คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4523/2565 ฉบับเต็ม

#688892
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4523/2565 ธนาคาร ท. โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน โจทก์ นาย ช. จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 23, มาตรา 271 (เดิม), มาตรา 274 แม้การบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้ต้องบังคับเอาแก่ทรัพย์จำนองก่อน หากไม่ครบจำนวนหนี้จึงจะบังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นได้ก็ตาม แต่ทรัพย์จำนองมีราคาประเมินไม่เพียงพอที่จะชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ ประกอบกับเหตุที่การขายทอดตลาดทรัพย์จำนองยังไม่เสร็จสิ้นนั้น มิใช่เกิดจากความผิดของโจทก์ ดังนั้น การยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยไว้ก่อน แต่ห้ามนำออกขายทอดตลาดจนกว่าจะมีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองและได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนจึงค่อยนำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาด ซึ่งไม่ขัดต่อขั้นตอนการบังคับคดี และน่าจะเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย หาทำให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยแต่ฝ่ายเดียวไม่ โจทก์จึงมีสิทธินำยึดที่ดินดังกล่าวของจำเลยเพิ่มเติมได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,173,744.38 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,890,685.58 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 กรกฎาคม 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหนี้ให้ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 111510 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้บังคับคดีเอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยจนครบ ต่อมาบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้แทนโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต โจทก์ขอหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดและอยู่ระหว่างการขายทอดตลาด โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 175462 และ 175464 พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์อื่นของจำเลย เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งยกคำร้อง โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีต่อศาลชั้นต้น ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 175462 และ 175464 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลย และอนุญาตให้ขยายระยะเวลาบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การบังคับคดีต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในคำพิพากษา เมื่อยังไม่มีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนอง จึงยังไม่อาจทราบได้ว่าเมื่อขายแล้วจะพอชำระหนี้หรือไม่ ซึ่งหากได้ราคาเพียงพอก็ไม่จำต้องยึดทรัพย์สินอื่น คำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงชอบแล้ว ส่วนคำขอขยายระยะเวลาในการบังคับคดีนั้น ไม่ใช่เหตุตามกฎหมายที่จะขอขยายได้ ให้ยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธินำยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 175462 และ 175464 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยเพิ่มเติมหรือไม่ และสมควรขยายระยะเวลาบังคับคดีของโจทก์ออกไปหรือไม่ เห็นว่า แม้การบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้ต้องบังคับเอาแก่ทรัพย์จำนองก่อน หากไม่ครบจำนวนหนี้จึงจะบังคับเอาแก่ทรัพย์สินอันได้ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า วันที่ 25 กรกฎาคม 2551 โจทก์ฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมและจำนอง ต้นเงิน 2,890,685.58 บาท วันที่ 18 พฤศจิกายน 2552 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,173,744.38 บาท ต่อมาศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2554 จากนั้นวันที่ 4 เมษายน 2554 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้แทนโจทก์ เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนอง โดยเจ้าหนี้รายอื่นตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน 2554 คดีนี้ไม่มีการไต่สวนและไม่มีรายงานข้อเท็จจริงของเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าเหตุใดจึงไม่มีการขายทอดตลาด หลังจากนั้นวันที่ 21 กันยายน 2555 โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับและมีการส่งคำบังคับให้แก่จำเลยโดยวิธีปิดคำบังคับวันที่ 6 ตุลาคม 2555 ต่อมาวันที่ 20 พฤศจิกายน 2555 โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี ถือได้ว่าโจทก์ขอให้บังคับคดีแก่ทรัพย์จำนองภายในกำหนดระยะเวลาการบังคับคดีแล้วและกรณียังไม่พอฟังว่าโจทก์ปล่อยปละละเลยไม่รีบดำเนินการบังคับคดีให้เสร็จสิ้น ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 11 ธันวาคม 2562 ว่าจำเลยมีหนี้ค้างชำระคิดถึงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 เป็นเงิน 7,949,315.17 บาท ขณะทรัพย์จำนองมีราคาประเมิน 2,680,000 บาท ทรัพย์จำนองจึงมีราคาประเมินไม่เพียงพอที่จะชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ ประกอบกับเหตุที่การขายทอดตลาดทรัพย์จำนองยังไม่เสร็จสิ้นนั้น มิใช่เกิดจากความผิดของโจทก์ ดังนั้นการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 175462 และ 175464 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยไว้ก่อน แต่ห้ามนำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดจนกว่าจะมีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองและได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนเสียก่อนจึงค่อยนำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาด ซึ่งไม่ขัดต่อขั้นตอนการบังคับคดี และน่าจะเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย หาทำให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยแต่ฝ่ายเดียว โจทก์จึงมีสิทธินำยึดที่ดินของจำเลยเพิ่มเติมได้ ส่วนที่โจทก์ขอขยายระยะเวลาบังคับคดีออกไปนั้น ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งเป็นศาลชั้นที่สุดวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2554 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาบังคับคดีวันที่ 11 ธันวาคม 2562 ก่อนสิ้นระยะเวลาบังคับคดีตามกฎหมาย ถือได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 เห็นสมควรขยายระยะเวลาการบังคับคดีให้โจทก์ออกไปอีก 180 วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟัง ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยเพิ่มเติมและไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาในการบังคับคดีนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ขยายระยะเวลาการบังคับคดีให้โจทก์ 180 วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟัง ให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 175462 และ 175464 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยตามคำขอยึดทรัพย์ของโจทก์ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 แต่ให้รอการขายไว้ก่อนจนกว่าการขายทรัพย์จำนองเสร็จสิ้นและได้เงินไม่พอชำระหนี้จึงอนุญาตให้นำที่ดินที่ยึดไว้ดังกล่าวนี้ออกขาย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ (เอกวิทย์ วัชชวัลคุ-ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล-ขจรศักดิ์ บุญเกษม) ศาลจังหวัดธัญบุรี - นายชัยวัฒน์ ยัพวัฒนพันธ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายศิริศักดิ์ เหมาะทอง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.491/2565 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น ย 354/2552 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
688892
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดธัญบุรี",
        "judge": "นายชัยวัฒน์ ยัพวัฒนพันธ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายศิริศักดิ์ เหมาะทอง"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081944994"
    }
}
date
2565
deka_no
4523/2565
deka_running_no
4523
deka_year
2565
department
แผนก
judges
[
    "เอกวิทย์ วัชชวัลคุ",
    "ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล",
    "ขจรศักดิ์ บุญเกษม"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 23",
            "ม. 271 (เดิม)",
            "ม. 274"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคาร ท. โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ช."
