คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3066/2565 ฉบับเต็ม

#688897
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3066/2565 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นางสาว ก. โจทก์ร่วม นาย ว. จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 35, มาตรา 39 (2) ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ คำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ฎีกา และคำแก้ฎีกา จำเลยไม่คัดค้าน แต่คดีนี้มิใช่ความผิดต่อส่วนตัว การถอนคำร้องทุกข์ไม่ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป โจทก์จึงยังคงมีอำนาจดำเนินคดีแก่จำเลย และการถอนคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์มีผลเท่ากับเป็นการขอถอนฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 35 ซึ่งโจทก์ร่วมจะขอถอนฟ้องได้ต่อเมื่อก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา อีกทั้งศาลฎีกาทำคำพิพากษาเสร็จแล้ว จึงไม่สมควรอนุญาตให้ถอนฎีกาและคำแก้ฎีกา จึงยกคำร้องของโจทก์ร่วมในส่วนขอถอนคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ฎีกา และคำแก้ฎีกา ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 264, 268 ริบของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางสาวกรรณิการ์หรือปติมา ภริยาของนายสุทัศน์ ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูง ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง และผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก (เดิม), 83 จำคุก 1 ปี และปรับ 6,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมและจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ร่วมยื่นคำร้อง ลงวันที่ 13 มิถุนายน 2565 ว่า โจทก์ร่วมและจำเลยตกลงกันได้เป็นที่พอใจแล้ว ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยต่อไป ขอถอนคำร้องทุกข์ คำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ฎีกา และคำแก้ฎีกา จำเลยไม่คัดค้าน เห็นว่า คดีนี้มิใช่ความผิดต่อส่วนตัว การถอนคำร้องทุกข์ไม่ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป โจทก์ยังคงมีอำนาจดำเนินคดีแก่จำเลย และการถอนคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์มีผลเท่ากับเป็นการขอถอนฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 35 โจทก์ร่วมจะขอถอนฟ้องได้ต่อเมื่อก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา อีกทั้งศาลฎีกาทำคำพิพากษาเสร็จแล้ว จึงไม่สมควรอนุญาตให้ถอนฎีกาและคำแก้ฎีกา ยกคำร้องของโจทก์ร่วมในส่วนขอถอนคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ฎีกา และคำแก้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2555 นายสุทัศน์ พี่ชายจำเลยซื้อรถยนต์ตู้ ยี่ห้อเบนซ์ ในราคา 250,000 บาท แล้วนำมาใช้ในกิจการร้านอาหาร จ. โดยจำเลยและนายสุทัศน์เป็นกรรมการบริษัท ค. ประกอบกิจการร้านอาหารดังกล่าว ต่อมาเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2557 นายสุทัศน์ถึงแก่ความตาย นางสาวพรพิมล พนักงานบริษัท ค. แจ้งแก่จำเลยว่ามีผู้ติดต่อขอซื้อรถตู้ในราคา 80,000 บาท จำเลยลงลายมือชื่อในสัญญาซื้อขายรถยนต์ในฐานะผู้ขาย