คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2668/2544 ฉบับเต็ม

#69193
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2668/2544 บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด นายธนะศาสตร์ นาถึง ที่ 1 กับพวก พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 10 ในกรณีที่มีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการกำหนดให้เสนอข้อพิพาททางแพ่งให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด หากคู่สัญญาฝ่ายใดนำคดีมาฟ้องโดยมิได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเสียก่อนตามสัญญา คู่สัญญาฝ่ายที่ถูกฟ้องก็อาจอาศัยอำนาจตามมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ด้วยการยื่นคำร้องต่อศาลก่อนวันสืบพยาน หรือก่อนมีคำพิพากษาในกรณีที่ไม่มีการสืบพยาน ให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีได้ แต่คดีนี้คงได้ความเพียงว่าจำเลยที่ 3 ให้การลอย ๆ อ้างว่ามีสัญญาอนุญาโตตุลาการ โดยมิได้แสดงพยานหลักฐานต่อศาลแต่อย่างใด ทั้งมิได้โต้แย้งการที่ศาลชั้นต้นไม่ทำการไต่สวนให้ปรากฏว่า กรณีมีสัญญาระงับข้อพิพาทอยู่หรือไม่ แต่กลับต่อสู้คดีตามประเด็นที่โจทก์ฟ้องตลอดมา พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่า จำเลยที่ 3 หาได้ประสงค์จะขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีตามบทบัญญัติดังกล่าวไม่ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน ๖๔,๓๒๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ในต้นเงิน ๖๑,๔๔๖ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ ๓ ให้การว่า เหตุคดีนี้เกิดเพราะความประมาทของผู้ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ๑ ฝ - ๑๑๖๙ กรุงเทพมหานคร ฝ่ายเดียวหรือมีส่วนประมาทในครั้งนี้ด้วย จำเลยที่ ๑ ขับรถด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างดี เมื่อขับมาถึงที่เกิดเหตุสี่แยกสนามจันทร์ขณะนั้นไฟจราจรสีแดงให้รถจำเลยที่ ๑ หยุด จำเลยที่ ๑ ปฏิบัติตามสัญญาณไฟจราจร ผู้ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ๑ ฝ - ๑๑๖๙ กรุงเทพมหานคร แล่นตามหลังมาในทิศทางเดียวกันด้วยความเร็วสูงปราศจากความระมัดระวัง ไม่ชะลอความเร็วและหยุดรถตามที่จำเลยที่ ๑ ขับ กลับเร่งความเร็วด้วยความประมาท เป็นเหตุให้พุ่งชนท้ายรถคันที่จำเลยที่ ๑ ขับอย่างแรง รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ๑ ฝ - ๑๑๖๙ กรุงเทพมหานคร ได้รับความเสียหายเล็กน้อย ค่าซ่อมแซมไม่เกิน ๓๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๓ รับว่าได้รับประกันภัยรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ๘๙ - ๕๑๖๔ นครปฐม ไว้จากจำเลยที่ ๒ จริง แต่จำเลยที่ ๓ ไม่ต้องรับผิด โจทก์และจำเลยที่ ๓ มีสัญญาระงับข้อพิพาทกันโดยนำเสนอเรื่องต่อสำนักงานอนุญาโตตุลาการ โจทก์ฟ้องคดีนี้จึงเป็นการผิดสัญญา ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๘ มกราคม ๒๕๓๙ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๓๙) ต้องไม่เกิน ๒,๘๘๐ บาท กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๒,๕๐๐ บาท จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ ๓ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว คดีคงมีปัญหาตามฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยที่ ๓ ประการเดียวว่า โจทก์กับจำเลยที่ ๓ มีสัญญาการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยที่ ๓ จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า ในกรณีที่มีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการกำหนดให้เสนอข้อพิพาททางแพ่งให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด หากคู่สัญญาฝ่ายใดนำคดีมาฟ้องโดยมิได้เสนอข้อพิพาทต่อนุญาโตตุลาการเสียก่อนตามสัญญา คู่สัญญาฝ่ายที่ถูกฟ้องก็อาจอาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.๒๕๓๐ ด้วยการยื่นคำร้องต่อศาลก่อนวันสืบพยาน หรือก่อนมีคำพิพากษาในกรณีที่ไม่มีการสืบพยาน ให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีได้ แต่คดีนี้คงได้ความแต่เพียงว่าจำเลยที่ ๓ ให้การลอย ๆ อ้างว่ามีสัญญาอนุญาโตตุลาการ และมีนายสง่า ฮิมสกุล ผู้รับมอบอำนาจจำเลยที่ ๓ เบิกความเพียงว่าเมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องโดยมิได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก่อนย่อมทำให้คดีระงับ แต่จำเลยที่ ๓ มิได้แสดงพยานหลักฐานต่อศาลให้เห็นว่า กรณีมีสัญญาระงับข้อพิพาทอยู่จริงดังอ้าง ทั้งมิได้โต้แย้งการที่ศาลชั้นต้นไม่ทำการไต่สวนให้ปรากฏว่ากรณีมีสัญญาระงับข้อพิพาทอยู่หรือไม่ แต่กลับต่อสู้คดีตามประเด็นที่โจทก์ฟ้องตลอดมาโดยมิได้ส่งอ้างหนังสือสัญญาการระงับข้อพิพาทต่อศาลเพื่อขอให้จำหน่ายคดี จำเลยที่ ๓ เพิ่งจะส่งสำเนาสัญญาการระงับข้อพิพาทต่อศาลในชั้นยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่า จำเลยที่ ๓ หาได้ประสงค์จะขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีตามบทบัญญัติดังกล่าวไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ ๓ ไม่นำสืบให้เห็นว่ากรณีมีสัญญาการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ อันจะทำให้โจทก์ต้องเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก่อนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ ๓ ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. นายนพพร โพธิรังสิยากร ผู้ช่วยฯ นางสาวสุดรัก สุขสว่าง ย่อ นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ นายไมตรี ศรีอรุณ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ (วิเทพ ศิริพากย์-ไพศาล เจริญวุฒิ-ชนะ ภาสกานนท์) ศาลจังหวัดนครปฐม - นางสาววราภรณ์ ปิยะมงคลวงศ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายวสันต์ ตรีสุวรรณ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
