คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4677/2565 ฉบับเต็ม

#689346
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4677/2565 ธนาคาร ก. โจทก์ สิบตำรวจเอกหรือร้อยตำรวจตรีหรือนาย บ. กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 653 แม้ตามสัญญากู้ข้อ 3 ให้สิทธิโจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้กู้เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยที่คิดจากจำเลยที่ 1 ได้ตามประกาศของโจทก์ก็ตาม แต่โจทก์ต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้กู้ทราบโดยปิดประกาศไว้ ณ ที่ทำการของโจทก์ผู้ให้กู้ เมื่อตามฟ้องและทางนําสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้แจ้งการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ทราบ ทำให้จำเลยที่ 1 ไม่อาจทราบได้ว่าต้องชําระดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้นและยอดชําระในแต่ละเดือนที่มากขึ้นหรือไม่ ประกอบกับโจทก์ไม่ได้นําสืบว่าได้มีการแจ้งยอดหนี้ค้างชําระให้แก่จำเลยที่ 1 ทราบในแต่ละเดือน ทั้งการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นย่อมส่งผลให้จำเลยที่ 1 ต้องผ่อนชําระหนี้ในยอดเงินที่เพิ่มขึ้นซึ่งตามสัญญาข้อ 4 วรรคท้าย โจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้กู้จะต้องแจ้งให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้กู้ทราบล่วงหน้าเป็นหนังสือภายในระยะเวลาอันสมควร ทั้งนี้เพื่อให้การชําระคืนเงินตามสัญญาเสร็จภายในเวลาที่ได้กำหนดไว้ข้างต้น ซึ่งการคิดคํานวณอัตราดอกเบี้ย การชําระหนี้ รวมทั้งยอดหนี้ล้วนแต่เป็นข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีความเชี่ยวชาญทางด้านการเงิน ดังนั้นโจทก์จึงสามารถตรวจสอบได้ว่าเพื่อให้การชําระหนี้เสร็จสิ้นภายในเดือนกรกฎาคม 2562 โจทก์ต้องเรียกให้จำเลยที่ 1 ชําระเงินคืนในแต่ละเดือนจำนวนเท่าใด ทั้งนี้กำหนดระยะเวลาชําระหนี้ถือว่าเป็นสาระสำคัญของสัญญาซึ่งมีผลต่อการผิดนัดชําระหนี้ตามสัญญา จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่ต้องคิดคํานวณและเรียกชําระเงินคืนจากจำเลยที่ 1 ในแต่ละเดือนที่จะทำให้การชําระหนี้เสร็จสิ้นภายในกำหนดเวลาตามสัญญา แต่โจทก์หาได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบล่วงหน้าเพื่อขอหักเงินชําระคืนจำนวนที่มากขึ้นไม่ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ไม่ได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามข้อตกลงในสัญญา จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 32,008.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 29,709.10 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ โดยศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นที่ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งคัดค้านรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2552 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินสินเชื่ออเนกประสงค์แก่ข้าราชการและลูกจ้างประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติจากโจทก์ 600,000 บาท ตกลงคิดดอกเบี้ยร้อยละ เอ็ม.อาร์.อาร์ บวก 0.75 ต่อปี ตามสัญญากู้เงิน มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยที่คิดจากจำเลยที่ 1 ได้ตามสัญญา การที่โจทก์เปลี่ยนหลักเกณฑ์ในการชำระคืนเงินกู้ตามสัญญาข้อ 4 นั้น ไม่ใช่หน้าที่ของโจทก์แต่เป็นสิทธิของโจทก์ การที่โจทก์ไม่ใช้สิทธิดังกล่าวหาทำให้จำเลยที่ 1 หลุดพ้นจากความรับผิดไม่ เห็นว่า ตามสัญญากู้เงิน ในการผ่อนชำระหนี้นั้น จำเลยที่ 1 ตกลงผ่อนชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยให้โจทก์เป็นรายเดือนทุกเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า 7,100 บาท โดยโจทก์จะหักเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ที่ธนาคารโจทก์สาขาย่อยเกาะลันตา ทุกวันสิ้นสุดของเดือน เริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2552 