คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1468/2566 ฉบับเต็ม

#690287
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1468/2566 นาย ช. ผู้ร้อง คณะกรรมการตรวจสอบผู้ซึ่งจะได้รับพระราชทานอภัยโทษตามมาตรา 18 แห่งพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2562 ผู้คัดค้าน ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 225 พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2562 มาตรา 12 พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2562 มาตรา 12 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 13 นักโทษเด็ดขาดชั้นเยี่ยมซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดซ้ำให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษจากกำหนดโทษลง 1 ใน 6"และมาตรา 3 บัญญัติว่า "ในพระราชกฤษฎีกานี้... "ผู้กระทำความผิดซ้ำ" หมายความว่า นักโทษเด็ดขาดที่เคยต้องโทษมาแล้ว และกลับมาต้องโทษจำคุกในคราวนี้อีกภายในห้าปีนับแต่วันพ้นโทษคราวก่อน กับความผิดทั้งสองคราวไม่ใช่ความผิดฐานลหุโทษหรือประมาท..." เมื่อคำว่าผู้กระทำความผิดซ้ำเป็นองค์ประกอบหนึ่งของมาตรา 12 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่กำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาว่านักโทษเด็ดขาดชั้นเยี่ยมเช่นเดียวกับผู้ร้องจะได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษหรือไม่ เพียงใด อันเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ดังนั้น แม้คู่ความไม่ได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นในข้อที่วินิจฉัยแปลความคำว่า นักโทษเด็ดขาดที่เคยต้องโทษมาแล้ว ตามมาตรา 3 และศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้ยกเรื่องการแปลความดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย ทั้งคู่ความไม่ได้ยกเรื่องการแปลความดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างในฎีกาด้วย ศาลฎีกาก็ยกเรื่องการแปลความคำว่านักโทษเด็ดขาดที่เคยต้องโทษมาแล้ว ตามมาตรา 3 ขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ผู้ร้องได้รับการล้างมลทินตาม พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ. 2550 มาตรา 4 ในความผิดฐานลักทรัพย์ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2829/2543 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรีอันมีผลให้ถือว่าผู้ร้องมิได้เคยถูกลงโทษในความผิดดังกล่าว แม้การล้างมลทินไม่ได้เป็นการลบล้างความประพฤติหรือการกระทำอันเป็นเหตุให้ผู้ร้องถูกลงโทษจำคุกในความผิดฐานลักทรัพย์ก็ตาม แต่ผลของการล้างมลทินที่ให้ถือว่าผู้ร้องมิได้เคยถูกลงโทษในความผิดดังกล่าว ย่อมมีความหมายชัดเจนอยู่ว่าผู้ร้องมิได้เคยถูกลงโทษจำคุกในความผิดที่ได้กระทำในคดีก่อน ผู้ร้องจึงไม่ใช่นักโทษเด็ดขาดที่เคยต้องโทษมาแล้ว ย่อมไม่มีทางที่ผู้ร้องจะเป็นผู้กระทำความผิดซ้ำไปได้ กรณีจึงไม่อาจพิจารณาให้ผู้ร้องได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษตาม พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2562 มาตรา 12 ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลปกครองเพชรบุรีโอนคดีมายังศาลชั้นต้นตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง (2) ศาลชั้นต้นจึงเรียกผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีในคดีปกครองดังกล่าวว่าผู้ร้องและผู้คัดค้านตามลำดับ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ผู้ร้องได้รับพระราชทานอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2562 มาตรา 8 ผู้คัดค้านยื่นคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ จึงมีคำสั่งให้งดการไต่สวน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องมีสิทธิได้รับพระราชทานอภัยโทษ ตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2562 มาตรา 8 ให้ยกเลิกหมายจำคุกเดิมและออกหมายจำคุกแก่ผู้ร้องใหม่ ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ผู้คัดค้านฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่าเมื่อปี 2543 ผู้ร้องต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน ในความผิดฐานลักทรัพย์ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2829/2543 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรี และพ้นโทษเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2544 แล้วได้รับการล้างมลทินตามพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ. 