69193
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครปฐม",
        "judge": "นางสาววราภรณ์ ปิยะมงคลวงศ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายวสันต์ ตรีสุวรรณ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082065051"
    }
}
date
2544
deka_no
2668/2544
deka_running_no
2668
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "วิเทพ ศิริพากย์",
    "ไพศาล เจริญวุฒิ",
    "ชนะ ภาสกานนท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530",
        "sections": [
            "ม. 10"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "จำกัด",
        "name": "บริษัทวิริยะประกันภัย"
    },
    {
        "role": "กับพวก",
        "name": "นายธนะศาสตร์ นาถึง ที่ 1"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน ๖๔,๓๒๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ในต้นเงิน ๖๑,๔๔๖ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ ๓ ให้การว่า เหตุคดีนี้เกิดเพราะความประมาทของผู้ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ๑ ฝ - ๑๑๖๙ กรุงเทพมหานคร ฝ่ายเดียวหรือมีส่วนประมาทในครั้งนี้ด้วย จำเลยที่ ๑ ขับรถด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างดี เมื่อขับมาถึงที่เกิดเหตุสี่แยกสนามจันทร์ขณะนั้นไฟจราจรสีแดงให้รถจำเลยที่ ๑ หยุด จำเลยที่ ๑ ปฏิบัติตามสัญญาณไฟจราจร ผู้ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ๑ ฝ - ๑๑๖๙ กรุงเทพมหานคร แล่นตามหลังมาในทิศทางเดียวกันด้วยความเร็วสูงปราศจากความระมัดระวัง ไม่ชะลอความเร็วและหยุดรถตามที่จำเลยที่ ๑ ขับ กลับเร่งความเร็วด้วยความประมาท เป็นเหตุให้พุ่งชนท้ายรถคันที่จำเลยที่ ๑ ขับอย่างแรง รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ๑ ฝ - ๑๑๖๙ กรุงเทพมหานคร ได้รับความเสียหายเล็กน้อย ค่าซ่อมแซมไม่เกิน ๓๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๓ รับว่าได้รับประกันภัยรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ๘๙ - ๕๑๖๔ นครปฐม ไว้จากจำเลยที่ ๒ จริง แต่จำเลยที่ ๓ ไม่ต้องรับผิด โจทก์และจำเลยที่ ๓ มีสัญญาระงับข้อพิพาทกันโดยนำเสนอเรื่องต่อสำนักงานอนุญาโตตุลาการ โจทก์ฟ้องคดีนี้จึงเป็นการผิดสัญญา ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๘ มกราคม ๒๕๓๙ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๓๙) ต้องไม่เกิน ๒,๘๘๐ บาท กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๒,๕๐๐ บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๓ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว คดีคงมีปัญหาตามฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยที่ ๓ ประการเดียวว่า โจทก์กับจำเลยที่ ๓ มีสัญญาการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยที่ ๓ จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า ในกรณีที่มีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการกำหนดให้เสนอข้อพิพาททางแพ่งให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด หากคู่สัญญาฝ่ายใดนำคดีมาฟ้องโดยมิได้เสนอข้อพิพาทต่อนุญาโตตุลาการเสียก่อนตามสัญญา คู่สัญญาฝ่ายที่ถูกฟ้องก็อาจอาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.๒๕๓๐ ด้วยการยื่นคำร้องต่อศาลก่อนวันสืบพยาน หรือก่อนมีคำพิพากษาในกรณีที่ไม่มีการสืบพยาน ให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีได้ แต่คดีนี้คงได้ความแต่เพียงว่าจำเลยที่ ๓ ให้การลอย ๆ อ้างว่ามีสัญญาอนุญาโตตุลาการ และมีนายสง่า ฮิมสกุล ผู้รับมอบอำนาจจำเลยที่ ๓ เบิกความเพียงว่าเมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องโดยมิได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก่อนย่อมทำให้คดีระงับ แต่จำเลยที่ ๓ มิได้แสดงพยานหลักฐานต่อศาลให้เห็นว่า กรณีมีสัญญาระงับข้อพิพาทอยู่จริงดังอ้าง ทั้งมิได้โต้แย้งการที่ศาลชั้นต้นไม่ทำการไต่สวนให้ปรากฏว่ากรณีมีสัญญาระงับข้อพิพาทอยู่หรือไม่ แต่กลับต่อสู้คดีตามประเด็นที่โจทก์ฟ้องตลอดมาโดยมิได้ส่งอ้างหนังสือสัญญาการระงับข้อพิพาทต่อศาลเพื่อขอให้จำหน่ายคดี จำเลยที่ ๓ เพิ่งจะส่งสำเนาสัญญาการระงับข้อพิพาทต่อศาลในชั้นยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่า จำเลยที่ ๓ หาได้ประสงค์จะขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีตามบทบัญญัติดังกล่าวไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ ๓ ไม่นำสืบให้เห็นว่ากรณีมีสัญญาการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ อันจะทำให้โจทก์ต้องเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก่อนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ ๓ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

นายนพพร โพธิรังสิยากร ผู้ช่วยฯ

นางสาวสุดรัก สุขสว่าง ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายไมตรี ศรีอรุณ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001118.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544