เป็นต้นไปจนเสร็จสิ้นภายในวันที่ 22 กรกฎาคม 2562 โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้จนถึงเดือนกรกฎาคม 2562 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดตามสัญญา แม้ตามสัญญากู้เงิน ข้อ 3.3 จะให้สิทธิโจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้กู้เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยที่คิดจากจำเลยที่ 1 ได้ ตามประกาศของโจทก์ก็ตาม แต่โจทก์ต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้กู้ทราบโดยปิดประกาศไว้ ณ ที่ทำการของโจทก์ผู้ให้กู้ แต่ตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้แจ้งการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ทราบ ทำให้จำเลยที่ 1 ไม่อาจทราบได้ว่าต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้นและยอดชำระในแต่ละเดือนที่มากขึ้นหรือไม่ ประกอบกับโจทก์ไม่ได้นำสืบว่าได้มีการแจ้งยอดหนี้ค้างชำระให้แก่จำเลยที่ 1 ทราบในแต่ละเดือน ทั้งการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นย่อมส่งผลให้จำเลยที่ 1 ต้องผ่อนชำระหนี้ในยอดเงินที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งตามสัญญาข้อ 4 วรรคท้าย โจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้กู้จะต้องแจ้งให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้กู้ทราบล่วงหน้าเป็นหนังสือภายในระยะเวลาอันสมควร ทั้งนี้เพื่อให้การชำระคืนเงินตามสัญญาแล้วเสร็จภายในเวลาที่ได้กำหนดไว้ข้างต้นซึ่งการคิดคำนวณอัตราดอกเบี้ย การชำระหนี้ รวมทั้งยอดหนี้ล้วนแต่เป็นข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีความเชี่ยวชาญทางด้านการเงิน ดังนั้นโจทก์จึงสามารถตรวจสอบได้ว่าเพื่อให้การชำระหนี้เสร็จสิ้นภายในเดือนกรกฎาคม 2562 โจทก์ต้องเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินคืนในแต่ละเดือนจำนวนเท่าใด ทั้งนี้กำหนดระยะเวลาชำระหนี้ถือว่าเป็นสาระสำคัญของสัญญาซึ่งมีผลต่อการผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญา จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่ต้องคิดคำนวณและเรียกชำระเงินคืนจากจำเลยที่ 1 ในแต่ละเดือนที่จะทำให้การชำระหนี้เสร็จสิ้นภายในกำหนดเวลาตามสัญญา แต่โจทก์ก็หาได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบล่วงหน้าเพื่อขอหักเงินชำระคืนในจำนวนที่มากขึ้นไม่ จึงเป็นกรณีที่โจทก์มิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามข้อตกลงในสัญญา จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องอีก จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (รังสรรค์ โรจน์ชีวิน-กษิดิศ มงคลศิริภัทรา-เกรียงศักดิ์ โฆมานะสิน) ศาลจังหวัดกระบี่ - นายจีรพงษ์ ตรงวานิชนาม ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นางณัฐสิรี นิตยะประภา แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ผบ.(พ)362/2565 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
689346
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดกระบี่",
        "judge": "นายจีรพงษ์ ตรงวานิชนาม"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 8",
        "judge": "นางณัฐสิรี นิตยะประภา"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081944859"
    }
}
date
2565
deka_no
4677/2565
deka_running_no
4677
deka_year
2565
department
แผนก
judges
[
    "รังสรรค์ โรจน์ชีวิน",
    "กษิดิศ มงคลศิริภัทรา",
