คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4395/2565 ฉบับเต็ม

#689610
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4395/2565 พนักงานอัยการคดีศาลแขวงอุดรธานี โจทก์ นาง ส. กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 90 ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 213, มาตรา 225 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ความผิดฐานร่วมกันเล่นการพนันและฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จำเลยทั้งยี่สิบสองมีเจตนาร่วมเล่นการพนันและฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในเวลาเดียวกัน อันเป็นเจตนาเดียวกัน การกระทำความผิดของจำเลยทั้งยี่สิบสองจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทมิใช่หลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งยี่สิบสองเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน จึงเป็นการไม่ชอบ กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง และมาตรา ๒๒๕ ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔ และกรณีเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๒๒ ซึ่งมิได้ฎีกาด้วย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๓ และมาตรา ๒๒๕ ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 4, 5, 7, 9, 18, 19 ริบของกลางและจ่ายสินบนนำจับตามกฎหมาย จำเลยทั้งยี่สิบสองให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งยี่สิบสองมีความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 4, 5, 7, 9, 18, 19 (ที่ถูก มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2), 18) พระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 (ที่ถูก มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 12 (2)) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 (ที่ถูก ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งยี่สิบสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91) ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ปรับคนละ 5,000 บาท ฐานร่วมกันเล่นการพนัน จำเลยที่ 1 จำคุก 3 เดือน และปรับ 2,000 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 ปรับคนละ 1,600 บาท จำเลยทั้งยี่สิบสองให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน คงปรับคนละ 2,500 บาท ฐานร่วมกันเล่นการพนัน จำเลยที่ 1 คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน และปรับ 1,000 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 คงปรับคนละ 800 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 เดือน 15 วัน และปรับ 3,500 บาท รวมปรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 คนละ 3,300 บาท โทษจำคุกจำเลยที่ 1 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง และให้จำเลยทั้งยี่สิบสองจ่ายสินบนนำจับตามกฎหมาย โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 4 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมาย รับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จำเลยที่ 1 ให้จำคุก 1 เดือน โดยไม่ลงโทษปรับ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 จำคุกคนละ 1 เดือน อีกสถานหนึ่ง และฐานร่วมกันเล่นการพนัน จำเลยที่ 1 จำคุก 3 เดือน โดยไม่ลงโทษปรับ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 จำคุกคนละ 3 เดือน และปรับคนละ 2,000 บาท จำเลยทั้งยี่สิบสองให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน คงจำคุกคนละ 15 วัน ฐานร่วมกันเล่นการพนัน จำเลยที่ 1 จำคุก 1 เดือน 15 วัน ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 คงจำคุกคนละ 1 เดือน 15 วัน และปรับคนละ 1,000 บาท เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว จำเลยที่ 1 ให้จำคุก 2 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 ให้จำคุกคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 3,500 บาท โทษจำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ภายในระยะเวลา 1 ปี และให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า กรณีมีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ร่วมเล่นการพนันไฮโลว์โดยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 กับพวกที่หลบหนีร่วมเล่นการพนัน ซึ่งมีลักษณะเป็นการเล่นพนันวงใหญ่ เป็นการมอมเมาประชาชนให้ลุ่มหลงในอบายมุข อันเป็นบ่อเกิดของปัญหาสังคมตามมาอีกหลายประการ ส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนส่วนรวม โดยมุ่งหวังประโยชน์ส่วนตนเพียงอย่างเดียว ทั้งขณะเกิดเหตุมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ห้ามมิให้มีการร่วมชุมนุมทำกิจกรรมหรือมั่วสุมกันในสถานที่แออัดอันจะเป็นการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด - 19) หรือกระทำการอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้จะไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและมีเหตุผลความจำเป็นส่วนตัวตามที่กล่าวอ้างมาในฎีกาก็ตาม กรณียังไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตามศาลฎีกาเห็นควรเปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นกักขังแทน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 อนึ่ง ความผิดฐานร่วมกันเล่นการพนันและฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จำเลยทั้งยี่สิบสองมีเจตนาร่วมเล่นการพนันและฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในเวลาเดียวกัน อันเป็นเจตนาเดียวกัน การกระทำความผิดของจำเลยทั้งยี่สิบสองจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทมิใช่หลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งยี่สิบสองเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน จึงเป็นการไม่ชอบ กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และกรณีเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันเล่นการพนันและฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 15 วัน เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นกักขังแทนมีกำหนด 15 วัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 จำคุกคนละ 1 เดือน และปรับคนละ 5,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 15 วัน และปรับคนละ 2,500 บาท ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนดคนละ 1 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 ฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่คุมความประพฤติจำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 หากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกคำขอให้จ่ายเงินสินบนนำจับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 (เสถียร ศรีทองชัย-สุนทร เฟื่องวิวัฒน์-สถาพร ดาโรจน์) ศาลแขวงอุดรธานี - นางสาวสาวิตรี งามวิทยานนท์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายนภดล ลัญฉเวโรจน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1434/2565 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ 1337/2564 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
689610
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงอุดรธานี",
        "judge": "นางสาวสาวิตรี งามวิทยานนท์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายนภดล ลัญฉเวโรจน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081945019"
    }
}
date
2565
deka_no
4395/2565
deka_running_no
4395
deka_year
2565
department
แผนก
judges
[
    "เสถียร ศรีทองชัย",
    "สุนทร เฟื่องวิวัฒน์",
    "สถาพร ดาโรจน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 90"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 195 วรรคสอง",
            "ม. 213",
            "ม. 225"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499",
        "sections": [
            "ม. 4"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการคดีศาลแขวงอุดรธานี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง ส. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 4, 5, 7, 9, 18, 19 ริบของกลางและจ่ายสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งยี่สิบสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งยี่สิบสองมีความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 4, 5, 7, 9, 18, 19 (ที่ถูก มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2), 18) พระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 (ที่ถูก มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 12 (2)) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 (ที่ถูก ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งยี่สิบสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91) ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ปรับคนละ 5,000 บาท ฐานร่วมกันเล่นการพนัน จำเลยที่ 1 จำคุก 3 เดือน และปรับ 2,000 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 ปรับคนละ 1,600 บาท จำเลยทั้งยี่สิบสองให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน คงปรับคนละ 2,500 บาท ฐานร่วมกันเล่นการพนัน จำเลยที่ 1 คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน และปรับ 1,000 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 คงปรับคนละ 800 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 เดือน 15 วัน และปรับ 3,500 บาท รวมปรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 คนละ 3,300 บาท โทษจำคุกจำเลยที่ 1 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง และให้จำเลยทั้งยี่สิบสองจ่ายสินบนนำจับตามกฎหมาย

