คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1685/2565 ฉบับเต็ม

#687987
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1685/2565 นาย ศ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย อ. กับพวก โจทก์ บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 291 พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 80 ในการทำบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติม สัญญาปรับโครงสร้างหนี้ระหว่าง อ. และโจทก์ที่ 2 กับบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย นั้น มีวัตถุประสงค์ระบุไว้ในข้อ 2 ว่า เพื่อให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของ อ. และโจทก์ที่ 2 และให้ถือว่าเป็นเพียงข้อตกลงรับสภาพหนี้ และ/หรือผ่อนปรนเงื่อนไขในการชำระหนี้ ไม่ใช่การระงับหนี้เดิม มูลหนี้เดิมรวมทั้งหลักประกันยังคงมีอยู่โดยไม่ถูกกระทบกระเทือน และใน ข้อ 1 ให้คำนิยามศัพท์ "มูลหนี้เดิม" หมายถึง "สิทธิเรียกร้องตามสัญญาสินเชื่อประเภทต่าง ๆ ที่สถาบันผู้โอนมีอยู่ต่อลูกหนี้...และ บสท. (บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย) ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าว...ตามสัญญาโอนสินทรัพย์..." ซึ่งมูลหนี้เดิมดังกล่าว อ. และโจทก์ที่ 2 ยอมรับสภาพหนี้ไว้ในข้อ 3 ว่า ในวันที่ 30 มิถุนายน 2546 ช. ซึ่งเป็นลูกหนี้เป็นหนี้ตามมูลหนี้เดิม 29,391,445.67 บาท และสัญญา ข้อ 4 ระบุการผ่อนปรนเงื่อนไขในการชำระหนี้ให้ อ. และโจทก์ที่ 2 ชำระหนี้เพียง 15,200,000 บาท บันทึกข้อตกลงเพิ่มเติม สัญญาปรับโครงสร้างหนี้ที่ อ. และโจทก์ที่ 2 เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมผู้จำนองทำไว้ดังกล่าว จึงเป็นการผ่อนปรนเงื่อนไขในการชำระหนี้อันเป็นการรับสภาพในมูลหนี้เดิม 29,391,445.67 บาท แต่ให้ อ. และโจทก์ที่ 2 ผู้รับจำนองทั้งสองชำระหนี้บางส่วนเพียง 15,200,000 บาท มิใช่เป็นการปลดหนี้ส่วนที่เหลือให้แก่เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมผู้จำนองทุกคน ดังนั้น เมื่อ อ. กับโจทก์ที่ 2 ชำระเงินไปเพียง 200,000 บาท จึงยังคงต้องรับผิดชำระอีก 15,000,000 บาท โดยต้องนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินที่จำนองตามส่วนแบ่งกรรมสิทธิ์ของตนไปชำระให้แก่จำเลยให้ครบถ้วนตามบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติม สัญญาปรับโครงสร้างหนี้ส่วนที่บันทึกข้อตกลงเพิ่มเติม สัญญาปรับโครงสร้างหนี้ ข้อ 21 ที่ระบุว่า เมื่อ อ. และโจทก์ที่ 2 ปฏิบัติตามเงื่อนไขในบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติม สัญญาปรับโครงสร้างหนี้ครบถ้วนแล้ว ให้ถือว่า อ. และโจทก์ที่ 2 ผู้ค้ำประกันและผู้จำนอง เป็นอันหลุดพ้นจากความรับผิดตามมูลหนี้เดิมนั้น ตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวก็ไม่ได้ระบุให้ ด. ผู้จำนองอื่น และ ช. ลูกหนี้ หลุดพ้นจากความรับผิดตามมูลหนี้เดิมด้วย บันทึกข้อตกลงเพิ่มเติม สัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ดังกล่าวจึงเป็นการแสดงเจตนาของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย เจ้าหนี้ว่าไม่ประสงค์จะเรียกให้ อ. และโจทก์ที่ 2 ชำระหนี้ตามมูลหนี้เดิมให้แก่เจ้าหนี้โดยสิ้นเชิง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 291 เท่านั้น ด. ผู้จำนองอื่น และ ช. ลูกหนี้ ยังคงต้องรับผิดอยู่ตามจำนวนมูลหนี้เดิม ดังนั้น แม้จำเลยจะได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดในส่วนกรรมสิทธิ์ของ ด. ผู้จำนองอื่น และ ช. ลูกหนี้ แล้ว 11,277,358.84 บาท ก็ไม่มีผลทำให้ ด. ผู้จำนองอื่น และ ช. ลูกหนี้ หลุดพ้นจากความรับผิดชำระหนี้ส่วนที่เหลือตามมูลหนี้เดิมแต่อย่างใดเพราะหนี้ยังไม่ได้ชำระโดยสิ้นเชิง ดังนี้ โจทก์ทั้งสองจึงคงต้องชำระหนี้แก่จำเลยตามบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติม สัญญาปรับโครงสร้างหนี้ แต่เมื่อโจทก์ทั้งสองขอชำระหนี้เพียง 3,722,641.16 บาท จำเลยย่อมมีสิทธิไม่รับชำระหนี้ดังกล่าว การที่จำเลยยื่นคำคัดค้านและขอรับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดในส่วนของโจทก์ทั้งสอง จึงไม่เป็นการผิดบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติม สัญญาปรับโครงสร้างหนี้ ___________________________ โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จำนวน 2,111,913.69 บาท และ 682,634.