    "เกรียงศักดิ์ โฆมานะสิน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 653"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคาร ก."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "สิบตำรวจเอกหรือร้อยตำรวจตรีหรือนาย บ. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 32,008.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 29,709.10 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ โดยศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นที่ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งคัดค้านรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2552 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินสินเชื่ออเนกประสงค์แก่ข้าราชการและลูกจ้างประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติจากโจทก์ 600,000 บาท ตกลงคิดดอกเบี้ยร้อยละ เอ็ม.อาร์.อาร์ บวก 0.75 ต่อปี ตามสัญญากู้เงิน มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยที่คิดจากจำเลยที่ 1 ได้ตามสัญญา การที่โจทก์เปลี่ยนหลักเกณฑ์ในการชำระคืนเงินกู้ตามสัญญาข้อ 4 นั้น ไม่ใช่หน้าที่ของโจทก์แต่เป็นสิทธิของโจทก์ การที่โจทก์ไม่ใช้สิทธิดังกล่าวหาทำให้จำเลยที่ 1 หลุดพ้นจากความรับผิดไม่ เห็นว่า ตามสัญญากู้เงิน ในการผ่อนชำระหนี้นั้น จำเลยที่ 1 ตกลงผ่อนชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยให้โจทก์เป็นรายเดือนทุกเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า 7,100 บาท โดยโจทก์จะหักเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ที่ธนาคารโจทก์สาขาย่อยเกาะลันตา ทุกวันสิ้นสุดของเดือน เริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2552 เป็นต้นไปจนเสร็จสิ้นภายในวันที่ 22 กรกฎาคม 2562 โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้จนถึงเดือนกรกฎาคม 2562 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดตามสัญญา แม้ตามสัญญากู้เงิน ข้อ 3.3 จะให้สิทธิโจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้กู้เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยที่คิดจากจำเลยที่ 1 ได้ ตามประกาศของโจทก์ก็ตาม แต่โจทก์ต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้กู้ทราบโดยปิดประกาศไว้ ณ ที่ทำการของโจทก์ผู้ให้กู้ แต่ตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้แจ้งการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ทราบ ทำให้จำเลยที่ 1 ไม่อาจทราบได้ว่าต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้นและยอดชำระในแต่ละเดือนที่มากขึ้นหรือไม่ ประกอบกับโจทก์ไม่ได้นำสืบว่าได้มีการแจ้งยอดหนี้ค้างชำระให้แก่จำเลยที่ 1 ทราบในแต่ละเดือน ทั้งการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นย่อมส่งผลให้จำเลยที่ 1 ต้องผ่อนชำระหนี้ในยอดเงินที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งตามสัญญาข้อ 4 วรรคท้าย โจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้กู้จะต้องแจ้งให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้กู้ทราบล่วงหน้าเป็นหนังสือภายในระยะเวลาอันสมควร ทั้งนี้เพื่อให้การชำระคืนเงินตามสัญญาแล้วเสร็จภายในเวลาที่ได้กำหนดไว้ข้างต้นซึ่งการคิดคำนวณอัตราดอกเบี้ย การชำระหนี้ รวมทั้งยอดหนี้ล้วนแต่เป็นข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีความเชี่ยวชาญทางด้านการเงิน ดังนั้นโจทก์จึงสามารถตรวจสอบได้ว่าเพื่อให้การชำระหนี้เสร็จสิ้นภายในเดือนกรกฎาคม 2562 โจทก์ต้องเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินคืนในแต่ละเดือนจำนวนเท่าใด ทั้งนี้กำหนดระยะเวลาชำระหนี้ถือว่าเป็นสาระสำคัญของสัญญาซึ่งมีผลต่อการผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญา จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่ต้องคิดคำนวณและเรียกชำระเงินคืนจากจำเลยที่ 1 ในแต่ละเดือนที่จะทำให้การชำระหนี้เสร็จสิ้นภายในกำหนดเวลาตามสัญญา แต่โจทก์ก็หาได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบล่วงหน้าเพื่อขอหักเงินชำระคืนในจำนวนที่มากขึ้นไม่ จึงเป็นกรณีที่โจทก์มิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามข้อตกลงในสัญญา จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องอีก จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000058.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ผบ.(พ)362/2565
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2565