คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1061/2565 ฉบับเต็ม

#690319
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1061/2565 นาย พ. โจทก์ นาย ร. ผู้ร้อง นาย ส. จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคท้าย (เดิม) ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคท้าย (เดิม) ที่ใช้บังคับขณะที่โจทก์ยื่นคำร้องคดีนี้บัญญัติไว้ใจความว่า ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องที่ขอให้เพิกถอนกระบวนการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ดำเนินการโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งลักษณะ 2 การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากการยื่นคำร้องดังกล่าวเห็นว่าคำร้องนั้นไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจยื่นคำร้องต่อศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีคำสั่งยกคำร้องเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ยื่นคำร้องนั้นชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนได้ ซึ่งกรณีนี้เป็นบทบัญญัติพิเศษให้สิทธิเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาสามารถยื่นคำร้องขอดังกล่าวในคดีเดิมได้ โดยไม่ต้องนำไปฟ้องเป็นคดีต่างหาก แต่มีการระบุเงื่อนเวลาไว้ว่า ศาลต้องยกคำร้องที่ขอให้เพิกถอนกระบวนการบังคับคดีอันเป็นมูลเหตุแห่งการร้องขอของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้นเสียก่อน และต้องยื่นภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีคำสั่งยกคำร้องนั้นโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันเดียวกับวันที่โจทก์ยื่นคำคัดค้านคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของผู้ร้อง อันเป็นมูลเหตุที่โจทก์ใช้อ้างให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จึงเป็นการยื่นคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในขณะที่ศาลยังไม่ได้สั่งยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของผู้ร้อง ซึ่งไม่ชอบด้วยบทบัญญัติ ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคท้าย (เดิม) ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 10,120,887.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 2.5 ต่อปี ของต้นเงิน 8,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 3100 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ และให้จำเลยชำระเงิน 1,823,467.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,240,000 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 100,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 3100 ออกขายทอดตลาด ในที่สุดบริษัท ม. ประมูลซื้อได้ในราคา 24,800,000 บาท ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดดังกล่าว ระหว่างพิจารณาคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของผู้ร้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอให้บังคับผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 2,602,880.07 บาท แก่โจทก์ ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องชำระค่าสินไหมทดแทนเท่ากับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 13,780,743.52 บาท นับแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2558 ถึงวันที่ 24 พฤษภาคม 2561 แก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้ร้องชำระค่าสินไหมทดแทน 978,170 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นควรวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของผู้ร้องก่อนว่า การยื่นคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคท้าย (เดิม) ที่ใช้บังคับขณะที่โจทก์ยื่นคำร้องคดีนี้บัญญัติไว้ใจความว่า ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องที่ขอให้เพิกถอนกระบวนการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ดำเนินการโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งลักษณะ 2 การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากการยื่นคำร้องดังกล่าวเห็นว่าคำร้องนั้นไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจยื่นคำร้องต่อศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีคำสั่งยกคำร้องเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ยื่นคำร้องนั้นชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนได้ ซึ่งกรณีนี้เป็นบทบัญญัติพิเศษให้สิทธิเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาสามารถยื่นคำร้องขอดังกล่าวในคดีเดิมได้ โดยไม่ต้องนำไปฟ้องเป็นคดีต่างหาก แต่มีการระบุเงื่อนเวลาไว้ว่า ศาลต้องยกคำร้องที่ขอให้เพิกถอนกระบวนการบังคับคดีอันเป็นมูลเหตุแห่งการร้องขอของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้นเสียก่อน และต้องยื่นภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีคำสั่งยกคำร้องนั้น คดีนี้ปรากฏว่าโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันเดียวกับวันที่โจทก์ยื่นคำคัดค้านคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของผู้ร้อง อันเป็นมูลเหตุที่โจทก์ใช้อ้างให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จึงเป็นการยื่นคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในขณะที่ศาลยังไม่ได้สั่งยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของผู้ร้อง ซึ่งไม่ชอบด้วยบทบัญญัติที่กล่าวมาข้างต้น ที่ศาลชั้นต้นรับคำร้องของโจทก์ไว้พิจารณาและมีคำสั่งกับที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาต่อมานั้นไม่ชอบ ฎีกาข้อนี้ของผู้ร้องฟังขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นต่อไป พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และคำสั่งของศาลชั้นต้น กับยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่รับคำร้องของโจทก์เป็นไม่รับคำร้องของโจทก์ แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ฟ้องใหม่ภายในกำหนดอายุความ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ (สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์-รังสรรค์ โรจน์ชีวิน-เกรียงศักดิ์ โฆมานะสิน) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นางสาวประวีณณัฐ มูลเมฆ ศาลอุทธรณ์ - นายก่อเกียรติ เอี่ยมบุตรธรรม แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.872/2564 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
690319
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งกรุงเทพใต้",
        "judge": "นางสาวประวีณณัฐ มูลเมฆ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายก่อเกียรติ เอี่ยมบุตรธรรม"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081946941"
    }
}
date
2565
deka_no
1061/2565
deka_running_no
1061
deka_year
2565
department
แผนก
judges
[
    "สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์",
    "รังสรรค์ โรจน์ชีวิน",
    "เกรียงศักดิ์ โฆมานะสิน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 296 วรรคท้าย (เดิม)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย พ."
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นาย ร."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ส."
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 10,120,887.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 2.5 ต่อปี ของต้นเงิน 8,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 3100 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ และให้จำเลยชำระเงิน 1,823,467.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,240,000 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 100,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 3100 ออกขายทอดตลาด ในที่สุดบริษัท ม. ประมูลซื้อได้ในราคา 24,800,000 บาท ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดดังกล่าว

