คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 165/2544 ฉบับเต็ม

#68712
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 165/2544 นายต้อย นครศรี กับพวก โจทก์ นายเกษม เจียดรัมย์ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 84 เดิมที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสองโดยมีชื่อโจทก์ที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โจทก์ทั้งสองกู้ยืมเงินและจำนองที่ดินพิพาทไว้แก่ธนาคาร แต่ไม่สามารถชำระหนี้ได้โจทก์ที่ 2 จึงโอนที่ดินพิพาทใส่ชื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไว้เพื่อไม่ให้ธนาคารบังคับจำนอง และจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้จดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้ไว้แก่ธนาคารดังกล่าวอีก ต่อมาโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองแล้วโอนขายให้แก่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 เช่นนี้ เป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้ระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นโมฆะ แต่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้นมิได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ฉะนั้น ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่โจทก์ทั้งสองที่จะต้องนำสืบถึงความไม่สุจริตของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ___________________________ โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินตามโฉนดเลขที่ 9324 ตำบลบ้านยาง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นของโจทก์ทั้งสอง ให้เพิกถอนหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ฉบับลงวันที่ 23 มีนาคม 2536 ให้จำเลยทั้งห้าไปจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ทั้งสอง หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งห้า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ขายที่ดินพิพาท แต่โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ขายที่ดินพิพาทด้วยตนเอง จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเพียงไปจดทะเบียนซื้อขายให้ตามความประสงค์ของโจทก์ทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ให้การว่า จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตอันเป็นการโอนโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิฟ้องให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้เป็นพับ ส่วนจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความให้ โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองเป็นสามีภริยากัน จำเลยที่ 1 เป็นบุตรเขย จำเลยที่ 2 เป็นบุตรสาวของโจทก์ทั้งสอง เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของโจทก์ทั้งสองโดยมีชื่อโจทก์ที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โจทก์ทั้งสองได้ไปกู้ยืมเงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรแล้วนำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่ธนาคาร ต่อมาโจทก์ทั้งสองไม่สามารถชำระหนี้ได้ โจทก์ที่ 2 จึงได้โอนที่ดินพิพาทใส่ชื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไว้แทน เพื่อไม่ให้ธนาคารบังคับจำนอง และจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้จดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้ไว้แก่ธนาคารอีก ภายหลังโจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อศาลชั้นต้นขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง ในระหว่างพิจารณาคดีดังกล่าวปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทจากธนาคารแล้วนำไปจดทะเบียนโอนขายให้แก่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองขอให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ได้หรือไม่ เห็นว่า ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะ แต่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้นมิได้ ฉะนั้น ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่โจทก์ทั้งสองที่จะต้องนำสืบถึงความไม่สุจริตของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. (พิชิต คำแฝง-ผล อนุวัตรนิติการ-สมศักดิ์ เนตรมัย) ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ - นายเกรียงศักดิ์ ตั้งปรัชญากูล ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายอาวุธ ปั้นปรีชา แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
68712
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดบุรีรัมย์",
        "judge": "นายเกรียงศักดิ์ ตั้งปรัชญากูล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายอาวุธ ปั้นปรีชา"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082068176"
    }
}
date
2544
deka_no
165/2544
deka_running_no
165
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "พิชิต คำแฝง",
    "ผล อนุวัตรนิติการ",
    "สมศักดิ์ เนตรมัย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 155 วรรคหนึ่ง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 84"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายต้อย นครศรี กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายเกษม เจียดรัมย์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินตามโฉนดเลขที่ 9324 ตำบลบ้านยาง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นของโจทก์ทั้งสอง ให้เพิกถอนหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ฉบับลงวันที่ 23 มีนาคม 2536 ให้จำเลยทั้งห้าไปจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ทั้งสอง หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งห้า

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ขายที่ดินพิพาท แต่โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ขายที่ดินพิพาทด้วยตนเอง จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเพียงไปจดทะเบียนซื้อขายให้ตามความประสงค์ของโจทก์ทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ให้การว่า จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตอันเป็นการโอนโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิฟ้องให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้เป็นพับ ส่วนจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความให้

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองเป็นสามีภริยากัน จำเลยที่ 1 เป็นบุตรเขย จำเลยที่ 2 เป็นบุตรสาวของโจทก์ทั้งสอง เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของโจทก์ทั้งสองโดยมีชื่อโจทก์ที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โจทก์ทั้งสองได้ไปกู้ยืมเงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรแล้วนำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่ธนาคาร ต่อมาโจทก์ทั้งสองไม่สามารถชำระหนี้ได้ โจทก์ที่ 2 จึงได้โอนที่ดินพิพาทใส่ชื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไว้แทน เพื่อไม่ให้ธนาคารบังคับจำนอง และจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้จดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้ไว้แก่ธนาคารอีก ภายหลังโจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อศาลชั้นต้นขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง ในระหว่างพิจารณาคดีดังกล่าวปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทจากธนาคารแล้วนำไปจดทะเบียนโอนขายให้แก่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองขอให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ได้หรือไม่ เห็นว่า ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะ แต่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้นมิได้ ฉะนั้น ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่โจทก์ทั้งสองที่จะต้องนำสืบถึงความไม่สุจริตของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001146.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544