คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4254/2565 ฉบับเต็ม

#687881
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4254/2565 บริษัท อ. โจทก์ บริษัท น. กับพวก จำเลย พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 หลังจากโจทก์ฟ้องคดีอาญาแล้ว โจทก์ได้นำเช็คพิพาททั้ง 7 ฉบับ ไปยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีแพ่ง เพื่อเรียกเงินตามสัญญากู้ยืมที่มีมูลหนี้ตามเช็คพิพาททั้ง 7 ฉบับ แต่ศาลในคดีแพ่งวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองไม่มีเจตนาผูกพันตามสัญญากู้ยืม และไม่ได้รับเงินตามสัญญากู้ยืม สัญญากู้ยืมจึงไม่สมบูรณ์ ไม่มีผลผูกพันและใช้บังคับแก่จำเลยทั้งสองไม่ได้ พิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุด ในคดีอาญาโจทก์จึงต้องฟังได้ว่าหนี้ตามเช็คพิพาททั้ง 7 ฉบับ ไม่ใช่หนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 7 กระทง กระทงที่ 3 ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 30,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน กระทงที่ 4 ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 50,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 10 เดือน ส่วนที่เหลืออีก 5 กระทง ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 25,000 บาท รวมเป็นเงิน 125,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 5 เดือน รวม 25 เดือน รวมปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 205,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 41 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 102,500 บาท คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 20 เดือน 15 วัน จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามฎีกาของจำเลยทั้งสองโดยโจทก์ไม่คัดค้านในคำแก้ฎีกาว่า หลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้ว โจทก์ได้นำเช็คพิพาทคดีนี้ทั้ง 7 ฉบับ ไปยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีแพ่งเพื่อเรียกเงินตามสัญญากู้ยืมที่มีมูลหนี้ตามเช็คพิพาททั้ง 7 ฉบับ และเรียกเงินตามเช็คพิพาททั้ง 7 ฉบับ และในที่สุดศาลได้พิพากษายกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองไม่มีเจตนาผูกพันตามสัญญากู้ยืมและไม่ได้รับเงินตามสัญญา สัญญากู้ยืมจึงไม่สมบูรณ์ไม่มีผลผูกพันและใช้บังคับแก่จำเลยทั้งสองไม่ได้ ประเด็นอื่นไม่จำต้องวินิจฉัยตามสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีหมายเลขดำที่ มย 48/2562 คดีหมายเลขแดงที่ มย 124/2562 และระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยทั้งสองได้ยื่นคำแถลงขอระบุพยานเพิ่มเติม โดยขอยื่นสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 คดีหมายเลขดำที่ พ 467/2563 คดีหมายเลขแดงที่ 2615/2563 ซึ่งพิพากษายืนตามคำพิพากษาคดีแพ่งดังกล่าว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์ต้องผูกพันตามคำพิพากษาในคดีแพ่งและส่งผลให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลล่างทั้งสอง แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัย ซึ่งหากได้ความว่าคดีแพ่งดังกล่าว ถึงที่สุดโดยศาลพิพากษายกฟ้อง ย่อมถือว่าเช็คพิพาททั้ง 7 ฉบับ เป็นเช็คที่ไม่มีมูลหนี้อยู่จริงและไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมาย ส่งผลให้การกระทำของจำเลยทั้งสองในคดีนี้ไม่เป็นความผิดตามฟ้อง แต่เนื่องจากไม่ปรากฏว่าคดีถึงที่สุดโดยคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดังกล่าวหรือไม่ ศาลฎีกาจึงเรียกสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ มย 48/2562 คดีหมายเลขแดงที่ มย 124/2562 ของศาลชั้นต้น มาประกอบการวินิจฉัย และข้อเท็จจริงได้ความว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและเมื่อพ้นกำหนดเวลายื่นฎีกาแล้ว ไม่ปรากฏว่าโจทก์ยื่นฎีกาแต่อย่างใด คดีดังกล่าวจึงถึงที่สุดโดยคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ พ 467/2563 คดีหมายเลขแดงที่ 2615/2563 ของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยทั้งสองระบุพยานเพิ่มเติมในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา และย่อมฟังได้ว่าหนี้ตามเช็คพิพาททั้ง 7 ฉบับ ไม่ใช่หนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย จึงไม่อาจมีการกระทำความผิดตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 ตามคำฟ้องของโจทก์ได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงไม่จำต้องวินิจฉัย พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง (ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์-นันทวัน เจริญชาศรี-รัชนี สุขใจ) ศาลจังหวัดธัญบุรี - นางสาวทิพย์วรรณ ประสิทธิ์ล้ำค่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - หม่อมหลวงฤทธิเทพ เทวกุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1443/2565 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ.5828/2561 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