ระหว่างพิจารณาคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของผู้ร้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอให้บังคับผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 2,602,880.07 บาท แก่โจทก์

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องชำระค่าสินไหมทดแทนเท่ากับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 13,780,743.52 บาท นับแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2558 ถึงวันที่ 24 พฤษภาคม 2561 แก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้ร้องชำระค่าสินไหมทดแทน 978,170 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นควรวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของผู้ร้องก่อนว่า การยื่นคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคท้าย (เดิม) ที่ใช้บังคับขณะที่โจทก์ยื่นคำร้องคดีนี้บัญญัติไว้ใจความว่า ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องที่ขอให้เพิกถอนกระบวนการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ดำเนินการโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งลักษณะ 2 การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากการยื่นคำร้องดังกล่าวเห็นว่าคำร้องนั้นไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจยื่นคำร้องต่อศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีคำสั่งยกคำร้องเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ยื่นคำร้องนั้นชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนได้ ซึ่งกรณีนี้เป็นบทบัญญัติพิเศษให้สิทธิเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาสามารถยื่นคำร้องขอดังกล่าวในคดีเดิมได้ โดยไม่ต้องนำไปฟ้องเป็นคดีต่างหาก แต่มีการระบุเงื่อนเวลาไว้ว่า ศาลต้องยกคำร้องที่ขอให้เพิกถอนกระบวนการบังคับคดีอันเป็นมูลเหตุแห่งการร้องขอของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้นเสียก่อน และต้องยื่นภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีคำสั่งยกคำร้องนั้น คดีนี้ปรากฏว่าโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันเดียวกับวันที่โจทก์ยื่นคำคัดค้านคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของผู้ร้อง อันเป็นมูลเหตุที่โจทก์ใช้อ้างให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จึงเป็นการยื่นคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในขณะที่ศาลยังไม่ได้สั่งยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของผู้ร้อง ซึ่งไม่ชอบด้วยบทบัญญัติที่กล่าวมาข้างต้น ที่ศาลชั้นต้นรับคำร้องของโจทก์ไว้พิจารณาและมีคำสั่งกับที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาต่อมานั้นไม่ชอบ ฎีกาข้อนี้ของผู้ร้องฟังขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นต่อไป

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และคำสั่งของศาลชั้นต้น กับยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่รับคำร้องของโจทก์เป็นไม่รับคำร้องของโจทก์ แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ฟ้องใหม่ภายในกำหนดอายุความ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000074.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.872/2564
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2565