และมีการโอนเงินค่ารถเข้าบัญชีของจำเลย 2 ครั้ง ครั้งละ 40,000 บาท จากนั้นนางสาวภัทรานิษฐ์ ผู้ซื้อมอบให้นายเทพชัยไปรับรถตู้ พร้อมสัญญาซื้อขายรถยนต์และชุดโอนรถยนต์ประกอบด้วยแบบคำขอโอนและรับโอนของกรมการขนส่งทางบก แบบคำขออื่น ๆ แบบคำขอเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของรถ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านของนายสุทัศน์ และหนังสือมอบอำนาจที่มีลายมือชื่อของนายสุทัศน์ ภายหลังโจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยและนางวันเพ็ญ พนักงานสอบสวนส่งเอกสารข้างต้นไปตรวจพิสูจน์ที่กองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผลการตรวจพิสูจน์ระบุว่าไม่ใช่ลายมือชื่อของนายสุทัศน์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมประการแรกว่า จำเลยร่วมกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ในคดีอาญานั้นเมื่อจำเลยให้การปฏิเสธฟ้องแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของโจทก์และโจทก์ร่วมโดยตรงที่ต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อสนับสนุนฟ้องและพิสูจน์ให้ได้ความชัดแจ้งปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดตามฟ้อง คดีนี้แม้โจทก์และโจทก์ร่วมจะมีนางสาวพรพิมลเป็นประจักษ์พยานยืนยันว่า จำเลยเป็นผู้ปลอมลายมือชื่อของนายสุทัศน์ในชุดโอนรถยนต์ก็ตาม แต่พยานปากนี้เบิกความอ้างว่า ได้รับเอกสารดังกล่าวที่บรรจุอยู่ในซองเอกสารจากนางสาวสุ เมื่อพยานเปิดดูจึงทราบว่ามีการปลอมลายมือชื่อของนายสุทัศน์ในชุดโอนรถยนต์ หากแต่นางศุภมาศ มาเบิกความเป็นพยานจำเลยว่า พยานคือนางสาวสุ พยานไม่เคยรับเอกสารจากจำเลยมาส่งมอบให้แก่นางสาวพรพิมล โจทก์และโจทก์ร่วมไม่ได้ถามค้านโต้แย้งว่าพยานไม่ใช่นางสาวสุตามที่นางสาวพรพิมลเบิกความ ทำให้เชื่อได้ว่านางศุภมาศเป็นบุคคลคนเดียวกับนางสาวสุเมื่อพฤติการณ์ที่พยานทั้งสองฝ่ายต่างเบิกความยันกันเช่นนี้ การวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง โดยโจทก์และโจทก์ร่วมพึงต้องมีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนคำเบิกความของนางสาวพรพิมลให้มีน้ำหนักมั่นคง ซึ่งได้ความจากนางสาวพรพิมลพยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความตอบทนายโจทก์ร่วมถามติงว่า ขณะพยานนำซองเอกสารไปส่งมอบให้แก่นางสาวฐิตาภา พยานยังพูดกับนางสาวฐิตาภาว่าเซ็นเหมือน ส่อแสดงว่านางสาวฐิตาภารู้เห็นเหตุการณ์ที่อ้างว่าจำเลยปลอมลายมือชื่อของนายสุทัศน์ด้วย แต่โจทก์และโจทก์ร่วมกลับมิได้ขวนขวายนำนางสาวฐิตาภามาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าว นอกจากนี้ตามบันทึกคำให้การนางสาวพรพิมลให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าตนเองเป็นผู้ดาวน์โหลดเอกสารชุดโอนรถยนต์ อันแตกต่างจากคำเบิกความของนางสาวพรพิมลที่ยืนยันว่านางสาวฐิตาภาเป็นผู้ดาวน์โหลดชุดโอนรถยนต์ คำเบิกความของพยานย่อมมีลักษณะไม่อยู่กับร่องกับรอย อีกทั้งที่พยานเบิกความว่าได้นำสัญญาซื้อขายรถยนต์ไปให้นางวันเพ็ญลงลายมือชื่อในฐานะพยาน ลายมือชื่อดังกล่าวจะเป็นของนางวันเพ็ญจริงหรือไม่ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ เพราะนางวันเพ็ญถึงแก่ความตายไปแล้ว