2550 มาตรา 4 วันที่ 11 เมษายน 2556 ผู้ร้องต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 988/2549 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรี มีปัญหาตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ผู้ร้องต้องได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2562 มาตรา 12 หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2562 มาตรา 12 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 13 นักโทษเด็ดขาดชั้นเยี่ยมซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดซ้ำให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษจากกำหนดโทษลง 1 ใน 6" และมาตรา 3 บัญญัติว่า "ในพระราชกฤษฎีกานี้..."ผู้กระทำความผิดซ้ำ" หมายความว่า นักโทษเด็ดขาดที่เคยต้องโทษมาแล้ว และกลับมาต้องโทษจำคุกในคราวนี้อีกภายในห้าปีนับแต่วันพ้นโทษคราวก่อน กับความผิดทั้งสองคราวไม่ใช่ความผิดฐานลหุโทษหรือประมาท..." เมื่อคำว่าผู้กระทำความผิดซ้ำเป็นองค์ประกอบหนึ่งของมาตรา 12 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่กำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาว่านักโทษเด็ดขาดชั้นเยี่ยมเช่นเดียวกับผู้ร้องจะได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษหรือไม่ เพียงใด อันเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ดังนั้น แม้คู่ความไม่ได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นในข้อที่วินิจฉัยแปลความคำว่า นักโทษเด็ดขาดที่เคยต้องโทษมาแล้ว ตามมาตรา 3 และศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้ยกเรื่องการแปลความดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย ทั้งคู่ความไม่ได้ยกเรื่องการแปลความดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างในฎีกาด้วย ศาลฎีกาก็ยกเรื่องการแปลความคำว่านักโทษเด็ดขาดที่เคยต้องโทษมาแล้ว ตามมาตรา 3 ขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ได้ความว่า ผู้ร้องได้รับการล้างมลทินตามพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ. 2550 มาตรา 4 ในความผิดฐานลักทรัพย์ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2829/2543 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรีอันมีผลให้ถือว่าผู้ร้องมิได้เคยถูกลงโทษในความผิดดังกล่าว แม้การล้างมลทินไม่ได้เป็นการลบล้างความประพฤติหรือการกระทำอันเป็นเหตุให้ผู้ร้องถูกลงโทษจำคุกในความผิดฐานลักทรัพย์ก็ตาม แต่ผลของการล้างมลทินที่ให้ถือว่าผู้ร้องมิได้เคยถูกลงโทษในความผิดดังกล่าว ย่อมมีความหมายชัดเจนอยู่ว่าผู้ร้องมิได้เคยถูกลงโทษจำคุกในความผิดที่ได้กระทำในคดีก่อน ผู้ร้องจึงไม่ใช่นักโทษเด็ดขาดที่เคยต้องโทษมาแล้ว ย่อมไม่มีทางที่ผู้ร้องจะเป็นผู้กระทำความผิดซ้ำไปได้ กรณีจึงไม่อาจพิจารณาให้ผู้ร้องได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2562 มาตรา 12 เมื่อได้วินิจฉัยดังนี้แล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านที่ว่า ผู้ร้องเป็นผู้กระทำความผิดซ้ำเพราะได้กระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ฯ ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 988/2549 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรี ภายในห้าปีนับแต่วันพ้นโทษในความผิดฐานลักทรัพย์จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (จักรกฤช เจริญเลิศ-วยุรี วัฒนวรลักษณ์-ธีระ เบญจรัศมีโรจน์) ศาลจังหวัดราชบุรี - นายพรศักดิ์ เชาวลิต ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายธีระพงศ์ เพ็ญตระการ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2071/2564 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ 874/2563 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
690287
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดราชบุรี",
        "judge": "นายพรศักดิ์ เชาวลิต"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายธีระพงศ์ เพ็ญตระการ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081943964"
    }
}
date
2566
deka_no
1468/2566
deka_running_no
1468
deka_year
2566
department
แผนก
judges
[
    "จักรกฤช เจริญเลิศ",
    "วยุรี วัฒนวรลักษณ์",
    "ธีระ เบญจรัศมีโรจน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 195 วรรคสอง",
            "ม. 225"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2562",
        "law_abbr": "พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2562",
        "sections": [
            "ม. 12"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นาย ช."
    },
    {
        "role": "ผู้คัดค้าน",
        "name": "คณะกรรมการตรวจสอบผู้ซึ่งจะได้รับพระราชทานอภัยโทษตามมาตรา 18 แห่งพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2562"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลปกครองเพชรบุรีโอนคดีมายังศาลชั้นต้นตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง (2) ศาลชั้นต้นจึงเรียกผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีในคดีปกครองดังกล่าวว่าผู้ร้องและผู้คัดค้านตามลำดับ

