คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 228/2566 ฉบับเต็ม

#690883
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 228/2566 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นาง ส. จำเลย ป.อ. มาตรา 56, มาตรา 78 ป.พ.พ. มาตรา 334 ศาลนำเรื่องการวางเงินชำระหนี้บางส่วนของจำเลยมาพิจารณาประกอบเป็นเหตุบรรเทาโทษและลดโทษให้แก่จำเลย เท่ากับจำเลยได้รับประโยชน์จากการวางเงินดังกล่าวแล้ว ซึ่งการวางเงินของจำเลยก็เจตนาเพื่อชำระหนี้ตามเช็คให้ผู้เสียหายมารับไป และเมื่อผู้จัดการมรดกผู้เสียหายแสดงความประสงค์ขอรับเงินดังกล่าวแล้ว จำเลยย่อมไม่มีสิทธิที่จะขอถอนเงินที่วางไว้ต่อศาลชั้นต้นคืน ___________________________ คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 4 เดือน บวกโทษจำคุก 2 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อน รวมเป็นจำคุก 6 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา วันที่ 12 กันยายน 2561 จำเลยยื่นคำร้องขอวางเงิน 300,000 บาท ต่อศาลชั้นต้นเพื่อชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหาย ศาลชั้นต้นสั่งให้ส่งคำร้องให้ศาลฎีกาพิจารณา วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ผู้จัดการมรดกผู้เสียหายยื่นคำร้องขอรับเงินชดใช้ค่าเสียหาย วันที่ 23 มิถุนายน 2563 ศาลฎีกาพิพากษาแก้โทษจำเลยเป็นจำคุก 2 เดือน บวกโทษจำคุก 2 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อน รวมเป็นจำคุก 4 เดือน วันที่ 24 มิถุนายน 2563 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องขอรับเงินชดใช้ค่าเสียหายของผู้จัดการมรดกผู้เสียหายฉบับลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ว่า ศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้ว จึงอนุญาตให้ผู้จัดการมรดกผู้เสียหายรับเงินได้ วันที่ 10 กรกฎาคม 2563 จำเลยยื่นคำร้องคัดค้านการขอรับเงินของผู้จัดการมรดกผู้เสียหาย และขอรับเงิน 300,000 บาท ที่วางไว้ต่อศาลคืน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลฎีกานำเงินค่าเสียหาย 300,000 บาท ที่จำเลยวางไว้มาวินิจฉัยแล้ว และมีคำพิพากษาและคำสั่ง ไม่มีเหตุให้ศาลชั้นต้นแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งศาลฎีกา จึงให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุที่จะต้องสั่งคืนเงิน 300,000 บาท ที่จำเลยวางไว้ต่อศาลชั้นต้นในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยไม่มีบันทึกหรือพยานหลักฐานใด ๆ ที่เป็นข้อตกลงกับผู้เสียหายว่า ผู้เสียหายตกลงด้วยกับการยอมรับเงิน 300,000 บาท แล้วจะถอนคำร้องทุกข์ให้แก่จำเลย คงมีแต่จำเลยที่เป็นฝ่ายกล่าวอ้างเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้นว่ามีข้อตกลงดังกล่าว กรณีจึงฟังไม่ได้ว่า ผู้เสียหายมีข้อตกลงในการถอนคำร้องทุกข์ที่จะทำให้การชำระหนี้แก่ผู้เสียหายเป็นการพ้นวิสัยที่จะต้องคืนแก่จำเลยผู้วางชำระหนี้ แต่การวางเงินของจำเลยดังกล่าวตามพฤติการณ์แล้วสอดคล้องกับการที่จำเลยฎีกาขอให้ศาลฎีการอการลงโทษให้แก่จำเลยและเมื่อปรากฏว่าศาลฎีกานำเรื่องการวางเงินชำระหนี้บางส่วนของจำเลยมาพิจารณาประกอบเป็นเหตุบรรเทาโทษและลดโทษให้แก่จำเลย เท่ากับจำเลยได้รับประโยชน์จากการวางเงิน 300,000 บาท ดังกล่าวแล้ว ซึ่งการวางเงินของจำเลยก็เจตนาเพื่อการชำระหนี้ตามเช็คให้แก่ผู้เสียหายมารับไป และการที่ผู้จัดการมรดกผู้เสียหายแสดงความประสงค์ขอรับเงินดังกล่าวแล้ว จำเลยย่อมไม่มีสิทธิที่จะขอถอนเงินที่วางไว้ต่อศาลชั้นต้นดังกล่าวคืนไปได้อีก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง-ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์-เอกวิทย์ วัชชวัลคุ) ศาลแขวงพระนครใต้ - นายนรินทร์ สันติสากลวุฒิ ศาลอุทธรณ์ - นายวิทยา วีระประจักษ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1558/2565 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
690883
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงพระนครใต้",
        "judge": "นายนรินทร์ สันติสากลวุฒิ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายวิทยา วีระประจักษ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081944482"
    }
}
date
2566
deka_no
228/2566
deka_running_no
228
deka_year
2566
department
แผนก
judges
[
    "พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง",
    "ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์",
    "เอกวิทย์ วัชชวัลคุ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 56",
            "ม. 78"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 334"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง ส."