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 12,068,678.35 บาท และ 3,900,769.25 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะถอนคำคัดค้านการจ่ายเงินของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จ่ายเงิน 12,068,678.35 บาท และ 3,900,769.25 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับแล้ว ให้จำเลยถอนคำคัดค้าน ลงวันที่ 30 มกราคม 2555 ในคดีหมายเลขแดงที่ 5223/2547 ของศาลล้มละลายกลาง หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ให้ศาลวินิจฉัยว่าจำเลยมีสิทธิได้รับเงินตามบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติม สัญญาปรับโครงสร้างหนี้ตามฟ้องเพียง 15,000,000 บาท เมื่อจำเลยได้รับชำระไปแล้ว 11,277,358.84 บาท จำเลยยังคงมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากโจทก์ทั้งสองเพียง 3,722,641.16 บาท และให้จำเลยชำระค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ 3,722,641.16 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เดิมวันที่ 25 เมษายน 2539 นาย อ. กับโจทก์ที่ 2 นายอุดม และนายชัยยุทธ์ จดทะเบียนจำนองที่ดินตามฟ้อง เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ หนี้ขายลดเช็คและหนี้สินทุกชนิดที่ผู้จำนองและ/หรือนายชัยยุทธ์ มีต่อบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ร. ผู้รับจำนอง เป็นเงิน 26,000,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 25 ต่อปี มีข้อตกลงว่าผู้จำนองยอมรับผิดร่วมกับลูกหนี้อย่างลูกหนี้ร่วม ภายหลังมีการโอนสิทธิรับจำนองให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ก. ธนาคาร ท. และบรรษัทบริหารสินทรัพย์ ท. ตามลำดับ วันที่ 28 ธันวาคม 2547 นายอุดมและนายชัยยุทธ์ ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามคดีหมายเลขแดงที่ 5223/2547 ของศาลล้มละลายกลาง ซึ่งมีบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. เป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ และวันที่ 29 มิถุนายน 2548 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ ท. ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2549 นาย อ. และโจทก์ที่ 2 ทำบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติม สัญญาปรับโครงสร้างหนี้กับบรรษัทบริหารสินทรัพย์ ท. ว่า ในวันที่ 30 มิถุนายน 2546 นายชัยยุทธ์เป็นหนี้บรรษัทบริหารสินทรัพย์ ท. ซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง เป็นเงินต้น 14,928,650.68 บาท และดอกเบี้ยค้างรับตามสิทธิ 14,462,794.99 บาท รวมเป็นเงิน 29,391,445.67 บาท และนาย อ. กับโจทก์ที่ 2 ตกลงชำระหนี้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ ท. 15,200,000 บาท แบ่งชำระเงินต้น 14,928,650.68 บาท และดอกเบี้ยค้างรับ 271,349.32 บาท โดยในวันทำสัญญาชำระเงินต้น 200,000 บาท และนาย อ. ตกลงนำผู้เข้าประมูลการขายทอดตลาดที่ดินที่จำนองในราคาไม่ต่ำกว่า 15,000,000 บาท หากได้ราคาต่ำกว่านั้น นาย อ. และโจทก์ที่ 2 ตกลงชำระให้จนครบ 15,000,000 บาท และเมื่อชำระหนี้ดังกล่าวแล้ว บรรษัทบริหารสินทรัพย์ ท. ตกลงไถ่ถอนจำนองหลักประกันให้แก่นาย อ. และโจทก์ที่ 2 ต่อมาวันที่ 7 กันยายน 2550 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายดังกล่าวขายทอดตลาดที่ดินที่จำนองตามฟ้อง และขายได้ในราคา 29,020,000 บาท วันที่ 10 พฤษภาคม 2554 นาย อ. กับโจทก์ที่ 2 ยื่นคำร้องขอกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดดังกล่าว แต่วันที่ 30 มกราคม 2555 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ ท. ยื่นคำร้องคัดค้าน วันที่ 22 มกราคม 2556 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงให้ (สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์-ประมวญ รักศิลธรรม-สุรทิน สาเรือง) ศาลแพ่ง - นายอดิศร บุปผเวส ศาลอุทธรณ์ - นางสาวมาลี เตชะจันตะ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ผบ.(พ)77/2563 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
687987
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นายอดิศร บุปผเวส"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นางสาวมาลี เตชะจันตะ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081946563"
    }
}
date
2565
deka_no
1685/2565
deka_running_no
1685
deka_year
2565
department
แผนก
judges
[
    "สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์",
    "ประมวญ รักศิลธรรม",
    "สุรทิน สาเรือง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 291"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544",
        "law_abbr": "พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544",
        "sections": [
            "ม. 80"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย ศ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย อ. กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส."