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 4 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมาย รับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จำเลยที่ 1 ให้จำคุก 1 เดือน โดยไม่ลงโทษปรับ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 จำคุกคนละ 1 เดือน อีกสถานหนึ่ง และฐานร่วมกันเล่นการพนัน จำเลยที่ 1 จำคุก 3 เดือน โดยไม่ลงโทษปรับ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 จำคุกคนละ 3 เดือน และปรับคนละ 2,000 บาท จำเลยทั้งยี่สิบสองให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน คงจำคุกคนละ 15 วัน ฐานร่วมกันเล่นการพนัน จำเลยที่ 1 จำคุก 1 เดือน 15 วัน ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 คงจำคุกคนละ 1 เดือน 15 วัน และปรับคนละ 1,000 บาท เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว จำเลยที่ 1 ให้จำคุก 2 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 ให้จำคุกคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 3,500 บาท โทษจำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ภายในระยะเวลา 1 ปี และให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า กรณีมีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ร่วมเล่นการพนันไฮโลว์โดยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 กับพวกที่หลบหนีร่วมเล่นการพนัน ซึ่งมีลักษณะเป็นการเล่นพนันวงใหญ่ เป็นการมอมเมาประชาชนให้ลุ่มหลงในอบายมุข อันเป็นบ่อเกิดของปัญหาสังคมตามมาอีกหลายประการ ส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนส่วนรวม โดยมุ่งหวังประโยชน์ส่วนตนเพียงอย่างเดียว ทั้งขณะเกิดเหตุมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ห้ามมิให้มีการร่วมชุมนุมทำกิจกรรมหรือมั่วสุมกันในสถานที่แออัดอันจะเป็นการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด - 19) หรือกระทำการอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้จะไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและมีเหตุผลความจำเป็นส่วนตัวตามที่กล่าวอ้างมาในฎีกาก็ตาม กรณียังไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตามศาลฎีกาเห็นควรเปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นกักขังแทน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23

อนึ่ง ความผิดฐานร่วมกันเล่นการพนันและฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จำเลยทั้งยี่สิบสองมีเจตนาร่วมเล่นการพนันและฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในเวลาเดียวกัน อันเป็นเจตนาเดียวกัน การกระทำความผิดของจำเลยทั้งยี่สิบสองจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทมิใช่หลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งยี่สิบสองเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน จึงเป็นการไม่ชอบ กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และกรณีเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันเล่นการพนันและฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 15 วัน เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นกักขังแทนมีกำหนด 15 วัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 จำคุกคนละ 1 เดือน และปรับคนละ 5,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 15 วัน และปรับคนละ 2,500 บาท ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนดคนละ 1 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 ฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่คุมความประพฤติจำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 หากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกคำขอให้จ่ายเงินสินบนนำจับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
อ 1337/2564
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000059.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1434/2565
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2565