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 4 เดือน บวกโทษจำคุก 2 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อน รวมเป็นจำคุก 6 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา วันที่ 12 กันยายน 2561 จำเลยยื่นคำร้องขอวางเงิน 300,000 บาท ต่อศาลชั้นต้นเพื่อชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหาย ศาลชั้นต้นสั่งให้ส่งคำร้องให้ศาลฎีกาพิจารณา วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ผู้จัดการมรดกผู้เสียหายยื่นคำร้องขอรับเงินชดใช้ค่าเสียหาย วันที่ 23 มิถุนายน 2563 ศาลฎีกาพิพากษาแก้โทษจำเลยเป็นจำคุก 2 เดือน บวกโทษจำคุก 2 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อน รวมเป็นจำคุก 4 เดือน วันที่ 24 มิถุนายน 2563 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องขอรับเงินชดใช้ค่าเสียหายของผู้จัดการมรดกผู้เสียหายฉบับลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ว่า ศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้ว จึงอนุญาตให้ผู้จัดการมรดกผู้เสียหายรับเงินได้

วันที่ 10 กรกฎาคม 2563 จำเลยยื่นคำร้องคัดค้านการขอรับเงินของผู้จัดการมรดกผู้เสียหาย และขอรับเงิน 300,000 บาท ที่วางไว้ต่อศาลคืน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลฎีกานำเงินค่าเสียหาย 300,000 บาท ที่จำเลยวางไว้มาวินิจฉัยแล้ว และมีคำพิพากษาและคำสั่ง ไม่มีเหตุให้ศาลชั้นต้นแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งศาลฎีกา จึงให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุที่จะต้องสั่งคืนเงิน 300,000 บาท ที่จำเลยวางไว้ต่อศาลชั้นต้นในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยไม่มีบันทึกหรือพยานหลักฐานใด ๆ ที่เป็นข้อตกลงกับผู้เสียหายว่า ผู้เสียหายตกลงด้วยกับการยอมรับเงิน 300,000 บาท แล้วจะถอนคำร้องทุกข์ให้แก่จำเลย คงมีแต่จำเลยที่เป็นฝ่ายกล่าวอ้างเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้นว่ามีข้อตกลงดังกล่าว กรณีจึงฟังไม่ได้ว่า ผู้เสียหายมีข้อตกลงในการถอนคำร้องทุกข์ที่จะทำให้การชำระหนี้แก่ผู้เสียหายเป็นการพ้นวิสัยที่จะต้องคืนแก่จำเลยผู้วางชำระหนี้ แต่การวางเงินของจำเลยดังกล่าวตามพฤติการณ์แล้วสอดคล้องกับการที่จำเลยฎีกาขอให้ศาลฎีการอการลงโทษให้แก่จำเลยและเมื่อปรากฏว่าศาลฎีกานำเรื่องการวางเงินชำระหนี้บางส่วนของจำเลยมาพิจารณาประกอบเป็นเหตุบรรเทาโทษและลดโทษให้แก่จำเลย เท่ากับจำเลยได้รับประโยชน์จากการวางเงิน 300,000 บาท ดังกล่าวแล้ว ซึ่งการวางเงินของจำเลยก็เจตนาเพื่อการชำระหนี้ตามเช็คให้แก่ผู้เสียหายมารับไป และการที่ผู้จัดการมรดกผู้เสียหายแสดงความประสงค์ขอรับเงินดังกล่าวแล้ว จำเลยย่อมไม่มีสิทธิที่จะขอถอนเงินที่วางไว้ต่อศาลชั้นต้นดังกล่าวคืนไปได้อีก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000055.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1558/2565
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2566