คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5093/2565 ฉบับเต็ม

#688764
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5093/2565 นาย ช. โจทก์ นางสาว ส. โจทก์ร่วม นาง ช. จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 295 หลังจากโจทก์ร่วมโอนที่ดินพร้อมอาคารให้บุตรสาวแล้วได้มีหนังสือแจ้งจําเลยว่า โจทก์ร่วมได้รับมอบอำนาจจากบุตรสาวให้เป็นตัวแทนทำสัญญาเช่ากับจําเลย เป็นการแสดงให้เห็นว่า โจทก์ร่วมและผู้รับโอนที่ดินพร้อมอาคารยังมีเจตนาที่จะปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความอยู่ การที่จําเลยมีหนังสือขอหลักฐานการรับมอบอำนาจของโจทก์ร่วมพร้อมกับขอลดค่าเช่าจากเดิมที่ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความแสดงให้เห็นว่า จําเลยมิได้ประสงค์จะปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำกันไว้ แต่ยื่นข้อเสนอใหม่ที่แตกต่างจากข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความ หลังจากนั้นจําเลยก็ไม่ได้ทำสัญญาเช่ากับบุตรสาวของโจทก์ร่วม ทั้งหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ออกหลังจากสัญญาเช่าที่ดินพร้อมอาคารพิพาทระหว่างโจทก์ร่วมกับจําเลยสิ้นสุดไปแล้ว จึงเชื่อได้ว่า ขณะศาลชั้นต้นมีคำสั่งออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี จําเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ คำสั่งของศาลที่หมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีไม่มีเหตุให้เพิกถอนหมายบังคับคดี หรือยกเลิกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและงดการบังคับคดี ___________________________ คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารออกไปจากตึกแถว 2 คูหา บนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 348 กับให้ชดใช้ค่าเสียหายอัตราเดือนละ 10,000 บาท นับตั้งแต่วันกระทำละเมิดจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 270,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ และค่าเสียหายอัตราดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยพร้อมบริวารจะออกไปจากตึกแถวและที่ดินดังกล่าว จำเลยให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง นางสาวสุดาพร ร้องสอดขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม อ้างว่าระหว่างพิจารณาคดีนี้โจทก์ได้ยกตึกแถวพร้อมที่ดินตามฟ้องให้ตนแล้ว ศาลชั้นต้นอนุญาต ต่อมาโจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความสรุปความว่า ข้อ.1 จำเลยตกลงชำระค่าเสียหาย 120,000 บาท และค่าเช่าตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2560 ถึงวันที่ 22 มกราคม 2561 เป็นเงิน 50,000 บาท รวมเป็นเงิน 170,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมภายในวันที่ 18 กันยายน 2560 ข้อ.2 โจทก์ร่วมยินยอมให้จำเลยเช่าที่ดินพร้อมตึกแถวดังกล่าวอีก 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2561 ถึงวันที่ 22 มกราคม 2562 อัตราค่าเช่า 50,000 บาท โดยจะชำระค่าเช่าล่วงหน้าในวันทำสัญญาเช่า และในปีถัดไปจำเลยยอมให้โจทก์ร่วมขึ้นค่าเช่าเป็นปีละ 60,000 บาท ข้อ.3 หากจำเลยผิดนัดข้อหนึ่งข้อใดถือว่าผิดนัดทั้งหมดให้โจทก์กับโจทก์ร่วมบังคับคดีได้ทันที โดยให้ขับไล่จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินได้ทันที... ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม วันที่ 14 มกราคม 2563 โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีขับไล่จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากตึกแถวและที่ดินดังกล่าวและเรียกค่าเสียหายปีละ 60,000 บาท นับแต่วันที่จำเลยพร้อมบริวารอยู่โดยละเมิดจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินออกไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีวันที่ 15 มกราคม 2563 และออกหมายบังคับคดีวันที่ 28 มกราคม 2563 แต่หมายบังคับคดีพิมพ์นามสกุลโจทก์ร่วมผิดพลาดจึงมีการออกหมายบังคับคดีใหม่วันที่ 18 มิถุนายน 2563 จำเลยยื่นคำร้องว่า โจทก์ร่วมยื่นคำร้องในวันที่ 14 มกราคม 2563 โดยจำเลยไม่ได้ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม หมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ร่วมเป็นฝ่ายผิดสัญญาข้อ.2 เนื่องจากได้โอนตึกแถวพร้อมที่ดินให้แก่บุคคลอื่นแล้วให้จำเลยไปตกลงเช่ากับเจ้าของคนใหม่เป็นการกระทำโดยไม่สุจริต ขอให้เพิกถอนหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี โจทก์ร่วมคัดค้านว่า ระหว่างอายุสัญญาเช่าโจทก์ร่วมได้ยกตึกแถวพร้อมที่ดินให้แก่นางสาวปริญญา ต่อมาฝ่ายโจทก์ร่วมมีหนังสือสอบถามจำเลยเรื่องการเช่าต่อแต่จำเลยไม่ตอบกลับมา ทั้งยังขอลดค่าเช่าอันมิได้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา หมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีออกโดยชอบด้วยกฎหมาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคำสั่งหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุเพิกถอนหมายบังคับคดี ให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและเพิกถอนหมายบังคับคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ร่วมฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์ร่วมกับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมแล้วโจทก์ร่วมกับจำเลยได้ทำสัญญาเช่าตึกแถวพร้อมที่ดินตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ.2 มีกำหนดเวลาเช่า 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2562 สิ้นสุดกำหนดเวลาเช่าวันที่ 22 มกราคม 2563 จำเลยชำระค่าเช่า 60,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมครบถ้วนแล้วตามสัญญาเช่าที่ดิน ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและออกหมายบังคับคดีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากการไต่สวนพยานหลักฐานของโจทก์ร่วมว่า หลังจากโจทก์ร่วมโอนที่ดินพร้อมอาคารให้กับบุตรสาวของโจทก์ร่วมแล้วได้มีหนังสือแจ้งจำเลยว่าโจทก์ร่วมได้รับมอบอำนาจจากบุตรสาวให้เป็นตัวแทนทำสัญญาเช่ากับจำเลยซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าโจทก์ร่วมและผู้รับโอนที่ดินพร้อมอาคารยังมีเจตนาที่จะปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความอยู่ การที่จำเลยกลับมีหนังสือขอหลักฐานการรับมอบอำนาจของโจทก์ร่วมพร้อมกับขอลดค่าเช่าจากเดิมที่ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความในอัตราปีละ 60,000 บาท เหลือปีละ 45,000 บาท โดยจะขอแบ่งจ่ายเป็น 2 งวด งวดละ 22,500 บาท ชำระครั้งแรกไม่เกินวันที่ 31 มกราคม 2563 ครั้งที่สองไม่เกินวันที่ 31 กรกฎาคม 2563 ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่า จำเลยมิได้ประสงค์จะปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำกันไว้แต่จำเลยกลับเป็นฝ่ายยื่นข้อเสนอของจำเลยขึ้นใหม่ที่แตกต่างจากข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความ หลังจากนั้นจำเลยก็ไม่ได้ทำสัญญาเช่ากับบุตรสาวของโจทก์ร่วมแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงยังได้ความจากหลักฐานในสำนวนและคำแถลงของเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2563 หลังจากนั้นได้ปิดประกาศขับไล่จำเลย จากข้อเท็จจริงที่ได้ความดังกล่าว เห็นว่า หมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ออกหลังจากสัญญาเช่าที่ดินพร้อมอาคารพิพาทระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยสิ้นสุดไปแล้ว จึงเชื่อได้ว่า ขณะศาลชั้นต้นมีคำสั่งออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีนั้นจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาประนีประนอมยอมความตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษายอมแล้ว คำสั่งของศาล ที่มีคำสั่งหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีไม่มีเหตุให้เพิกถอนหมายบังคับคดี หรือยกเลิกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและงดการบังคับคดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ (อรุณ เรืองเพชร-อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์-นัยนาวุธ จันทร์จำเริญ) ศาลจังหวัดอุทัยธานี - นางกาญจนา ผาณิตมาส ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายเกรียงศักดิ์ ดำรงศักดิ์ศิริ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.480/2565 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ.390/2560 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
688764
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดอุทัยธานี",
        "judge": "นางกาญจนา ผาณิตมาส"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 6",
        "judge": "นายเกรียงศักดิ์ ดำรงศักดิ์ศิริ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081944610"
    }
}
date
2565
deka_no
5093/2565
deka_running_no
5093
deka_year
2565
department
แผนก
judges
[
    "อรุณ เรืองเพชร",
    "อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์",
    "นัยนาวุธ จันทร์จำเริญ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 295"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย ช."
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นางสาว ส."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง ช."
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารออกไปจากตึกแถว 2 คูหา บนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 348 กับให้ชดใช้ค่าเสียหายอัตราเดือนละ 10,000 บาท นับตั้งแต่วันกระทำละเมิดจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 270,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ และค่าเสียหายอัตราดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยพร้อมบริวารจะออกไปจากตึกแถวและที่ดินดังกล่าว