687881
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดธัญบุรี",
        "judge": "นางสาวทิพย์วรรณ ประสิทธิ์ล้ำค่า"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "หม่อมหลวงฤทธิเทพ เทวกุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081945144"
    }
}
date
2565
deka_no
4254/2565
deka_running_no
4254
deka_year
2565
department
แผนก
judges
[
    "ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์",
    "นันทวัน เจริญชาศรี",
    "รัชนี สุขใจ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534",
        "sections": [
            "ม. 4"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัท อ."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัท น. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 7 กระทง กระทงที่ 3 ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 30,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน กระทงที่ 4 ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 50,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 10 เดือน ส่วนที่เหลืออีก 5 กระทง ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 25,000 บาท รวมเป็นเงิน 125,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 5 เดือน รวม 25 เดือน รวมปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 205,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 41 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 102,500 บาท คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 20 เดือน 15 วัน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามฎีกาของจำเลยทั้งสองโดยโจทก์ไม่คัดค้านในคำแก้ฎีกาว่า หลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้ว โจทก์ได้นำเช็คพิพาทคดีนี้ทั้ง 7 ฉบับ ไปยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีแพ่งเพื่อเรียกเงินตามสัญญากู้ยืมที่มีมูลหนี้ตามเช็คพิพาททั้ง 7 ฉบับ และเรียกเงินตามเช็คพิพาททั้ง 7 ฉบับ และในที่สุดศาลได้พิพากษายกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองไม่มีเจตนาผูกพันตามสัญญากู้ยืมและไม่ได้รับเงินตามสัญญา สัญญากู้ยืมจึงไม่สมบูรณ์ไม่มีผลผูกพันและใช้บังคับแก่จำเลยทั้งสองไม่ได้ ประเด็นอื่นไม่จำต้องวินิจฉัยตามสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีหมายเลขดำที่ มย 48/2562 คดีหมายเลขแดงที่ มย 124/2562 และระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยทั้งสองได้ยื่นคำแถลงขอระบุพยานเพิ่มเติม โดยขอยื่นสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 คดีหมายเลขดำที่ พ 467/2563 คดีหมายเลขแดงที่ 2615/2563 ซึ่งพิพากษายืนตามคำพิพากษาคดีแพ่งดังกล่าว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์ต้องผูกพันตามคำพิพากษาในคดีแพ่งและส่งผลให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลล่างทั้งสอง แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัย ซึ่งหากได้ความว่าคดีแพ่งดังกล่าว ถึงที่สุดโดยศาลพิพากษายกฟ้อง ย่อมถือว่าเช็คพิพาททั้ง 7 ฉบับ เป็นเช็คที่ไม่มีมูลหนี้อยู่จริงและไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมาย ส่งผลให้การกระทำของจำเลยทั้งสองในคดีนี้ไม่เป็นความผิดตามฟ้อง แต่เนื่องจากไม่ปรากฏว่าคดีถึงที่สุดโดยคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดังกล่าวหรือไม่ ศาลฎีกาจึงเรียกสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ มย 48/2562 คดีหมายเลขแดงที่ มย 124/2562 ของศาลชั้นต้น มาประกอบการวินิจฉัย และข้อเท็จจริงได้ความว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและเมื่อพ้นกำหนดเวลายื่นฎีกาแล้ว ไม่ปรากฏว่าโจทก์ยื่นฎีกาแต่อย่างใด คดีดังกล่าวจึงถึงที่สุดโดยคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ พ 467/2563 คดีหมายเลขแดงที่ 2615/2563 ของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยทั้งสองระบุพยานเพิ่มเติมในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา และย่อมฟังได้ว่าหนี้ตามเช็คพิพาททั้ง 7 ฉบับ ไม่ใช่หนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย จึงไม่อาจมีการกระทำความผิดตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 ตามคำฟ้องของโจทก์ได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
อ.5828/2561
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000060.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1443/2565
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2565