการประกาศขายทอดตลาดห้องชุดพิพาทที่ระบุยอดค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระไว้ด้วย มีคำเตือนผู้ซื้อได้จะต้องตรวจสอบภาระหนี้สินก่อน และผู้ซื้อต้องเป็นผู้ชำระหนี้สินค้างชำระต่อนิติบุคคลอาคารชุดก่อนจึงจะโอนกรรมสิทธิ์ได้ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 18, 29 และมาตรา 41 ซึ่งถือว่าเงื่อนไขดังกล่าวเป็นข้อมูลสำคัญที่ผู้เข้าประมูลซื้อห้องชุดจะต้องตรวจสอบและนำมาประกอบการตัดสินใจเข้าสู้ราคาในการขายทอดตลาด ต่อมาวันที่ 19 กรกฎาคม 2549 บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. ผู้สวมสิทธิแทนโจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อได้ เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดทำรายงานแสดงรายการรับ-จ่ายครั้งที่ 1 จากคำเบิกความของพยานจำเลยดังกล่าวย่อมเป็นการแสดงว่าเมื่อมีการขายทอดตลาดผู้ซื้อหรือผู้เสนอราคารวมถึงผู้เข้าร่วมประมูลซื้อต้องเข้าใจและตรวจสอบข้อมูลให้แน่ชัดว่ามีการค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางหรือไม่อย่างไร เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเข้าร่วมประมูลซื้อในการขายทอดตลาดดังกล่าว โดยนำมาเป็นข้อมูลในการเสนอราคา ดังนี้ การเสนอราคามากน้อยก็ต้องขึ้นอยู่กับภาระว่ามีหนี้ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางที่ยังคงค้างชำระอยู่เป็นจำนวนเท่าใด อันจะเป็นส่วนประกอบสำคัญที่จะเสนอราคาที่เหมาะสมเพื่อซื้อทรัพย์นั้น และเมื่อมีการขายทอดตลาดได้แล้ว เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดก็จะนำไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ของเจ้าของทรัพย์ที่ขายทอดตลาดนั้น เมื่อปรากฏว่าตามประกาศขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดให้ผู้ซื้อทรัพย์ต้องเป็นผู้ชำระหนี้สินค้างชำระต่อนิติบุคคลอาคารชุด การที่บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. เข้าร่วมประมูลซื้อทรัพย์เท่ากับตกลงยอมรับข้อกำหนดเงื่อนไขในประกาศขายทอดตลาดดังกล่าว เมื่อจำเลยมีหนี้ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางค้างชำระแก่โจทก์ บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. ผู้ประมูลซื้อห้องชุดดังกล่าวย่อมรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของร่วมเดิม บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. จำกัด จึงมีหน้าที่ที่จะต้องรับภาระหนี้ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเกี่ยวกับหนี้ค่าส่วนกลางตามที่โจทก์ฟ้องเรียกเอาจากจำเลยอีก ซึ่งปัญหาว่าฟ้องโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่นั้น แม้จำเลยมิได้ยกเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การ แต่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยย่อมยกปัญหานี้ขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ที่โจทก์แก้ฎีกาว่า ณ วันที่ที่โจทก์ฟ้องจำเลยยังมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์นั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่ามีการขายทอดตลาดห้องชุดพิพาทให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. โดยมีการชำระเงินครบถ้วนตามสัญญาซื้อขายแล้วกรรมสิทธิ์ย่อมตกแก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. นับแต่วันที่ขายและได้ชำระค่าซื้อครบถ้วนแล้ว ส่วนที่บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. ยังไม่ได้ดำเนินการเปลี่ยนชื่อในหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดก็ไม่ทำให้จำเลยยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดแต่อย่างใด และเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยแล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยข้ออื่นตามที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาอีก เนื่องจากไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ (รังสรรค์ กุลาเลิศ-แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์-สมเกียรติ ตั้งสกุล) ศาลแพ่งตลิ่งชัน - นางสาวสุทัสสา แก้วจรวย ศาลอุทธรณ์ - นายกีรติ วรพุทธพงศ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ผบ.(พ)361/2563 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
686973
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งตลิ่งชัน",
        "judge": "นางสาวสุทัสสา แก้วจรวย"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายกีรติ วรพุทธพงศ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081948750"
    }
}
date
2564
deka_no
2884/2564
deka_running_no
2884
deka_year
2564
department
แผนก
judges
[
    "รังสรรค์ กุลาเลิศ",
    "แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์",
    "สมเกียรติ ตั้งสกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 18",
            "ม. 29",