จำเลยให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

นางสาวสุดาพร ร้องสอดขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม อ้างว่าระหว่างพิจารณาคดีนี้โจทก์ได้ยกตึกแถวพร้อมที่ดินตามฟ้องให้ตนแล้ว ศาลชั้นต้นอนุญาต

ต่อมาโจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความสรุปความว่า ข้อ.1 จำเลยตกลงชำระค่าเสียหาย 120,000 บาท และค่าเช่าตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2560 ถึงวันที่ 22 มกราคม 2561 เป็นเงิน 50,000 บาท รวมเป็นเงิน 170,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมภายในวันที่ 18 กันยายน 2560 ข้อ.2 โจทก์ร่วมยินยอมให้จำเลยเช่าที่ดินพร้อมตึกแถวดังกล่าวอีก 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2561 ถึงวันที่ 22 มกราคม 2562 อัตราค่าเช่า 50,000 บาท โดยจะชำระค่าเช่าล่วงหน้าในวันทำสัญญาเช่า และในปีถัดไปจำเลยยอมให้โจทก์ร่วมขึ้นค่าเช่าเป็นปีละ 60,000 บาท ข้อ.3 หากจำเลยผิดนัดข้อหนึ่งข้อใดถือว่าผิดนัดทั้งหมดให้โจทก์กับโจทก์ร่วมบังคับคดีได้ทันที โดยให้ขับไล่จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินได้ทันที... ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม

