ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำวินิจฉัยที่ 73/2565
ศาลปกครองนครสวรรค์
ศาลผู้ส่งความเห็น
ศาลจังหวัดชัยนาท
ศาลผู้รับความเห็น
นาย อ.
ผู้ฟ้องคดี
เทศบาลตำบลธรรมมามูล
ผู้ถูกฟ้องคดี
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา
ป.พ.พ. มาตรา
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496 มาตรา
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา
พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 มาตรา
คดีที่ นาย อ. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง เทศบาลตำบลธรรมามูล ผู้ถูกฟ้องคดี ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๘๒๕๔ และ ๑๘๒๕๕ โดยได้รับโอนมรดกมาจากนาง จ. ผู้ฟ้องคดีพบว่าผู้ถูกฟ้องคดีได้ก่อสร้างอาคารแบบถาวรขนาดใหญ่รุกล้ำที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๘๒๕๔ ทั้งแปลง และโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๘๒๕๕ บางส่วน อีกทั้งผู้ถูกฟ้องคดียังรื้อถอนต้นไม้ใหญ่ในที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า โฉนดที่ดินเลขที่ ๑๘๒๕๔ เดิมเป็นของนาง ล. ผู้เป็นมารดาของนาง จ. นาง ล. แสดงเจตนาโดยชัดแจ้งอุทิศที่ดินดังกล่าวให้แก่กรมชลประทานเพื่อให้ก่อสร้างอาคารสูบน้ำสำหรับสูบน้ำให้แก่เกษตรกรใช้ทำการเกษตร ตั้งแต่ก่อนปี ๒๕๒๔ ที่ดินดังกล่าวจึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน อาคารสูบน้ำบนที่ดินจึงเป็นส่วนควบของที่ดิน และเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ (๒) ส่วนโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๘๒๕๕ ผู้ถูกฟ้องคดีมิได้ก่อสร้างอาคารสูบน้ำรุกล้ำเข้าไปยังที่ดินดังกล่าว ซึ่งถ้าหากมีการก่อสร้างอาคารสูบน้ำรุกล้ำที่ดินในขณะทำการก่อสร้างอาคารนั้นจริง ผู้ฟ้องคดีหรือนาง จ. ต้องมาแสดงตัวคัดค้าน ท้วงติง หรือทำการชี้แนวเขตของที่ดินแปลงดังกล่าว การปรับปรุงแนวรั้วได้ดำเนินการตามแนวเขตรั้วเดิมซึ่งได้ก่อสร้างมาพร้อมอาคารสูบน้ำ ต่อมากรมชลประทานได้ถ่ายโอนภารกิจและส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่เทศบาลตำบลธรรมามูลเพื่อการจัดทำบริการสาธารณะต่อเนื่องมาโดยตลอดเป็นระยะเวลา ๑๙ ปี สิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจึงไม่มีส่วนใดที่รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี เทศบาลตำบลธรรมามูลจึงไม่ต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของทางราชการ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้เทศบาลตำบลธรรมามูล ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนท้องถิ่นจัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๗ วรรคหนึ่งและมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยามในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็ตาม แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีโดยอ้างเหตุว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดโดยก่อสร้างอาคารถาวรขนาดใหญ่(อาคารสูบน้ำ) รุกล้ำโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๘๒๕๔ ทั้งแปลง และโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๘๒๕๕ บางส่วน อีกทั้งผู้ถูกฟ้องคดียังได้รื้อถอนต้นไม้ใหญ่ในที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยไม่ได้รับความยินยอม การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีแล้ว การก่อสร้างอาคารถาวรขนาดใหญ่ (อาคารสูบน้ำ) การรื้อถอนต้นไม้ใหญ่ของผู้ถูกฟ้องคดี ก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจก่อสร้างอาคารถาวรขนาดใหญ่ (อาคารสูบน้ำ) ในที่ดินดังกล่าวเพื่อการจัดทำบริการสาธารณะสำหรับสูบน้ำให้แก่เกษตรกรใช้ทำการเกษตรในที่ดินพิพาทได้ ไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
___________________________
()
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
73/2565
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
73/2565
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน