คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4337/2565 ฉบับเต็ม

#690888
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4337/2565 นาง พ. โจทก์ นาย ส. กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 265, มาตรา 266 (2) ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) โจทก์และจําเลยที่ 3 เป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิรับมรดกของ จ. จําเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันปลอมพินัยกรรมของ จ. ขึ้นทั้งฉบับว่า จ. ยกที่ดินพร้อมบ้านให้แก่จําเลยที่ 3 แต่เพียงผู้เดียว นอกจาก จ. ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการทำปลอมพินัยกรรมจะเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานปลอมพินัยกรรมอันเป็นเอกสารสิทธิตาม ป.อ. มาตรา 265 แล้ว โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมของ จ. ก็ถือเป็นผู้เสียหายอีกคนหนึ่งด้วย เพราะหากพินัยกรรมปลอมถูกยกขึ้นกล่าวอ้างว่าเป็นพินัยกรรมที่สมบูรณ์ใช้บังคับได้ โจทก์ซึ่งเป็นแต่เพียงทายาทโดยธรรมมิใช่ทายาทตามพินัยกรรม ย่อมไม่มีสิทธิได้รับมรดกของ จ. ในส่วนที่เป็นที่ดินพร้อมบ้านซึ่งกำหนดไว้ในพินัยกรรมตามสิทธิที่ควรจะได้ในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรม ถือได้ว่าการกระทำความผิดของจําเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กระทบต่อส่วนได้เสียของโจทก์ในการรับมรดกของ จ. อันเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต้องด้วยบทนิยามคําว่า "ผู้เสียหาย" ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 266, 268, 83, 91 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 83, 91 ให้ประทับฟ้อง (ที่ถูก ข้อหาอื่นให้ยก) จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 4 ปี ยกฟ้องจำเลยที่ 4 ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา โดยศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาฉบับวันที่ 21 และ 28 กุมภาพันธ์ 2563 เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย และไม่รับฎีกาฉบับวันที่ 15 เมษายน 2563 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับคำร้องของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฉบับลงวันที่ 15 มกราคม 2564 ที่ขอให้ศาลฎีการับฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไว้พิจารณาทั้งหมดนั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในปัญหาข้อเท็จจริงก็ดี หรือมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฉบับวันที่ 15 เมษายน 2563 ก็ดี หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่เห็นพ้องด้วยกับคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าว ก็ชอบที่จะฎีกาโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกานั้นโดยทำเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งยื่นต่อศาลฎีกาต่อไปได้ภายในกำหนด 15 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 224 หาใช่ทำเป็นคำร้องโดยอ้างเหตุว่าสามารถพูดคุยกับโจทก์จนเป็นที่เข้าใจกันดี โดยโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แล้วขอให้ศาลฎีการับฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไว้พิจารณาเช่นนี้ ซึ่งไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด จึงให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฉบับดังกล่าวเสีย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ ซึ่งในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 โดยข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ 3 เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดากับนางจำรัส เจ้ามรดกซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2560 ส่วนบิดามารดา สามี และบุตรของนางจำรัสได้ถึงแก่ความตายไปก่อนนางจำรัสแล้ว โจทก์และจำเลยที่ 3 จึงเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิรับมรดกของนางจำรัส เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2559 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันปลอมพินัยกรรมของนางจำรัสขึ้นทั้งฉบับ โดยจัดพิมพ์ข้อความในพินัยกรรมว่านางจำรัสยกที่ดินโฉนดเลขที่ 137761 พร้อมบ้านเลขที่ 206 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 3 แต่เพียงผู้เดียว และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จัดให้นางจำรัสซึ่งขณะนั้นมีอาการของโรคสมองเสื่อมไม่สามารถจดจำบุคคลรอบข้าง พูดคุยไม่รู้เรื่อง และไม่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ พิมพ์ลายนิ้วมือในช่องผู้ทำพินัยกรรม พฤติการณ์ดังกล่าวบ่งชี้ว่านางจำรัสไม่รู้ถึงสาระสำคัญของการกระทำตนเองในการพิมพ์ลายนิ้วมือลงบนเอกสารดังกล่าว ถือไม่ได้ว่านางจำรัสมีเจตนาทำพินัยกรรม พินัยกรรมที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันจัดทำขึ้นย่อมไม่มีผลบังคับเป็นพินัยกรรมแต่ประการใด นอกจากนางจำรัสซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการทำปลอมขึ้นซึ่งพินัยกรรมฉบับนี้จะเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานปลอมพินัยกรรมอันเป็นเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 แล้ว โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมของนางจำรัสก็ถือเป็นผู้เสียหายอีกคนหนึ่งด้วย เพราะหากพินัยกรรมปลอมฉบับนี้ถูกยกขึ้นกล่าวอ้างว่าเป็นพินัยกรรมที่สมบูรณ์ใช้บังคับได้ โจทก์ซึ่งเป็นแต่เพียงทายาทโดยธรรม มิใช่ทายาทตามพินัยกรรม ย่อมไม่มีสิทธิได้รับมรดกของนางจำรัสในส่วนที่เป็นที่ดินพร้อมบ้านซึ่งกำหนดไว้ในพินัยกรรมตามสิทธิที่ควรจะได้ในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรม ถือได้ว่าการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กระทบต่อส่วนได้เสียของโจทก์ในการรับมรดกของนางจำรัสอันเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต้องด้วยบทนิยามคำว่า "ผู้เสียหาย" ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) แล้ว สิทธิในความเป็นผู้เสียหายของโจทก์จึงแยกต่างหากจากนางจำรัส และไม่ใช่เป็นสิทธิเฉพาะตัวของนางจำรัสแต่ลำพังเพียงผู้เดียวดังที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อ้างในฎีกา กรณีจึงไม่จำเป็นที่นางจำรัสจะต้องยื่นฟ้องเป็นคดีอาญาเสียก่อนแล้วต่อมา ถึงแก่ความตาย โจทก์จึงค่อยเข้ามาดำเนินคดีต่างผู้ตายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 29 ดังที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เข้าใจในฎีกา การใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ของโจทก์จึงสืบเนื่องมาจากการที่โจทก์เป็นผู้ที่ต้องได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันปลอมพินัยกรรมของนางจำรัส อันเป็นการใช้สิทธิโดยลำพังของโจทก์เองในฐานะผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม การกระทำความผิดดังกล่าวเกิดขึ้นในระหว่างบรรดาญาติและทายาทของนางจำรัสซึ่งเป็นบุคคลภายในครอบครัวเดียวกัน โดยได้ความว่าปัจจุบันโจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต่างได้พูดจาปรับความเข้าใจกันดีจนกระทั่งโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อีกต่อไป และทำบันทึกข้อตกลงระงับข้อพิพาทปรากฏตามเอกสารแนบท้ายคำร้องขอให้ศาลฎีการับฎีกาฉบับลงวันที่ 15 มกราคม 2564 ประกอบกับในระหว่างที่นางจำรัสยังมีชีวิตอยู่และมีอาการป่วยเจ็บด้วยโรคสมองเสื่อม จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ก็มีส่วนในการช่วยเหลือดูแลนางจำรัสมาด้วยดี มิได้ทอดทิ้ง พฤติการณ์กระทำความผิดพอถือได้ว่าไม่ร้ายแรงมากนัก ทั้งเป็นการกระทำความผิดครั้งแรกและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต่างอยู่ในวัยชราแล้ว เห็นควรให้โอกาสจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้กลับตนเป็นพลเมืองดีสักครั้ง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไปเสียทีเดียวมีกำหนดถึง 4 ปี โดยไม่รอการลงโทษและศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จึงหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขโดยกำหนดโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เสียใหม่และรอการลงโทษไว้เพื่อให้เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดี แต่สมควรลงโทษปรับด้วยเพื่อให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เข็ดหลาบ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 2 ปี และปรับคนละ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 (สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์-เศกสิทธิ์ สุขใจ-ประสาร กีรานนท์) ศาลจังหวัดขอนแก่น - นางสาวกุณฑิกา ช่วยพนัง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายวิรุฬห์ แย้มละม้าย แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.952/2565 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
690888
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดขอนแก่น",
        "judge": "นางสาวกุณฑิกา ช่วยพนัง"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายวิรุฬห์ แย้มละม้าย"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081945131"
    }
}
date
2565
deka_no
4337/2565
deka_running_no
4337
deka_year
2565
department
แผนก
judges
[
    "สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์",
    "เศกสิทธิ์ สุขใจ",
    "ประสาร กีรานนท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 265",
            "ม. 266 (2)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 2 (4)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาง พ."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ส. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 266, 268, 83, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 83, 91 ให้ประทับฟ้อง (ที่ถูก ข้อหาอื่นให้ยก)