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,173,744.38 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,890,685.58 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 กรกฎาคม 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหนี้ให้ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 111510 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้บังคับคดีเอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยจนครบ ต่อมาบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้แทนโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต โจทก์ขอหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดและอยู่ระหว่างการขายทอดตลาด โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 175462 และ 175464 พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์อื่นของจำเลย เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีต่อศาลชั้นต้น ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 175462 และ 175464 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลย และอนุญาตให้ขยายระยะเวลาบังคับคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การบังคับคดีต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในคำพิพากษา เมื่อยังไม่มีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนอง จึงยังไม่อาจทราบได้ว่าเมื่อขายแล้วจะพอชำระหนี้หรือไม่ ซึ่งหากได้ราคาเพียงพอก็ไม่จำต้องยึดทรัพย์สินอื่น คำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงชอบแล้ว ส่วนคำขอขยายระยะเวลาในการบังคับคดีนั้น ไม่ใช่เหตุตามกฎหมายที่จะขอขยายได้ ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธินำยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 175462 และ 175464 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยเพิ่มเติมหรือไม่ และสมควรขยายระยะเวลาบังคับคดีของโจทก์ออกไปหรือไม่ เห็นว่า แม้การบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้ต้องบังคับเอาแก่ทรัพย์จำนองก่อน หากไม่ครบจำนวนหนี้จึงจะบังคับเอาแก่ทรัพย์สินอันได้ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า วันที่ 25 กรกฎาคม 2551 โจทก์ฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมและจำนอง ต้นเงิน 2,890,685.58 บาท วันที่ 18 พฤศจิกายน 2552 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,173,744.38 บาท ต่อมาศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2554 จากนั้นวันที่ 4 เมษายน 2554 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้แทนโจทก์ เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนอง โดยเจ้าหนี้รายอื่นตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน 2554 คดีนี้ไม่มีการไต่สวนและไม่มีรายงานข้อเท็จจริงของเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าเหตุใดจึงไม่มีการขายทอดตลาด หลังจากนั้นวันที่ 21 กันยายน 2555 โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับและมีการส่งคำบังคับให้แก่จำเลยโดยวิธีปิดคำบังคับวันที่ 6 ตุลาคม 2555 ต่อมาวันที่ 20 พฤศจิกายน 2555 โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี ถือได้ว่าโจทก์ขอให้บังคับคดีแก่ทรัพย์จำนองภายในกำหนดระยะเวลาการบังคับคดีแล้วและกรณียังไม่พอฟังว่าโจทก์ปล่อยปละละเลยไม่รีบดำเนินการบังคับคดีให้เสร็จสิ้น ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 11 ธันวาคม 2562 ว่าจำเลยมีหนี้ค้างชำระคิดถึงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 เป็นเงิน 7,949,315.17 บาท ขณะทรัพย์จำนองมีราคาประเมิน 2,680,000 บาท ทรัพย์จำนองจึงมีราคาประเมินไม่เพียงพอที่จะชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ ประกอบกับเหตุที่การขายทอดตลาดทรัพย์จำนองยังไม่เสร็จสิ้นนั้น มิใช่เกิดจากความผิดของโจทก์ ดังนั้นการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 175462 และ 175464 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยไว้ก่อน แต่ห้ามนำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดจนกว่าจะมีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองและได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนเสียก่อนจึงค่อยนำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาด ซึ่งไม่ขัดต่อขั้นตอนการบังคับคดี และน่าจะเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย หาทำให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยแต่ฝ่ายเดียว โจทก์จึงมีสิทธินำยึดที่ดินของจำเลยเพิ่มเติมได้ ส่วนที่โจทก์ขอขยายระยะเวลาบังคับคดีออกไปนั้น ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งเป็นศาลชั้นที่สุดวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2554 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาบังคับคดีวันที่ 11 ธันวาคม 2562 ก่อนสิ้นระยะเวลาบังคับคดีตามกฎหมาย ถือได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 เห็นสมควรขยายระยะเวลาการบังคับคดีให้โจทก์ออกไปอีก 180 วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟัง ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยเพิ่มเติมและไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาในการบังคับคดีนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ขยายระยะเวลาการบังคับคดีให้โจทก์ 180 วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟัง ให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 175462 และ 175464 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยตามคำขอยึดทรัพย์ของโจทก์ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 แต่ให้รอการขายไว้ก่อนจนกว่าการขายทรัพย์จำนองเสร็จสิ้นและได้เงินไม่พอชำระหนี้จึงอนุญาตให้นำที่ดินที่ยึดไว้ดังกล่าวนี้ออกขาย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
ย 354/2552
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000059.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.491/2565
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2565