คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2528/2544 ฉบับเต็ม

#69185
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2528/2544 นางบุญคืน แช่มรัมย์ กับพวก นางทองคำ ชัยสมัคร ป.วิ.พ. มาตรา 150, มาตรา 248 โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกแก่โจทก์ทั้งสามคนละส่วน รวม 3 ส่วน ใน 6 ส่วน ดังนี้ แม้โจทก์ทั้งสามจะฟ้องรวมกันมา การอุทธรณ์ฎีกาของจำเลยก็ต้องถือทุนทรัพย์ตามทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกันเพราะเป็นเรื่องที่โจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะตน เมื่อที่ดินพิพาทที่โจทก์ทั้งสามตีราคาเป็นทุนทรัพย์รวมกันมานั้นมีราคา 1,200,000 บาท ที่ดินพิพาทแต่ละส่วนที่โจทก์แต่ละคนฟ้องขอแบ่งจึงมีราคาไม่เกิน 200,000 บาท ดังนั้น ราคาทรัพย์สินหรือทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับจำเลยต่อโจทก์แต่ละคนจึงไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า ขอให้บังคับจำเลยแบ่งทรัพย์มรดกที่ดินตาม ส.ค.๑ เลขที่ ๑๙๗ ตำบลอีสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ เนื้อที่ ๒๐ ไร่ ราคา ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ทั้งสาม จำเลยและบุตรของนายเฉื่อยอีก ๒ คน คนละส่วนเท่าๆ กัน หากไม่สามารถแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าวได้ให้นำทรัพย์สินมรดกออกขายทอดตลาด นำเงินมาแบ่งคนละส่วนเท่าๆ กัน และให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๔๒๕๘ เลขที่ดิน ๑๐๖๒ ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ จำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยและไม่ใช่ทรัพย์มรดก หากฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดก จำเลยก็ครอบครองมาเกินกว่า ๑๐ ปี คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนแบ่งแยกทรัพย์มรดกตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๔๒๕๘ เลขที่ดิน ๑๐๖๒ ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ให้แก่โจทก์ทั้งสาม จำเลย นางสว่าง ชัยสมัคร และนางเกิด ชัยสมัคร คนละหนึ่งส่วนเท่าๆ กัน ถ้าการแบ่งไม่อาจทำได้ให้นำทรัพย์มรดกออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันคนละส่วนเท่าๆ กัน คำขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๔๒๕๘ ให้ยก เนื่องจากไม่ปรากฏว่าโฉนดที่ดินพิพาทออกไม่ชอบด้วยกฎหมายและศาลได้วินิจฉัยแล้วว่าจำเลยถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนทายาทอื่น กับให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๓,๐๐๐ บาท แทนโจทก์ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีนี้โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกแก่โจทก์ทั้งสามคนละส่วน รวม ๓ ส่วน ใน ๖ ส่วน คิดเป็นเงินรวม ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท ดังนี้ แม้โจทก์ทั้งสามจะฟ้องรวมกันมา การอุทธรณ์ฎีกาของจำเลยก็ต้องถือทุนทรัพย์ตามทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน เพราะเป็นเรื่องที่โจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะตน เมื่อที่ดินพิพาทที่โจทก์ทั้งสามตีราคาเป็นทุนทรัพย์รวมกันมานั้นมีราคา ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท ที่ดินพิพาทแต่ละส่วนที่โจทก์แต่ละคนฟ้องขอแบ่งจึงมีราคาไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ดังนั้น ราคาทรัพย์สินหรือทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับจำเลยต่อโจทก์แต่ละคนจึงไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๘ วรรคหนึ่ง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ฟังข้อเท็จจริงว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดก ที่จำเลยฎีกาว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นมรดก จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาขึ้นมาก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกฎีกาจำเลย คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลย ค่าทนายความชั้นฎีกาเป็นพับ. นายรังสรรค์ ขวัญสกุลวิวัฒน์ ย่อ นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ นายกีรติ กาญจนรินทร์ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ (สุมิตร สุภาดุลย์-สุทิน ปัทมราชวิเชียร-สมชัย เกษชุมพล) ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ - นายเกรียงศักดิ์ ตั้งปรัชญากูล ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายสามัคคี มณีรัตน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
69185
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดบุรีรัมย์",
        "judge": "นายเกรียงศักดิ์ ตั้งปรัชญากูล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายสามัคคี มณีรัตน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082065367"
    }
}
date
2544
deka_no
2528/2544
deka_running_no
2528
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "สุมิตร สุภาดุลย์",
    "สุทิน ปัทมราชวิเชียร",
    "สมชัย เกษชุมพล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 150",
            "ม. 248"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "กับพวก",
        "name": "นางบุญคืน แช่มรัมย์"
    },
    {
        "role": "ชัยสมัคร",
        "name": "นางทองคำ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า ขอให้บังคับจำเลยแบ่งทรัพย์มรดกที่ดินตาม ส.ค.๑ เลขที่ ๑๙๗ ตำบลอีสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ เนื้อที่ ๒๐ ไร่ ราคา ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ทั้งสาม จำเลยและบุตรของนายเฉื่อยอีก ๒ คน คนละส่วนเท่าๆ กัน หากไม่สามารถแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าวได้ให้นำทรัพย์สินมรดกออกขายทอดตลาด นำเงินมาแบ่งคนละส่วนเท่าๆ กัน และให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๔๒๕๘ เลขที่ดิน ๑๐๖๒ ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์

จำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยและไม่ใช่ทรัพย์มรดก หากฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดก จำเลยก็ครอบครองมาเกินกว่า ๑๐ ปี คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนแบ่งแยกทรัพย์มรดกตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๔๒๕๘ เลขที่ดิน ๑๐๖๒ ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ให้แก่โจทก์ทั้งสาม จำเลย นางสว่าง ชัยสมัคร และนางเกิด ชัยสมัคร คนละหนึ่งส่วนเท่าๆ กัน ถ้าการแบ่งไม่อาจทำได้ให้นำทรัพย์มรดกออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันคนละส่วนเท่าๆ กัน คำขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๔๒๕๘ ให้ยก เนื่องจากไม่ปรากฏว่าโฉนดที่ดินพิพาทออกไม่ชอบด้วยกฎหมายและศาลได้วินิจฉัยแล้วว่าจำเลยถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนทายาทอื่น กับให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๓,๐๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีนี้โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกแก่โจทก์ทั้งสามคนละส่วน รวม ๓ ส่วน ใน ๖ ส่วน คิดเป็นเงินรวม ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท ดังนี้ แม้โจทก์ทั้งสามจะฟ้องรวมกันมา การอุทธรณ์ฎีกาของจำเลยก็ต้องถือทุนทรัพย์ตามทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน เพราะเป็นเรื่องที่โจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะตน เมื่อที่ดินพิพาทที่โจทก์ทั้งสามตีราคาเป็นทุนทรัพย์รวมกันมานั้นมีราคา ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท ที่ดินพิพาทแต่ละส่วนที่โจทก์แต่ละคนฟ้องขอแบ่งจึงมีราคาไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ดังนั้น ราคาทรัพย์สินหรือทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับจำเลยต่อโจทก์แต่ละคนจึงไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๘ วรรคหนึ่ง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ฟังข้อเท็จจริงว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดก ที่จำเลยฎีกาว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นมรดก จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาขึ้นมาก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาจำเลย คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลย ค่าทนายความชั้นฎีกาเป็นพับ.

นายรังสรรค์ ขวัญสกุลวิวัฒน์ ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายกีรติ กาญจนรินทร์ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001121.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544