ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2535/2565
พนักงานอัยการจังหวัด
โจทก์
นาย อ.
จำเลย
ป.อ. มาตรา 3, มาตรา 276 วรรคหนึ่ง (เดิม), มาตรา 278 วรรคสอง (ใหม่)
ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 225
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานกระทำอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด โดยขณะกระทำความผิด การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตามมาตรา 276 วรรคหนึ่ง (เดิม) เมื่อฐานความผิดตามมาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า จึงต้องปรับบทความผิดตามกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดตามมาตรา 3 แต่ระวางโทษตามมาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ที่ใช้ในภายหลังมีระวางโทษเท่ากับมาตรา 276 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่ใช้ในขณะกระทำความผิด ในส่วนระวางโทษตามกฎหมายที่ใช้ในภายหลังจึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย ต้องกำหนดโทษจำเลยตามมาตรา 276 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 278 วรรคสอง, 283 ทวิ, 284, 310, 318
จำเลยให้การรับสารภาพ
ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายทั้งสอง (ที่ถูก ผู้เสียหายที่ 2) ถอนคำร้องทุกข์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ, 284, 310 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะความผิดฐานดังกล่าวออกจากสารบบความ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคสอง, 318 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร (ที่ถูก ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร) จำคุก 3 ปี ฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปี จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 7 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 (เดิม), 318 วรรคสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า ได้ความจากรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติ โดยจำเลยไม่คัดค้านว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยอายุ 44 ปี ปัจจุบันจำเลยอยู่กับภริยาคนที่ 2 ไม่มีบุตรด้วยกัน จำเลยมีบุตรกับภริยาคนแรก 2 คน นับว่าเป็นผู้มีวัยวุฒิและประสบการณ์ชีวิตพอสมควร สามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งใดถูกหรือผิด แต่จำเลยกลับไม่รู้สึกผิดชอบชั่วดีฉวยโอกาสมุ่งสนองอารมณ์ใคร่ของตนเอง โดยกระทำการคุกคามทางเพศที่สร้างความเสื่อมเสียและความหวาดกลัวแก่ผู้เสียหายที่ 2 จนต้องไปพบแพทย์เพื่อตรวจสภาพจิต ในช่วงแรกผู้เสียหายที่ 2 มีอาการไม่ชอบร่างกายตัวเองและต้องการฆ่าตัวตาย ต่อมามีอาการดีขึ้นแต่ยังคงหวาดกลัวชายอื่น และกลัวความสัมพันธ์กับผู้อื่น ทำให้เป็นคนเก็บตัวไม่กล้าอยู่ในสถานที่มีคนมาก ทั้งเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองสร้างความเดือดร้อนกังวลใจและความรู้สึกอับอายแก่ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดา พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง หลังเกิดเหตุจำเลยหลบหนีไปนาน 2 ปีเศษ จึงถูกจับกุมได้ตามหมายจับ แสดงว่าจำเลยมิได้สำนึกผิดในการกระทำของตน หรือแสดงความรับผิดชอบช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายทั้งสองเพื่อบรรเทาผลร้ายภายในเวลาอันสมควร แม้จำเลยอ้างว่าจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายทั้งสองจนเป็นที่พอใจ และผู้เสียหายทั้งสองไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยแล้ว หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยอ้างในฎีกา ก็ไม่เป็นเหตุเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
อนึ่ง โจทก์ฟ้องข้อ 1 ข ขอให้ลงโทษจำเลยฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยการล่วงล้ำ โดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยบุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดและแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใดตามมาตรา 3 โดยขณะกระทำความผิดการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ตามมาตรา 276 วรรคหนึ่ง (เดิม) มิใช่ฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยบุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ตามมาตรา 278 (เดิม) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย และเมื่อฐานความผิดตามมาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า จึงต้องปรับบทความผิดตามกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด แต่ระวางโทษตามมาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ที่ใช้ในภายหลังมีระวางโทษเท่ากับมาตรา 276 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่ใช้ในขณะกระทำความผิด ในส่วนระวางโทษตามกฎหมายที่ใช้ในภายหลังจึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย ศาลต้องกำหนดโทษจำเลยตามมาตรา 276 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) โดยให้กำหนดโทษตามมาตรา 276 วรรคหนึ่ง (เดิม), 318 วรรคสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3.
(ชูเกียรติ ดิลกแพทย์-ฉัตรทิชา ชัยรัชต์กร-ขนิษฐา อรุณวงศ์)
ศาลจังหวัดสีคิ้ว - นายสิทธิชัย ไชยเจริญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายนิธิศิษฐ์ ธำรงเลิศสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.3005/2564
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