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จำนวน 2,111,913.69 บาท และ 682,634.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 12,068,678.35 บาท และ 3,900,769.25 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะถอนคำคัดค้านการจ่ายเงินของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จ่ายเงิน 12,068,678.35 บาท และ 3,900,769.25 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับแล้ว ให้จำเลยถอนคำคัดค้าน ลงวันที่ 30 มกราคม 2555 ในคดีหมายเลขแดงที่ 5223/2547 ของศาลล้มละลายกลาง หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ให้ศาลวินิจฉัยว่าจำเลยมีสิทธิได้รับเงินตามบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติม สัญญาปรับโครงสร้างหนี้ตามฟ้องเพียง 15,000,000 บาท เมื่อจำเลยได้รับชำระไปแล้ว 11,277,358.84 บาท จำเลยยังคงมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากโจทก์ทั้งสองเพียง 3,722,641.16 บาท และให้จำเลยชำระค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ 3,722,641.16 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เดิมวันที่ 25 เมษายน 2539 นาย อ. กับโจทก์ที่ 2 นายอุดม และนายชัยยุทธ์ จดทะเบียนจำนองที่ดินตามฟ้อง เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ หนี้ขายลดเช็คและหนี้สินทุกชนิดที่ผู้จำนองและ/หรือนายชัยยุทธ์ มีต่อบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ร. ผู้รับจำนอง เป็นเงิน 26,000,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 25 ต่อปี มีข้อตกลงว่าผู้จำนองยอมรับผิดร่วมกับลูกหนี้อย่างลูกหนี้ร่วม ภายหลังมีการโอนสิทธิรับจำนองให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ก. ธนาคาร ท. และบรรษัทบริหารสินทรัพย์ ท. ตามลำดับ วันที่ 28 ธันวาคม 2547 นายอุดมและนายชัยยุทธ์ ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามคดีหมายเลขแดงที่ 5223/2547 ของศาลล้มละลายกลาง ซึ่งมีบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. เป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ และวันที่ 29 มิถุนายน 2548 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ ท. ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2549 นาย อ. และโจทก์ที่ 2 ทำบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติม สัญญาปรับโครงสร้างหนี้กับบรรษัทบริหารสินทรัพย์ ท. ว่า ในวันที่ 30 มิถุนายน 2546 นายชัยยุทธ์เป็นหนี้บรรษัทบริหารสินทรัพย์ ท. ซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง เป็นเงินต้น 14,928,650.68 บาท และดอกเบี้ยค้างรับตามสิทธิ 14,462,794.99 บาท รวมเป็นเงิน 29,391,445.67 บาท และนาย อ. กับโจทก์ที่ 2 ตกลงชำระหนี้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ ท. 15,200,000 บาท แบ่งชำระเงินต้น 14,928,650.68 บาท และดอกเบี้ยค้างรับ 271,349.32 บาท โดยในวันทำสัญญาชำระเงินต้น 200,000 บาท และนาย อ. ตกลงนำผู้เข้าประมูลการขายทอดตลาดที่ดินที่จำนองในราคาไม่ต่ำกว่า 15,000,000 บาท หากได้ราคาต่ำกว่านั้น นาย อ. และโจทก์ที่ 2 ตกลงชำระให้จนครบ 15,000,000 บาท และเมื่อชำระหนี้ดังกล่าวแล้ว บรรษัทบริหารสินทรัพย์ ท. ตกลงไถ่ถอนจำนองหลักประกันให้แก่นาย อ. และโจทก์ที่ 2 ต่อมาวันที่ 7 กันยายน 2550 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายดังกล่าวขายทอดตลาดที่ดินที่จำนองตามฟ้อง และขายได้ในราคา 29,020,000 บาท วันที่ 10 พฤษภาคม 2554 นาย อ. กับโจทก์ที่ 2 ยื่นคำร้องขอกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดดังกล่าว แต่วันที่ 30 มกราคม 2555 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ ท. ยื่นคำร้องคัดค้าน วันที่ 22 มกราคม 2556 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงให้
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000071.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ผบ.(พ)77/2563
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2565