กอปรกับตามบันทึกการแจ้งสิทธิของผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหา นางวันเพ็ญใช้พิมพ์ลายนิ้วมือแทนการลงลายมือชื่อ โดยไม่ปรากฏเหตุผลใดที่ต้องกระทำเช่นนั้น แล้วยังเป็นระยะเวลาห่างจากการจัดทำเอกสารไม่ถึงหนึ่งปี ยิ่งกว่านั้นนางสาวภัทรานิษฐ์ผู้ซื้อไม่ทราบว่านายสุทัศน์เจ้าของรถตู้ถึงแก่ความตายไปแล้ว การจะปลอมลายมือชื่อของนายสุทัศน์ในฐานะผู้ขายไปเสียทีเดียว เพื่อให้สอดคล้องกับลายมือชื่อปลอมของนายสุทัศน์ในชุดโอนรถยนต์น่าจะกระทำได้ง่ายกว่าและไม่เป็นข้อพิรุธว่าเหตุใดจำเลยในฐานะผู้ขายกับผู้โอนมิใช่เป็นบุคคลคนเดียวกันส่วนการชำระเงินก็สามารถระบุไว้ได้ต่างหากว่าจะให้ชำระในนามของบุคคลใด และตามบันทึกคำให้การนางสาวพรพิมลยังให้การว่า จำเลยลงลายมือชื่อในสัญญาซื้อขายรถยนต์ ต่อหน้าพยาน แล้วส่งมอบให้แก่พยาน แตกต่างจากที่พยานเบิกความว่า พยานนำเอกสารทั้งหมดใส่ซองเอกสารมอบให้แก่จำเลย จำเลยนำเอกสารเข้าไปในห้องทำงาน ก่อนให้นางศุภมาศไปรับซองเอกสารดังกล่าวมามอบให้แก่พยาน ดังนี้ เมื่อนำคำวินิจฉัยข้างต้นมาประมวลเข้าด้วยกันแล้ว ข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่า ขณะจำเลยลงลายมือชื่อในฐานะผู้ขายตามสำเนาสัญญาซื้อขายรถยนต์นั้น ไม่ได้มีการนำชุดโอนรถยนต์ไปให้จำเลยด้วย พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อของนายสุทัศน์ในเอกสารดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยร่วมกระทำผิดฐานใช้เอกสารปลอมตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงดังวินิจฉัยมาแล้วข้างต้นฟังไม่ได้ว่าจำเลยร่วมปลอม แม้ตามสำเนาสัญญาซื้อขายรถยนต์ ข้อ 5 จะมีข้อความระบุว่า "ผู้ซื้อตกลงจะดำเนินการเปลี่ยนแปลงชื่อเจ้าของรถยนต์ในสมุดคู่มือทะเบียนรถยนต์ด้วยค่าใช้จ่ายของผู้ซื้อเองทั้งสิ้น โดยผู้ขายได้จัดทำหนังสือมอบอำนาจ และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการดังกล่าวมอบให้ผู้ซื้อเรียบร้อยแล้วในวันทำสัญญานี้" แต่ตามสำเนาสัญญาซื้อขายรถยนต์เป็นเพียงแบบฟอร์มของสัญญาซื้อขายรถยนต์ทั่วไปเท่านั้น ซึ่งนางสาวพรพิมลพยานโจทก์และโจทก์ร่วมก็เบิกความรับว่าพยานใช้วิธีดาวน์โหลดมาการมีข้อความดังกล่าวมิใช่ข้อบ่งชี้แน่ชัดว่าจำเลยรู้ว่าชุดโอนรถยนต์เป็นเอกสารปลอมและได้มอบเอกสารนั้นให้แก่นางสาวภัทรานิษฐ์ผู้ซื้อไป ประกอบกับนางสาวภัทรานิษฐ์พยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความว่า พยานมอบหมายให้นายเทพชัย ไม่ทราบนามสกุล ไปรับมอบรถตู้และเอกสารต่าง ๆ แทนพยาน แต่โจทก์และโจทก์ร่วมไม่ได้นำนายเทพชัยมาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงในส่วนนี้ว่านายเทพชัยไปรับเอกสารจากบุคคลใดและเกี่ยวข้องกับจำเลยอย่างไร พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยรู้ว่าชุดโอนรถยนต์เป็นเอกสารปลอมและได้ส่งมอบให้แก่นางสาวภัทรานิษฐ์ผู้ซื้อ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอม ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ร่วมที่ขอให้ลงโทษจำเลยสถานหนักและไม่ให้รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยอีกต่อไป พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอมเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (สุนทร เฟื่องวิวัฒน์-เสถียร ศรีทองชัย-สถาพร ดาโรจน์) ศาลอาญามีนบุรี - นางสาวกรองแก้ว ถนอมรอด ศาลอุทธรณ์ - นายณัฐศักดิ์ ประทุมแก้ว แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.909/2565 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ.1311/2563 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
