ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2519/2565
บริษัท ม.
โจทก์
กรมสรรพากร
จำเลย
ป.รัษฎากร มาตรา 65 ทวิ, มาตรา 65 ตรี
ป.รัษฎากร มาตรา 65 ทวิ บัญญัติว่า "การคํานวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิในส่วนนี้ ให้เป็นไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้ (1) รายการที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ตรี ไม่ให้ถือเป็นรายจ่าย..." และมาตรา 65 ตรี บัญญัติว่า "รายการต่อไปนี้ ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคํานวณกำไรสุทธิ... (18) รายจ่ายซึ่งผู้จ่ายพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ..." ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวของอนุมาตรานี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้จ่ายรายจ่ายต้องพิสูจน์ตัวตนของผู้รับเงินได้ หากพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับก็ต้องห้ามมิให้ถือเป็นรายจ่ายในการคํานวณกำไรขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตาม ป.รัษฎากร ซึ่งทางนําสืบของโจทก์มีรายละเอียดข้อมูล ที่เกี่ยวกับ ก. เพียงสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของ ก. และบิลเงินสดที่ ก. ทำเรื่องเบิกเงินจากโจทก์ที่ปรากฏแต่ชื่อของ ก. เท่านั้น และโจทก์นําตัว ก. มาให้ถ้อยคําในชั้นตรวจสอบของเจ้าหน้าที่สรรพากรไม่ได้ ซึ่งเป็นข้อพิรุธเพราะโจทก์และ ก. ติดต่อทำธุรกิจกันมาเป็นระยะเวลานานมีมูลค่าหลายล้านบาท เฉพาะที่ปรากฏในชุดใบสำคัญจ่ายสำหรับการเช่ารถระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเมษายน 2552 มีการเช่ารถพร้อมคนขับจำนวนมาก โดยคนขับรถต้องไปรับพนักงานของโจทก์ในสถานที่แตกต่างกันเพื่อสำรวจข้อมูลทำแผนที่ ในการเช่ารถดังกล่าวตามปกติย่อมต้องมีหมายเลขโทรศัพท์ของ ก. เพื่อติดต่อใช้รถในแต่ละครั้ง แต่โจทก์กลับไม่สามารถให้ข้อมูลติดต่อ ก. ได้ ประกอบกับไม่ปรากฏว่าโจทก์กับ ก. มีการทำหลักฐานเอกสารการเช่ากันเป็นลายลักษณ์อักษร และไม่มีการระบุตัวทรัพย์สินที่ให้เช่า คงมีเพียงตารางค่าเช่ารถเท่านั้น ซึ่งเป็นการผิดปกติวิสัยของการทำธุรกิจให้เช่ารถจำนวนมาก เมื่อเจ้าหน้าที่ของจำเลยตรวจปฏิบัติการสอบยัน ณ ภูมิลำเนาของ ก. ก็ไม่สามารถเข้าตรวจได้เนื่องจากสถานประกอบการมีลักษณะเป็นทาวน์เฮาส์ ไม่มีลักษณะเป็นสถานประกอบการ ไม่มีผู้ใดพักอาศัยและไม่พบตัว ก. แม้โจทก์จะประกอบกิจการจริงและได้ชําระเงินค่าเช่ารถให้ ก. โดยสั่งจ่ายเช็คระบุชื่อ ก. และขีดคร่อม ประทับตราว่า A/C PAYEE ONLY ขีดฆ่าคําว่าหรือผู้ถือออกและมีการเรียกเก็บเงินตามเช็คก็ตามแต่โจทก์มีหน้าที่พิสูจน์ให้ได้ว่า ก. เป็นผู้ให้เช่ารถและรับเงินค่าเช่ารถจริง ทางนําสืบของโจทก์จึงยังไม่พอให้รับฟังได้ว่า ก. เป็นผู้ให้เช่ารถที่แท้จริง เพราะหาก ก. เป็นผู้ให้เช่ารถแล้ว น่าจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับ ก. มากกว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นําสืบ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่ารายจ่ายค่าเช่ารถเป็นรายจ่ายต้องห้ามตาม ป.รัษฎากร มาตรา 65 ตรี (18) ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ค่าโดยสารรถแท็กซี่และรถจักรยานยนต์แม้โจทก์ไม่มีใบเสร็จรับเงินจากผู้ให้บริการมาแสดง แต่โจทก์ได้จ่ายไปจริงและส่งมอบบิลให้แก่จำเลยแล้ว และโดยปกติผู้ให้บริการเหล่านี้จะไม่มีการออกใบเสร็จรับเงินจากผู้ให้บริการมาแสดง โจทก์จึงไม่อาจมีใบเสร็จรับเงินมาแสดงได้ รายจ่ายดังกล่าวจึงไม่ใช่รายจ่ายที่พิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับนั้น เห็นว่า โจทก์เพียงแต่จัดทำยอดรวมสรุปค่าใช้จ่ายซึ่งรวมถึงค่าโดยสารรถแท็กซี่และรถจักรยานยนต์รับจ้าง ซึ่งตามตารางดังกล่าวมีการระบุวันเดือนปีประเภทค่าใช้จ่าย และชื่อผู้เบิกเงิน โดยไม่ปรากฏรายละเอียดของรายจ่าย ประกอบกับประกาศกรมทะเบียนการค้า เรื่อง กำหนดชนิดของบัญชีที่ต้องจัดทำ ข้อความและรายการที่ต้องมีในบัญชี ระยะเวลาที่ต้องลงรายการในบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชี พ.ศ. 2544 ซึ่งออกตาม พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 7 (1) (2) (3) และ (4) ข้อ 8 ซึ่งกำ