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 4 ปี ยกฟ้องจำเลยที่ 4 ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา โดยศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาฉบับวันที่ 21 และ 28 กุมภาพันธ์ 2563 เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย และไม่รับฎีกาฉบับวันที่ 15 เมษายน 2563

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับคำร้องของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฉบับลงวันที่ 15 มกราคม 2564 ที่ขอให้ศาลฎีการับฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไว้พิจารณาทั้งหมดนั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในปัญหาข้อเท็จจริงก็ดี หรือมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฉบับวันที่ 15 เมษายน 2563 ก็ดี หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่เห็นพ้องด้วยกับคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าว ก็ชอบที่จะฎีกาโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกานั้นโดยทำเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งยื่นต่อศาลฎีกาต่อไปได้ภายในกำหนด 15 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 224 หาใช่ทำเป็นคำร้องโดยอ้างเหตุว่าสามารถพูดคุยกับโจทก์จนเป็นที่เข้าใจกันดี โดยโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แล้วขอให้ศาลฎีการับฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไว้พิจารณาเช่นนี้ ซึ่งไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด จึงให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฉบับดังกล่าวเสีย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ ซึ่งในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 โดยข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ 3 เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดากับนางจำรัส เจ้ามรดกซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2560 ส่วนบิดามารดา สามี และบุตรของนางจำรัสได้ถึงแก่ความตายไปก่อนนางจำรัสแล้ว โจทก์และจำเลยที่ 3 จึงเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิรับมรดกของนางจำรัส เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2559 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันปลอมพินัยกรรมของนางจำรัสขึ้นทั้งฉบับ โดยจัดพิมพ์ข้อความในพินัยกรรมว่านางจำรัสยกที่ดินโฉนดเลขที่ 137761 พร้อมบ้านเลขที่ 206 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 3 แต่เพียงผู้เดียว และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จัดให้นางจำรัสซึ่งขณะนั้นมีอาการของโรคสมองเสื่อมไม่สามารถจดจำบุคคลรอบข้าง พูดคุยไม่รู้เรื่อง และไม่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ พิมพ์ลายนิ้วมือในช่องผู้ทำพินัยกรรม พฤติการณ์ดังกล่าวบ่งชี้ว่านางจำรัสไม่รู้ถึงสาระสำคัญของการกระทำตนเองในการพิมพ์ลายนิ้วมือลงบนเอกสารดังกล่าว ถือไม่ได้ว่านางจำรัสมีเจตนาทำพินัยกรรม พินัยกรรมที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันจัดทำขึ้นย่อมไม่มีผลบังคับเป็นพินัยกรรมแต่ประการใด นอกจากนางจำรัสซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการทำปลอมขึ้นซึ่งพินัยกรรมฉบับนี้จะเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานปลอมพินัยกรรมอันเป็นเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 แล้ว โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมของนางจำรัสก็ถือเป็นผู้เสียหายอีกคนหนึ่งด้วย เพราะหากพินัยกรรมปลอมฉบับนี้ถูกยกขึ้นกล่าวอ้างว่าเป็นพินัยกรรมที่สมบูรณ์ใช้บังคับได้ โจทก์ซึ่งเป็นแต่เพียงทายาทโดยธรรม มิใช่ทายาทตามพินัยกรรม ย่อมไม่มีสิทธิได้รับมรดกของนางจำรัสในส่วนที่เป็นที่ดินพร้อมบ้านซึ่งกำหนดไว้ในพินัยกรรมตามสิทธิที่ควรจะได้ในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรม ถือได้ว่าการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กระทบต่อส่วนได้เสียของโจทก์ในการรับมรดกของนางจำรัสอันเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต้องด้วยบทนิยามคำว่า "ผู้เสียหาย" ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) แล้ว สิทธิในความเป็นผู้เสียหายของโจทก์จึงแยกต่างหากจากนางจำรัส และไม่ใช่เป็นสิทธิเฉพาะตัวของนางจำรัสแต่ลำพังเพียงผู้เดียวดังที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อ้างในฎีกา กรณีจึงไม่จำเป็นที่นางจำรัสจะต้องยื่นฟ้องเป็นคดีอาญาเสียก่อนแล้วต่อมา ถึงแก่ความตาย โจทก์จึงค่อยเข้ามาดำเนินคดีต่างผู้ตายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 29 ดังที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เข้าใจในฎีกา การใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ของโจทก์จึงสืบเนื่องมาจากการที่โจทก์เป็นผู้ที่ต้องได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันปลอมพินัยกรรมของนางจำรัส อันเป็นการใช้สิทธิโดยลำพังของโจทก์เองในฐานะผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

อย่างไรก็ตาม การกระทำความผิดดังกล่าวเกิดขึ้นในระหว่างบรรดาญาติและทายาทของนางจำรัสซึ่งเป็นบุคคลภายในครอบครัวเดียวกัน โดยได้ความว่าปัจจุบันโจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต่างได้พูดจาปรับความเข้าใจกันดีจนกระทั่งโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อีกต่อไป และทำบันทึกข้อตกลงระงับข้อพิพาทปรากฏตามเอกสารแนบท้ายคำร้องขอให้ศาลฎีการับฎีกาฉบับลงวันที่ 15 มกราคม 2564 ประกอบกับในระหว่างที่นางจำรัสยังมีชีวิตอยู่และมีอาการป่วยเจ็บด้วยโรคสมองเสื่อม จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ก็มีส่วนในการช่วยเหลือดูแลนางจำรัสมาด้วยดี มิได้ทอดทิ้ง พฤติการณ์กระทำความผิดพอถือได้ว่าไม่ร้ายแรงมากนัก ทั้งเป็นการกระทำความผิดครั้งแรกและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต่างอยู่ในวัยชราแล้ว เห็นควรให้โอกาสจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้กลับตนเป็นพลเมืองดีสักครั้ง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไปเสียทีเดียวมีกำหนดถึง 4 ปี โดยไม่รอการลงโทษและศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จึงหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขโดยกำหนดโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เสียใหม่และรอการลงโทษไว้เพื่อให้เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดี แต่สมควรลงโทษปรับด้วยเพื่อให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เข็ดหลาบ

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 2 ปี และปรับคนละ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000060.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.952/2565
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2565