คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3690/2565 ฉบับเต็ม

#687512
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3690/2565 บริษัท บ. โจทก์ นาง บ. ในฐานะทายาทโดยธรรมของนาย จ. กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 148 พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 คดีก่อน ธนาคาร ศ. เป็นโจทก์ฟ้อง ธ. กับพวกรวม 6 คน ให้รับผิดเรื่อง ยืม ค้ำประกัน จำนอง แต่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้โดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความมีใจความว่า จำเลยทั้งหกตกลงชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งยอมให้บังคับยึดที่ดินทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม กรณีถือได้ว่า ประเด็นแห่งคดีได้รับการวินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดไปแล้วโดยคำพิพากษาตามยอมนั้น การที่จำเลยทั้งหกในคดีดังกล่าวผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประยอมความข้างต้นเป็นเรื่องที่ธนาคาร ศ. รวมถึงโจทก์ผู้เข้าสวมสิทธิ เป็นคู่ความแทนชอบที่จะต้องดำเนินการในชั้นบังคับคดีในคดีเดิม ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจากบริษัท ส. ซึ่งได้รับโอนสิทธิเรียกร้องมาจากธนาคาร ศ. อีกทอดหนึ่ง ประสงค์ที่จะบังคับจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด ซึ่งมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระหนี้ตามสัญญาจำนองหรือไม่ เพียงใด คำฟ้องของโจทก์กรณีนี้หาใช่เป็นคำฟ้องในกระบวนพิจารณาชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษาแต่อย่างใดไม่ เมื่อความปรากฏว่าทรัพย์จำนองในคดีก่อนและคดีนี้เป็นทรัพย์จำนองรายเดียวกัน และโจทก์เป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องมาจากบริษัท ส. ซึ่งรับโอนมาจากธนาคาร ศ. โจทก์เดิมอีกทอดหนึ่ง จึงเป็นกรณีที่คู่ความเดียวกันในคดีก่อนซึ่งมีคำพี่พากษาถึงที่สุดแล้ว รื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงเป็นฟ้องช้ำ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ไถ่ถอนทรัพย์จำนองเป็นเงิน 2,907,051.23 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 1,490,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1 และที่ 171 (ปัจจุบันคือโฉนดที่ดินเลขที่ 39799) เลขที่ 963 จังหวัดเพชรบูรณ์ และเลขที่ 1710 (ปัจจุบันคือโฉนดที่ดินเลขที่ 47366) จังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระโจทก์ จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 จำเลยที่ 1 เป็นทายาทโดยธรรมของนายจีระศักดิ์ จำเลยที่ 2 เป็นทายาทโดยธรรมของนางเนียน จำเลยที่ 4 เป็นทายาทโดยธรรมของนางเป้า เดิมธนาคาร ศ. ยื่นฟ้องนายจีระศักดิ์ นายตุ๊ นางเป้า จำเลยที่ 1 นางเนียน และนางทองดี ต่อศาลชั้นต้น เรื่อง ยืม ค้ำประกัน จำนองเป็นคดีหมายเลขดำที่ 136/2536 ระหว่างพิจารณานายจีระศักดิ์ถึงแก่ความตาย ต่อมามีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันใจความว่า ฝ่ายจำเลยในคดีดังกล่าวตกลงชำระหนี้ให้แก่ธนาคาร ศ. เป็นงวด หากผิดนัดยินยอมให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1710 จังหวัดเพชรบูรณ์ เลขที่ 1 เลขที่ 34 เลขที่ 171 เลขที่ 945 และเลขที่ 963 จังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่ธนาคาร ศ. ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2536 เป็นคดีหมายเลขแดงที่ 403/2536 แต่จำเลยทั้งหกในคดีดังกล่าวไม่ชำระหนี้ ธนาคาร ศ. จึงนำยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทรัพย์จำนองข้างต้น โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 34 และเลขที่ 945 แล้ว ต่อมานางเป้าและนางเนียนถึงแก่ความตาย วันที่ 29 มิถุนายน 2544 ธนาคาร ศ. โอนสินทรัพย์ซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องในคดีนี้ให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. จากนั้นวันที่ 7 พฤษภาคม 2547 บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. โอนกิจการให้แก่โจทก์ วันที่ 7 ธันวาคม 2548 โจทก์ยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. ซึ่งเป็นผู้สวมสิทธิแทนธนาคาร ศ. ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ต่อมาวันที่ 14 สิงหาคม 2557 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถอนการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 ทวิ (เดิม) เนื่องจากโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับคดีภายในระยะเวลาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนด วันที่ 16 ตุลาคม 2558 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2536 โจทก์ขอหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีพ้น 10 ปี จึงให้ยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 และศาลฎีกาพิพากษายืน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ธนาคาร ศ. ฟ้องบังคับในส่วนของภาระหนี้ตามสัญญากู้ และหลังจากศาลมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ ไม่ไถ่ถอนทรัพย์จำนอง แม้โจทก์จะมิได้บังคับคดีภายใน 10 ปี ซึ่งทำให้สิทธิการบังคับคดีในหนี้ประธานตามคำพิพากษาขาดอายุความ แต่สิทธิในการจำนองยังไม่ระงับ เพียงแต่จะบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่า 5 ปีไม่ได้ ประกอบกับจำเลยทั้งสี่ให้การรับว่ามีหนี้แต่ไม่ชำระหนี้ จึงมีหน้าที่ต้องชำระหนี้แก่โจทก์ตามกฎหมาย โจทก์ฟ้องคดีนี้เพื่อบังคับแก่ทรัพย์จำนอง คำขอท้ายฟ้องก็ระบุชัดเจน ทั้งมิได้นำมูลหนี้ตามคำพิพากษาเป็นฐานในการคำนวณแต่คำนวณจากวงเงินและดอกเบี้ยตามสัญญาจำนอง และเป็นข้อโต้แย้งที่เกิดขึ้นภายหลังเมื่อหนี้ที่จำนองเป็นประกันขาดอายุความแล้ว นั้น เห็นว่า คดีก่อนธนาคาร ศ. เป็นโจทก์ฟ้องนายธีระศักดิ์ กับพวกรวม 6 คน ให้รับผิดเรื่อง ยืม ค้ำประกัน จำนอง แต่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้โดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความมีใจความว่า จำเลยทั้งหกตกลงชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งยอมให้บังคับคดียึดที่ดินทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม กรณีถือได้ว่าประเด็นแห่งคดีได้รับการวินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดไปแล้วโดยคำพิพากษาตามยอมนั้น การที่จำเลยทั้งหกในคดีดังกล่าวผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้างต้นเป็นเรื่องที่ธนาคาร ศ. รวมถึงโจทก์ซึ่งเป็นผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนชอบที่จะต้องดำเนินการในชั้นบังคับคดีในคดีเดิม ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. ซึ่งรับโอนสิทธิเรียกร้องมาจากธนาคาร ศ. อีกทอดหนึ่ง ประสงค์ที่จะบังคับจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด ซึ่งมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสี่ต้องรับผิดชำระหนี้ตามสัญญาจำนองหรือไม่ เพียงใด คำฟ้องของโจทก์กรณีนี้หาใช่เป็นคำฟ้องในกระบวนพิจารณาชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษาแต่อย่างใดไม่ เมื่อความปรากฏว่าทรัพย์จำนองในคดีก่อนและคดีนี้เป็นทรัพย์จำนองรายเดียวกัน และโจทก์เป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องนี้มาจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. ซึ่งรับโอนมาจากธนาคาร ศ. โจทก์เดิมอีกทอดหนึ่ง จึงเป็นกรณีที่คู่ความเดียวกันในคดีก่อนซึ่งมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว รื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว-ประทีป อ่าววิจิตรกุล-กฤษณี เยพิทักษ์) ศาลจังหวัดหล่มสัก - นางสาวธนิตา ณ น่าน ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายอนุสรณ์ จิวัธยากูล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ผบ.(พ)377/2563 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
687512
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดหล่มสัก",
        "judge": "นางสาวธนิตา ณ น่าน"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 6",
        "judge": "นายอนุสรณ์ จิวัธยากูล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081945384"
    }
}
date
2565
deka_no
3690/2565
deka_running_no
3690
deka_year
2565
department
แผนก
judges
[
    "พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว",
    "ประทีป อ่าววิจิตรกุล",
    "กฤษณี เยพิทักษ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 148"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551",
        "sections": [
            "ม. 7"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัท บ."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง บ. ในฐานะทายาทโดยธรรมของนาย จ. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ไถ่ถอนทรัพย์จำนองเป็นเงิน 2,907,051.23 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 1,490,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1 และที่ 171 (ปัจจุบันคือโฉนดที่ดินเลขที่ 39799) เลขที่ 963 จังหวัดเพชรบูรณ์ และเลขที่ 1710 (ปัจจุบันคือโฉนดที่ดินเลขที่ 47366) จังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระโจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 จำเลยที่ 1 เป็นทายาทโดยธรรมของนายจีระศักดิ์ จำเลยที่ 2 เป็นทายาทโดยธรรมของนางเนียน จำเลยที่ 4 เป็นทายาทโดยธรรมของนางเป้า เดิมธนาคาร ศ. ยื่นฟ้องนายจีระศักดิ์ นายตุ๊ นางเป้า จำเลยที่ 1 นางเนียน และนางทองดี ต่อศาลชั้นต้น เรื่อง ยืม ค้ำประกัน จำนองเป็นคดีหมายเลขดำที่ 136/2536 ระหว่างพิจารณานายจีระศักดิ์ถึงแก่ความตาย ต่อมามีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันใจความว่า ฝ่ายจำเลยในคดีดังกล่าวตกลงชำระหนี้ให้แก่ธนาคาร ศ. เป็นงวด หากผิดนัดยินยอมให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1710 จังหวัดเพชรบูรณ์ เลขที่ 1 เลขที่ 34 เลขที่ 171 เลขที่ 945 และเลขที่ 963 จังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่ธนาคาร ศ. ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2536 เป็นคดีหมายเลขแดงที่ 403/2536 แต่จำเลยทั้งหกในคดีดังกล่าวไม่ชำระหนี้ ธนาคาร ศ. จึงนำยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทรัพย์จำนองข้างต้น โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 34 และเลขที่ 945 แล้ว ต่อมานางเป้าและนางเนียนถึงแก่ความตาย วันที่ 29 มิถุนายน 2544 ธนาคาร ศ. โอนสินทรัพย์ซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องในคดีนี้ให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. จากนั้นวันที่ 7 พฤษภาคม 2547 บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. โอนกิจการให้แก่โจทก์ วันที่ 7 ธันวาคม 2548 โจทก์ยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. ซึ่งเป็นผู้สวมสิทธิแทนธนาคาร ศ. ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ต่อมาวันที่ 14 สิงหาคม 2557 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถอนการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 ทวิ (เดิม) เนื่องจากโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับคดีภายในระยะเวลาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนด วันที่ 16 ตุลาคม 2558 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2536 โจทก์ขอหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีพ้น 10 ปี จึงให้ยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 และศาลฎีกาพิพากษายืน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ธนาคาร ศ. ฟ้องบังคับในส่วนของภาระหนี้ตามสัญญากู้ และหลังจากศาลมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ ไม่ไถ่ถอนทรัพย์จำนอง แม้โจทก์จะมิได้บังคับคดีภายใน 10 ปี ซึ่งทำให้สิทธิการบังคับคดีในหนี้ประธานตามคำพิพากษาขาดอายุความ แต่สิทธิในการจำนองยังไม่ระงับ เพียงแต่จะบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่า 5 ปีไม่ได้ ประกอบกับจำเลยทั้งสี่ให้การรับว่ามีหนี้แต่ไม่ชำระหนี้ จึงมีหน้าที่ต้องชำระหนี้แก่โจทก์ตามกฎหมาย โจทก์ฟ้องคดีนี้เพื่อบังคับแก่ทรัพย์จำนอง คำขอท้ายฟ้องก็ระบุชัดเจน ทั้งมิได้นำมูลหนี้ตามคำพิพากษาเป็นฐานในการคำนวณแต่คำนวณจากวงเงินและดอกเบี้ยตามสัญญาจำนอง และเป็นข้อโต้แย้งที่เกิดขึ้นภายหลังเมื่อหนี้ที่จำนองเป็นประกันขาดอายุความแล้ว นั้น เห็นว่า คดีก่อนธนาคาร ศ. เป็นโจทก์ฟ้องนายธีระศักดิ์ กับพวกรวม 6 คน ให้รับผิดเรื่อง ยืม ค้ำประกัน จำนอง แต่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้โดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความมีใจความว่า จำเลยทั้งหกตกลงชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งยอมให้บังคับคดียึดที่ดินทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม กรณีถือได้ว่าประเด็นแห่งคดีได้รับการวินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดไปแล้วโดยคำพิพากษาตามยอมนั้น การที่จำเลยทั้งหกในคดีดังกล่าวผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้างต้นเป็นเรื่องที่ธนาคาร ศ. รวมถึงโจทก์ซึ่งเป็นผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนชอบที่จะต้องดำเนินการในชั้นบังคับคดีในคดีเดิม ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. ซึ่งรับโอนสิทธิเรียกร้องมาจากธนาคาร ศ. อีกทอดหนึ่ง ประสงค์ที่จะบังคับจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด ซึ่งมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสี่ต้องรับผิดชำระหนี้ตามสัญญาจำนองหรือไม่ เพียงใด คำฟ้องของโจทก์กรณีนี้หาใช่เป็นคำฟ้องในกระบวนพิจารณาชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษาแต่อย่างใดไม่ เมื่อความปรากฏว่าทรัพย์จำนองในคดีก่อนและคดีนี้เป็นทรัพย์จำนองรายเดียวกัน และโจทก์เป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องนี้มาจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. ซึ่งรับโอนมาจากธนาคาร ศ. โจทก์เดิมอีกทอดหนึ่ง จึงเป็นกรณีที่คู่ความเดียวกันในคดีก่อนซึ่งมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว รื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000062.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ผบ.(พ)377/2563
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2565