            "ม. 41"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นิติบุคคลอาคารชุด ป."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ส."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 213,777.43 บาท พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 93,311.07 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 213,777.43 บาท พร้อมเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 93,311.07 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 ) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก (ที่ถูก ไม่ต้องระบุ)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 4,000 บาท

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ได้ความจากพยานจำเลยปากนายวสรรณ์เจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งเป็นพยานคนกลางเบิกความว่า ในคดีหมายเลขแดงที่ ธ.942/2541 ของศาลแพ่ง คดีระหว่าง ธนาคาร อ. โจทก์ และนาย ส. จำเลยในคดีนี้ ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2542 โจทก์ขอให้ยึดห้องชุดพิพาท ต่อมาบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนธนาคาร อ. โดยขออนุญาตเข้าซื้อห้องชุดพิพาทในนามของตนเอง และแถลงขอให้หักค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่จำเลยค้างชำระซึ่งยอดหนี้ ณ เดือนเมษายน 2542 เป็นเงิน 44,737.26 บาท ซึ่งมีการประกาศขายทอดตลาดห้องชุดพิพาทที่ระบุยอดค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระไว้ด้วย มีคำเตือนผู้ซื้อได้จะต้องตรวจสอบภาระหนี้สินก่อน และผู้ซื้อต้องเป็นผู้ชำระหนี้สินค้างชำระต่อนิติบุคคลอาคารชุดก่อนจึงจะโอนกรรมสิทธิ์ได้ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 18, 29 และมาตรา 41 ซึ่งถือว่าเงื่อนไขดังกล่าวเป็นข้อมูลสำคัญที่ผู้เข้าประมูลซื้อห้องชุดจะต้องตรวจสอบและนำมาประกอบการตัดสินใจเข้าสู้ราคาในการขายทอดตลาด ต่อมาวันที่ 19 กรกฎาคม 2549 บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. ผู้สวมสิทธิแทนโจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อได้ เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดทำรายงานแสดงรายการรับ-จ่ายครั้งที่ 1 จากคำเบิกความของพยานจำเลยดังกล่าวย่อมเป็นการแสดงว่าเมื่อมีการขายทอดตลาดผู้ซื้อหรือผู้เสนอราคารวมถึงผู้เข้าร่วมประมูลซื้อต้องเข้าใจและตรวจสอบข้อมูลให้แน่ชัดว่ามีการค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางหรือไม่อย่างไร เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเข้าร่วมประมูลซื้อในการขายทอดตลาดดังกล่าว โดยนำมาเป็นข้อมูลในการเสนอราคา ดังนี้ การเสนอราคามากน้อยก็ต้องขึ้นอยู่กับภาระว่ามีหนี้ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางที่ยังคงค้างชำระอยู่เป็นจำนวนเท่าใด อันจะเป็นส่วนประกอบสำคัญที่จะเสนอราคาที่เหมาะสมเพื่อซื้อทรัพย์นั้น และเมื่อมีการขายทอดตลาดได้แล้ว เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดก็จะนำไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ของเจ้าของทรัพย์ที่ขายทอดตลาดนั้น เมื่อปรากฏว่าตามประกาศขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดให้ผู้ซื้อทรัพย์ต้องเป็นผู้ชำระหนี้สินค้างชำระต่อนิติบุคคลอาคารชุด การที่บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. เข้าร่วมประมูลซื้อทรัพย์เท่ากับตกลงยอมรับข้อกำหนดเงื่อนไขในประกาศขายทอดตลาดดังกล่าว เมื่อจำเลยมีหนี้ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางค้างชำระแก่โจทก์ บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. ผู้ประมูลซื้อห้องชุดดังกล่าวย่อมรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของร่วมเดิม บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. จำกัด จึงมีหน้าที่ที่จะต้องรับภาระหนี้ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเกี่ยวกับหนี้ค่าส่วนกลางตามที่โจทก์ฟ้องเรียกเอาจากจำเลยอีก ซึ่งปัญหาว่าฟ้องโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่นั้น แม้จำเลยมิได้ยกเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การ แต่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยย่อมยกปัญหานี้ขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ที่โจทก์แก้ฎีกาว่า ณ วันที่ที่โจทก์ฟ้องจำเลยยังมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์นั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่ามีการขายทอดตลาดห้องชุดพิพาทให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. โดยมีการชำระเงินครบถ้วนตามสัญญาซื้อขายแล้วกรรมสิทธิ์ย่อมตกแก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. นับแต่วันที่ขายและได้ชำระค่าซื้อครบถ้วนแล้ว ส่วนที่บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. ยังไม่ได้ดำเนินการเปลี่ยนชื่อในหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดก็ไม่ทำให้จำเลยยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดแต่อย่างใด และเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยแล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยข้ออื่นตามที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาอีก เนื่องจากไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000088.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ผบ.(พ)361/2563
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2564