688897
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญามีนบุรี",
        "judge": "นางสาวกรองแก้ว ถนอมรอด"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายณัฐศักดิ์ ประทุมแก้ว"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081945764"
    }
}
date
2565
deka_no
3066/2565
deka_running_no
3066
deka_year
2565
department
แผนก
judges
[
    "สุนทร เฟื่องวิวัฒน์",
    "เสถียร ศรีทองชัย",
    "สถาพร ดาโรจน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 35",
            "ม. 39 (2)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นางสาว ก."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ว."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 264, 268 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาวกรรณิการ์หรือปติมา ภริยาของนายสุทัศน์ ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูง ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง และผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก (เดิม), 83 จำคุก 1 ปี และปรับ 6,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมและจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ร่วมยื่นคำร้อง ลงวันที่ 13 มิถุนายน 2565 ว่า โจทก์ร่วมและจำเลยตกลงกันได้เป็นที่พอใจแล้ว ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยต่อไป ขอถอนคำร้องทุกข์ คำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ฎีกา และคำแก้ฎีกา จำเลยไม่คัดค้าน เห็นว่า คดีนี้มิใช่ความผิดต่อส่วนตัว การถอนคำร้องทุกข์ไม่ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป โจทก์ยังคงมีอำนาจดำเนินคดีแก่จำเลย และการถอนคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์มีผลเท่ากับเป็นการขอถอนฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 35 โจทก์ร่วมจะขอถอนฟ้องได้ต่อเมื่อก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา อีกทั้งศาลฎีกาทำคำพิพากษาเสร็จแล้ว จึงไม่สมควรอนุญาตให้ถอนฎีกาและคำแก้ฎีกา ยกคำร้องของโจทก์ร่วมในส่วนขอถอนคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ฎีกา และคำแก้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2555 นายสุทัศน์ พี่ชายจำเลยซื้อรถยนต์ตู้ ยี่ห้อเบนซ์ ในราคา 250,000 บาท แล้วนำมาใช้ในกิจการร้านอาหาร จ. โดยจำเลยและนายสุทัศน์เป็นกรรมการบริษัท ค. ประกอบกิจการร้านอาหารดังกล่าว ต่อมาเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2557 นายสุทัศน์ถึงแก่ความตาย นางสาวพรพิมล พนักงานบริษัท ค. แจ้งแก่จำเลยว่ามีผู้ติดต่อขอซื้อรถตู้ในราคา 80,000 บาท จำเลยลงลายมือชื่อในสัญญาซื้อขายรถยนต์ในฐานะผู้ขาย และมีการโอนเงินค่ารถเข้าบัญชีของจำเลย 2 ครั้ง ครั้งละ 40,000 บาท จากนั้นนางสาวภัทรานิษฐ์ ผู้ซื้อมอบให้นายเทพชัยไปรับรถตู้ พร้อมสัญญาซื้อขายรถยนต์และชุดโอนรถยนต์ประกอบด้วยแบบคำขอโอนและรับโอนของกรมการขนส่งทางบก แบบคำขออื่น ๆ แบบคำขอเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของรถ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านของนายสุทัศน์ และหนังสือมอบอำนาจที่มีลายมือชื่อของนายสุทัศน์ ภายหลังโจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยและนางวันเพ็ญ พนักงานสอบสวนส่งเอกสารข้างต้นไปตรวจพิสูจน์ที่กองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผลการตรวจพิสูจน์ระบุว่าไม่ใช่ลายมือชื่อของนายสุทัศน์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมประการแรกว่า จำเลยร่วมกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ในคดีอาญานั้นเมื่อจำเลยให้การปฏิเสธฟ้องแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของโจทก์และโจทก์ร่วมโดยตรงที่ต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อสนับสนุนฟ้องและพิสูจน์ให้ได้ความชัดแจ้งปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดตามฟ้อง คดีนี้แม้โจทก์และโจทก์ร่วมจะมีนางสาวพรพิมลเป็นประจักษ์พยานยืนยันว่า จำเลยเป็นผู้ปลอมลายมือชื่อของนายสุทัศน์ในชุดโอนรถยนต์ก็ตาม แต่พยานปากนี้เบิกความอ้างว่า ได้รับเอกสารดังกล่าวที่บรรจุอยู่ในซองเอกสารจากนางสาวสุ เมื่อพยานเปิดดูจึงทราบว่ามีการปลอมลายมือชื่อของนายสุทัศน์ในชุดโอนรถยนต์ หากแต่นางศุภมาศ มาเบิกความเป็นพยานจำเลยว่า พยานคือนางสาวสุ พยานไม่เคยรับเอกสารจากจำเลยมาส่งมอบให้แก่นางสาวพรพิมล โจทก์และโจทก์ร่วมไม่ได้ถามค้านโต้แย้งว่าพยานไม่ใช่นางสาวสุตามที่นางสาวพรพิมลเบิกความ ทำให้เชื่อได้ว่านางศุภมาศเป็นบุคคลคนเดียวกับนางสาวสุเมื่อพฤติการณ์ที่พยานทั้งสองฝ่ายต่างเบิกความยันกันเช่นนี้ การวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง โดยโจทก์และโจทก์ร่วมพึงต้องมีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนคำเบิกความของนางสาวพรพิมลให้มีน้ำหนักมั่นคง ซึ่งได้ความจากนางสาวพรพิมลพยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความตอบทนายโจทก์ร่วมถามติงว่า ขณะพยานนำซองเอกสารไปส่งมอบให้แก่นางสาวฐิตาภา พยานยังพูดกับนางสาวฐิตาภาว่าเซ็นเหมือน ส่อแสดงว่านางสาวฐิตาภารู้เห็นเหตุการณ์ที่อ้างว่าจำเลยปลอมลายมือชื่อของนายสุทัศน์ด้วย แต่โจทก์และโจทก์ร่วมกลับมิได้ขวนขวายนำนางสาวฐิตาภามาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าว นอกจากนี้ตามบันทึกคำให้การนางสาวพรพิมลให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าตนเองเป็นผู้ดาวน์โหลดเอกสารชุดโอนรถยนต์ อันแตกต่างจากคำเบิกความของนางสาวพรพิมลที่ยืนยันว่านางสาวฐิตาภาเป็นผู้ดาวน์โหลดชุดโอนรถยนต์ คำเบิกความของพยานย่อมมีลักษณะไม่อยู่กับร่องกับรอย อีกทั้งที่พยานเบิกความว่าได้นำสัญญาซื้อขายรถยนต์ไปให้นางวันเพ็ญลงลายมือชื่อในฐานะพยาน ลายมือชื่อดังกล่าวจะเป็นของนางวันเพ็ญจริงหรือไม่ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ เพราะนางวันเพ็ญถึงแก่ความตายไปแล้ว กอปรกับตามบันทึกการแจ้งสิทธิของผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหา นางวันเพ็ญใช้พิมพ์ลายนิ้วมือแทนการลงลายมือชื่อ โดยไม่ปรากฏเหตุผลใดที่ต้องกระทำเช่นนั้น