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ผู้ร้องได้รับพระราชทานอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2562 มาตรา 8

ผู้คัดค้านยื่นคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ จึงมีคำสั่งให้งดการไต่สวน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องมีสิทธิได้รับพระราชทานอภัยโทษ ตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2562 มาตรา 8 ให้ยกเลิกหมายจำคุกเดิมและออกหมายจำคุกแก่ผู้ร้องใหม่

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่าเมื่อปี 2543 ผู้ร้องต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน ในความผิดฐานลักทรัพย์ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2829/2543 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรี และพ้นโทษเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2544 แล้วได้รับการล้างมลทินตามพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ. 2550 มาตรา 4 วันที่ 11 เมษายน 2556 ผู้ร้องต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 988/2549 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรี

มีปัญหาตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ผู้ร้องต้องได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2562 มาตรา 12 หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2562 มาตรา 12 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 13 นักโทษเด็ดขาดชั้นเยี่ยมซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดซ้ำให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษจากกำหนดโทษลง 1 ใน 6" และมาตรา 3 บัญญัติว่า "ในพระราชกฤษฎีกานี้..."ผู้กระทำความผิดซ้ำ" หมายความว่า นักโทษเด็ดขาดที่เคยต้องโทษมาแล้ว และกลับมาต้องโทษจำคุกในคราวนี้อีกภายในห้าปีนับแต่วันพ้นโทษคราวก่อน กับความผิดทั้งสองคราวไม่ใช่ความผิดฐานลหุโทษหรือประมาท..." เมื่อคำว่าผู้กระทำความผิดซ้ำเป็นองค์ประกอบหนึ่งของมาตรา 12 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่กำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาว่านักโทษเด็ดขาดชั้นเยี่ยมเช่นเดียวกับผู้ร้องจะได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษหรือไม่ เพียงใด อันเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ดังนั้น แม้คู่ความไม่ได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นในข้อที่วินิจฉัยแปลความคำว่า นักโทษเด็ดขาดที่เคยต้องโทษมาแล้ว ตามมาตรา 3 และศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้ยกเรื่องการแปลความดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย ทั้งคู่ความไม่ได้ยกเรื่องการแปลความดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างในฎีกาด้วย ศาลฎีกาก็ยกเรื่องการแปลความคำว่านักโทษเด็ดขาดที่เคยต้องโทษมาแล้ว ตามมาตรา 3 ขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ได้ความว่า ผู้ร้องได้รับการล้างมลทินตามพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ. 2550 มาตรา 4 ในความผิดฐานลักทรัพย์ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2829/2543 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรีอันมีผลให้ถือว่าผู้ร้องมิได้เคยถูกลงโทษในความผิดดังกล่าว แม้การล้างมลทินไม่ได้เป็นการลบล้างความประพฤติหรือการกระทำอันเป็นเหตุให้ผู้ร้องถูกลงโทษจำคุกในความผิดฐานลักทรัพย์ก็ตาม แต่ผลของการล้างมลทินที่ให้ถือว่าผู้ร้องมิได้เคยถูกลงโทษในความผิดดังกล่าว ย่อมมีความหมายชัดเจนอยู่ว่าผู้ร้องมิได้เคยถูกลงโทษจำคุกในความผิดที่ได้กระทำในคดีก่อน ผู้ร้องจึงไม่ใช่นักโทษเด็ดขาดที่เคยต้องโทษมาแล้ว ย่อมไม่มีทางที่ผู้ร้องจะเป็นผู้กระทำความผิดซ้ำไปได้ กรณีจึงไม่อาจพิจารณาให้ผู้ร้องได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2562 มาตรา 12 เมื่อได้วินิจฉัยดังนี้แล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านที่ว่า ผู้ร้องเป็นผู้กระทำความผิดซ้ำเพราะได้กระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ฯ ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 988/2549 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรี ภายในห้าปีนับแต่วันพ้นโทษในความผิดฐานลักทรัพย์จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
อ 874/2563
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000051.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2071/2564
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2566