วันที่ 14 มกราคม 2563 โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีขับไล่จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากตึกแถวและที่ดินดังกล่าวและเรียกค่าเสียหายปีละ 60,000 บาท นับแต่วันที่จำเลยพร้อมบริวารอยู่โดยละเมิดจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินออกไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีวันที่ 15 มกราคม 2563 และออกหมายบังคับคดีวันที่ 28 มกราคม 2563 แต่หมายบังคับคดีพิมพ์นามสกุลโจทก์ร่วมผิดพลาดจึงมีการออกหมายบังคับคดีใหม่วันที่ 18 มิถุนายน 2563

จำเลยยื่นคำร้องว่า โจทก์ร่วมยื่นคำร้องในวันที่ 14 มกราคม 2563 โดยจำเลยไม่ได้ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม หมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ร่วมเป็นฝ่ายผิดสัญญาข้อ.2 เนื่องจากได้โอนตึกแถวพร้อมที่ดินให้แก่บุคคลอื่นแล้วให้จำเลยไปตกลงเช่ากับเจ้าของคนใหม่เป็นการกระทำโดยไม่สุจริต ขอให้เพิกถอนหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี

โจทก์ร่วมคัดค้านว่า ระหว่างอายุสัญญาเช่าโจทก์ร่วมได้ยกตึกแถวพร้อมที่ดินให้แก่นางสาวปริญญา ต่อมาฝ่ายโจทก์ร่วมมีหนังสือสอบถามจำเลยเรื่องการเช่าต่อแต่จำเลยไม่ตอบกลับมา ทั้งยังขอลดค่าเช่าอันมิได้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา หมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีออกโดยชอบด้วยกฎหมาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคำสั่งหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุเพิกถอนหมายบังคับคดี ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและเพิกถอนหมายบังคับคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์ร่วมกับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมแล้วโจทก์ร่วมกับจำเลยได้ทำสัญญาเช่าตึกแถวพร้อมที่ดินตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ.2 มีกำหนดเวลาเช่า 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2562 สิ้นสุดกำหนดเวลาเช่าวันที่ 22 มกราคม 2563 จำเลยชำระค่าเช่า 60,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมครบถ้วนแล้วตามสัญญาเช่าที่ดิน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและออกหมายบังคับคดีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากการไต่สวนพยานหลักฐานของโจทก์ร่วมว่า หลังจากโจทก์ร่วมโอนที่ดินพร้อมอาคารให้กับบุตรสาวของโจทก์ร่วมแล้วได้มีหนังสือแจ้งจำเลยว่าโจทก์ร่วมได้รับมอบอำนาจจากบุตรสาวให้เป็นตัวแทนทำสัญญาเช่ากับจำเลยซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าโจทก์ร่วมและผู้รับโอนที่ดินพร้อมอาคารยังมีเจตนาที่จะปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความอยู่ การที่จำเลยกลับมีหนังสือขอหลักฐานการรับมอบอำนาจของโจทก์ร่วมพร้อมกับขอลดค่าเช่าจากเดิมที่ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความในอัตราปีละ 60,000 บาท เหลือปีละ 45,000 บาท โดยจะขอแบ่งจ่ายเป็น 2 งวด งวดละ 22,500 บาท ชำระครั้งแรกไม่เกินวันที่ 31 มกราคม 2563 ครั้งที่สองไม่เกินวันที่ 31 กรกฎาคม 2563 ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่า จำเลยมิได้ประสงค์จะปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำกันไว้แต่จำเลยกลับเป็นฝ่ายยื่นข้อเสนอของจำเลยขึ้นใหม่ที่แตกต่างจากข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความ หลังจากนั้นจำเลยก็ไม่ได้ทำสัญญาเช่ากับบุตรสาวของโจทก์ร่วมแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงยังได้ความจากหลักฐานในสำนวนและคำแถลงของเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2563 หลังจากนั้นได้ปิดประกาศขับไล่จำเลย จากข้อเท็จจริงที่ได้ความดังกล่าว เห็นว่า หมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ออกหลังจากสัญญาเช่าที่ดินพร้อมอาคารพิพาทระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยสิ้นสุดไปแล้ว จึงเชื่อได้ว่า ขณะศาลชั้นต้นมีคำสั่งออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีนั้นจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาประนีประนอมยอมความตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษายอมแล้ว คำสั่งของศาล ที่มีคำสั่งหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีไม่มีเหตุให้เพิกถอนหมายบังคับคดี หรือยกเลิกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและงดการบังคับคดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
พ.390/2560
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000056.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.480/2565
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2565