___________________________
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ กค.0710.03/3910 และหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ กค.0710.03/3911 (ภงด.73.1-06720010-25570605-002-00016 - 17) ลงวันที่ 5 มิถุนายน 2557 เป็นว่า จำเลยอนุมัติจ่ายคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลที่โจทก์ถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้ 1,847,256.59 บาท ให้แก่โจทก์ เพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ กค.0710.03/3912 และหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ กค.0710.03/3913 (ภงด.73.1-06720010-25570605-002-00018 - 19) ลงวันที่ 5 มิถุนายน 2557 เป็นว่า จำเลยอนุมัติจ่ายคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลที่โจทก์ถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้ 1,373,790.64 บาท ให้แก่โจทก์ เพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ เลขที่ กค.0710.03/3914 ลงวันที่ 5 มิถุนายน 2557 (ภงด.73.1-06720010-25570605-002-00016 - 19) เป็นว่า ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2551 ตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2551 ถึง 31 ธันวาคม 2551 โจทก์มีผลขาดทุนสุทธิ 2,299,898.51 บาท เพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ เลขที่ กค.0710.03/3915 ลงวันที่ 5 มิถุนายน 2557 (ภงด.73.1-06720010-25570605-002-00016 - 19) เป็นว่า ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2552 โจทก์มีผลขาดทุนสุทธิ 2,429,757.87 บาท บวกผลขาดทุนสุทธิยกมา 2,299,898.51 บาท รวมเป็นผลขาดทุนสุทธิที่สามารถยกไปใช้ในรอบระยะเวลาบัญชีถัดไปได้ 4,729,656.38 บาท เพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ เลขที่ กค.0710.03/3916 ลงวันที่ 5 มิถุนายน 2557 (ภงด.73.1-06720010-25570605-002-00016 - 19) เป็นว่า ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2553 โจทก์มีผลขาดทุนสุทธิ 3,823,894.70 บาท บวกผลขาดทุนสุทธิยกมา 4,729,656.38 บาท รวมเป็นผลขาดทุนสุทธิที่สามารถยกไปใช้ในรอบระยะเวลาบัญชีถัดไปได้ 8,553,551.08 บาท เพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ เลขที่ กค.0710.03/3917 ลงวันที่ 5 มิถุนายน 2557 (ภงด.73.1-06720010-25570605-002-00016 - 19) เป็นว่า ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2554 โจทก์มีผลกำไรสุทธิ 6,697,531.55 บาท หักผลขาดทุนสุทธิยกมา 8,553,551.08 บาท รวมเป็นผลขาดทุนสุทธิที่สามารถยกไปใช้ในรอบระยะเวลาบัญชีถัดไปได้ 1,856,019.53 บาท เพิกถอนหรือแก้ไขคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.6 (สพ.) /33/2561 ลงวันที่ 23 มกราคม 2561 เป็นว่า คำสั่งไม่คืนเงินภาษีอากรและให้โจทก์ชำระค่าภาษีเพิ่มเติมพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม รวมเป็นเงิน 2,089,936 บาท ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ กค.0710.03/3910-17 (ภงด.73.1-06720010-25570605-002-00016 - 19) ลงวันที่ 5 มิถุนายน 2557 นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีสิทธิได้รับคืนเงินภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้เกินในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2552 และรอบระยะเวลาบัญชีปี 2554 รวมเป็นเงิน 2,102,479.74 บาท ให้จำเลยคืนเงินภาษีอากรที่โจทก์ชำระไว้เกินหรือที่จำเลยประเมินให้โจทก์ต้องชำระเพิ่มเติม พร้อมเบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม ของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2552 และปี 2554 รวมเป็นเงิน 2,102,479.74 บาท กับให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ของต้นเงิน 2,102,479.74 บาท นับแต่วันที่ 23 กรกฎาคม 2557 จนถึงวันฟ้อง เป็นเงิน 1,051,239.87 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ของต้นเงิน 2,102,479.74 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระให้แก่โจทก์
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
โจทก์อุทธรณ์
ศาล
(ประทีป ดุลพินิจธรรมา-อุดม วัตตธรรม-สุนทร ทรงฤกษ์)
ศาลภาษีอากรกลาง - นายสมศักดิ์ ประกอบแสงสวย
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ - นายสมศักดิ์ อินทร์พันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ภษ.49/2564
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
ภ.60/2562
หมายเหตุ