แล้วยังเป็นระยะเวลาห่างจากการจัดทำเอกสารไม่ถึงหนึ่งปี ยิ่งกว่านั้นนางสาวภัทรานิษฐ์ผู้ซื้อไม่ทราบว่านายสุทัศน์เจ้าของรถตู้ถึงแก่ความตายไปแล้ว การจะปลอมลายมือชื่อของนายสุทัศน์ในฐานะผู้ขายไปเสียทีเดียว เพื่อให้สอดคล้องกับลายมือชื่อปลอมของนายสุทัศน์ในชุดโอนรถยนต์น่าจะกระทำได้ง่ายกว่าและไม่เป็นข้อพิรุธว่าเหตุใดจำเลยในฐานะผู้ขายกับผู้โอนมิใช่เป็นบุคคลคนเดียวกันส่วนการชำระเงินก็สามารถระบุไว้ได้ต่างหากว่าจะให้ชำระในนามของบุคคลใด และตามบันทึกคำให้การนางสาวพรพิมลยังให้การว่า จำเลยลงลายมือชื่อในสัญญาซื้อขายรถยนต์ ต่อหน้าพยาน แล้วส่งมอบให้แก่พยาน แตกต่างจากที่พยานเบิกความว่า พยานนำเอกสารทั้งหมดใส่ซองเอกสารมอบให้แก่จำเลย จำเลยนำเอกสารเข้าไปในห้องทำงาน ก่อนให้นางศุภมาศไปรับซองเอกสารดังกล่าวมามอบให้แก่พยาน ดังนี้ เมื่อนำคำวินิจฉัยข้างต้นมาประมวลเข้าด้วยกันแล้ว ข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่า ขณะจำเลยลงลายมือชื่อในฐานะผู้ขายตามสำเนาสัญญาซื้อขายรถยนต์นั้น ไม่ได้มีการนำชุดโอนรถยนต์ไปให้จำเลยด้วย พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อของนายสุทัศน์ในเอกสารดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยร่วมกระทำผิดฐานใช้เอกสารปลอมตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงดังวินิจฉัยมาแล้วข้างต้นฟังไม่ได้ว่าจำเลยร่วมปลอม แม้ตามสำเนาสัญญาซื้อขายรถยนต์ ข้อ 5 จะมีข้อความระบุว่า "ผู้ซื้อตกลงจะดำเนินการเปลี่ยนแปลงชื่อเจ้าของรถยนต์ในสมุดคู่มือทะเบียนรถยนต์ด้วยค่าใช้จ่ายของผู้ซื้อเองทั้งสิ้น โดยผู้ขายได้จัดทำหนังสือมอบอำนาจ และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการดังกล่าวมอบให้ผู้ซื้อเรียบร้อยแล้วในวันทำสัญญานี้" แต่ตามสำเนาสัญญาซื้อขายรถยนต์เป็นเพียงแบบฟอร์มของสัญญาซื้อขายรถยนต์ทั่วไปเท่านั้น ซึ่งนางสาวพรพิมลพยานโจทก์และโจทก์ร่วมก็เบิกความรับว่าพยานใช้วิธีดาวน์โหลดมาการมีข้อความดังกล่าวมิใช่ข้อบ่งชี้แน่ชัดว่าจำเลยรู้ว่าชุดโอนรถยนต์เป็นเอกสารปลอมและได้มอบเอกสารนั้นให้แก่นางสาวภัทรานิษฐ์ผู้ซื้อไป ประกอบกับนางสาวภัทรานิษฐ์พยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความว่า พยานมอบหมายให้นายเทพชัย ไม่ทราบนามสกุล ไปรับมอบรถตู้และเอกสารต่าง ๆ แทนพยาน แต่โจทก์และโจทก์ร่วมไม่ได้นำนายเทพชัยมาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงในส่วนนี้ว่านายเทพชัยไปรับเอกสารจากบุคคลใดและเกี่ยวข้องกับจำเลยอย่างไร พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยรู้ว่าชุดโอนรถยนต์เป็นเอกสารปลอมและได้ส่งมอบให้แก่นางสาวภัทรานิษฐ์ผู้ซื้อ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอม ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ร่วมที่ขอให้ลงโทษจำเลยสถานหนักและไม่ให้รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยอีกต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอมเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
อ.1311/2563
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000065.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.909/2565
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2565