คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 585 -ที่ 586/2566 ฉบับเต็ม

#691966
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 585 - 586/2566 นาย พ. โจทก์ บริษัท ท. จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1195 ป.วิ.พ. มาตรา 55, มาตรา 142 (5) ขณะยื่นคําฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นโจทก์มีฐานะเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลย โดยอ้างว่าจำเลยจัดประชุมเพื่อเพิ่มทุนจดทะเบียนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แย่งสิทธิการถือหุ้นและอำนาจบริหารของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงจึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ แต่เมื่อระหว่างพิจารณาได้ความว่า จำเลยริบหุ้นของโจทก์ทั้งหมดออกขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2556 เนื่องจากโจทก์ค้างชําระค่าหุ้น ต่อมาโจทก์ได้ขอรับเงินค่าหุ้นส่วนที่เหลือจากการขาดทอดตลาดแล้ว และคดีอาญาซึ่งโจทก์ฟ้องจำเลยและกรรมการจำเลยว่าร่วมกันลักทรัพย์โดยการริบหุ้นของโจทก์ทั้งหมดและนําหุ้นดังกล่าวออกขายทอดตลาดและรับของโจร ศาลฎีกามีคําพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยและกรรมการจำเลยไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์และรับของโจร โจทก์จึงไม่มีฐานะเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลยอีกต่อไป ทั้งข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ลาออกจากการเป็นกรรมการผู้จัดการจำเลยแล้วก่อนที่จะมีการจัดประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นตามฟ้อง จึงถือว่าโจทก์ไม่มีส่วนได้เสียโดยตรงที่จะยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นในคดีนี้อีกต่อไป อำนาจฟ้องของโจทก์จึงหมดลง นอกจากนี้ การที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2554 ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 โดยขอให้ใช้จำนวนและอำนาจกรรมการชุดเดิมก่อนวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 มีผลบังคับและมีอำนาจต่อไป ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2557 จำเลยจดทะเบียนแปรสภาพเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด กรรมการชุดเดิมซึ่งถูกแต่งตั้งตามมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 จึงหมดสภาพไปแล้วเนื่องจากจำเลยได้แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด และได้มีการเลือกตั้งกรรมการชุดใหม่แล้ว คําขอท้ายฟ้องของโจทก์จึงไม่อยู่ในวิสัยที่จะบังคับคดีให้เป็นไปได้อีกต่อไป โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคําขอท้ายฟ้องได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้มีคำพิพากษาให้มติในการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 และการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2554 ในวันที่ 9 มิถุนายน 2554 ไม่ชอบด้วยกฎหมายตกเป็นโมฆะไม่มีผลใช้บังคับ และให้ใช้บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นฉบับเดิม คือฉบับลงวันที่ 23 ธันวาคม 2553 ให้จำนวนและอำนาจกรรมการชุดก่อนวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 มีผลบังคับและมีอำนาจต่อไป ให้จำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงจำนวนและอำนาจกรรมการต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครโดยให้กรรมการของจำเลยมี 3 คน คือ นายประชา นายไพบูลย์ และนายธีรยุทธ กรรมการหนึ่งคนลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทได้ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยยื่นบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทตามบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นฉบับลงวันที่ 23 ธันวาคม 2553 ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2561 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 ว่า โจทก์ได้ใช้สิทธิขอให้ศาลเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2554 ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 และครั้งที่ 2/2554 ในวันที่ 9 มิถุนายน 2554 ภายในระยะเวลาตามกฎหมายหรือไม่ การบอกกล่าวเรียกประชุม การประชุมและการลงมติของที่ประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2554 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยมีเจตนาเรียกประชุมไม่สุจริตหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งว่า รอไว้วินิจฉัยในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาและคำสั่ง ส่วนจำเลยอุทธรณ์คำพิพากษา ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกาคำพิพากษาและคำสั่ง ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เดิมโจทก์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยและเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลย ณ วันที่ 18 พฤษภาคม 2554 จำนวน 8,340,000 หุ้น โจทก์ลาออกจากการเป็นกรรมการผู้จัดการจำเลยระบุให้การลาออกมีผลตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2554 หลังจากนั้นจำเลยได้เรียกประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2554 ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 ที่ประชุมมีมติให้แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ แต่งตั้งประธานและรองประธานบริษัท แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารรวมทั้งกำหนดกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท ยกเลิกใบหุ้นเดิม ออกใบหุ้นใหม่และให้ตรวจสอบหุ้นที่ยังไม่ได้ชำระมูลค่าหุ้น ต่อมาจำเลยได้เรียกประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2554 ในวันที่ 9 มิถุนายน 2554 เพื่อรับรองรายงานการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2554 พิจารณาเพิ่มทุนจดทะเบียนจากเดิม 320,000,000 บาท เป็น 1,365,000,000 บาท และพิจารณาแก้ไขเปลี่ยนแปลงหนังสือบริคณห์สนธิเรื่องจำนวนทุนจดทะเบียน ที่ประชุมมีมติตามวาระดังกล่าว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ขณะยื่นฟ้องโจทก์มีฐานะเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลย จำเลยจัดประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2554 ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 และครั้งที่ 2/2554 ในวันที่ 9 มิถุนายน 2554 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพิ่มทุนจดทะเบียนบริษัท แย่งสิทธิการถือหุ้นและอำนาจบริหารของโจทก์ไปโดยทุจริต จึงถือว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิและมีอำนาจที่จะฟ้องขอเพิกถอนการประชุมซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์ถูกริบหุ้นจึงไม่มีฐานะเป็นผู้ถือหุ้น ซึ่งข้อเท็จจริงเกิดขึ้นภายหลังวันฟ้องขึ้นมาประกอบการวินิจฉัยแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ด้วยเหตุว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้นไม่ชอบ เห็นว่า ขณะยื่นคำฟ้องโจทก์มีฐานะเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลย โดยยื่นฟ้องเพื่อขอให้เพิกถอนมติในการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2554 ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 และการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2554 ในวันที่ 9 มิถุนายน 2554 ที่เปลี่ยนแปลงจำนวนและอำนาจกรรมการ เปลี่ยนแปลงบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น เพิ่มทุนจดทะเบียนบริษัทและแก้ไขเปลี่ยนแปลงหนังสือบริคณห์สนธิเรื่องการเพิ่มทุนบริษัท โดยอ้างว่าจำเลยจัดประชุมเพื่อเพิ่มทุนจดทะเบียนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แย่งสิทธิการถือหุ้นและอำนาจบริหารของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงจึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ แต่เมื่อระหว่างพิจารณาได้ความว่า จำเลยได้ริบหุ้นของโจทก์ทั้งหมดออกขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2556 เนื่องจากโจทก์ค้างชำระค่าหุ้น ต่อมาโจทก์ได้ขอรับเงินค่าหุ้นส่วนที่เหลือจากการขายทอดตลาดแล้ว และคดีอาญาซึ่งโจทก์ฟ้องจำเลยและกรรมการจำเลยว่าร่วมกันลักทรัพย์โดยการริบหุ้นของโจทก์ทั้งหมดและนำหุ้นดังกล่าวออกขายทอดตลาดและรับของโจร ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยและกรรมการจำเลยไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์และรับของโจร โจทก์จึงไม่มีฐานะเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลยอีกต่อไป ทั้งข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ลาออกจากการเป็นกรรมการผู้จัดการจำเลยแล้วโดยหนังสือลาออกระบุให้มีผลตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2554 ก่อนที่จะมีการจัดประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นตามฟ้อง จึงถือว่าโจทก์ไม่มีส่วนได้เสียโดยตรงที่จะยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นในคดีนี้อีกต่อไป อำนาจฟ้องของโจทก์จึงหมดลง นอกจากนี้ การที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนมติในการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2554 ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 และการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2554 ในวันที่ 9 มิถุนายน 2554 โดยขอให้จำเลยใช้บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นฉบับเดิมซึ่งส่งผลให้โจทก์กลับไปมีสถานะเป็นผู้ถือหุ้น และขอให้ใช้จำนวนและอำนาจกรรมการชุดเดิมก่อนวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 มีผลบังคับและมีอำนาจต่อไป ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2557 จำเลยได้จดทะเบียนแปรสภาพเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ปัจจุบันมีชื่อว่า บริษัท ท. แล้ว กรรมการจำเลยชุดเดิมซึ่งถูกแต่งตั้งตามมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 จึงหมดสภาพไปแล้วเนื่องจากจำเลยได้แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด และได้มีการเลือกตั้งกรรมการชุดใหม่แล้ว คำขอท้ายฟ้องของโจทก์จึงไม่อยู่ในวิสัยที่จะบังคับคดีให้เป็นไปได้อีกต่อไป โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำขอท้ายฟ้องได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่นตามฎีกาของโจทก์อีกเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์-สิริกานต์ มีจุล-พงษ์ธร จันทร์อุดม) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นางอภิวดี เหลืองรุ่งโรจน์ ศาลอุทธรณ์ - นางสาวมาลี เตชะจันตะ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พณ.204-205/2564 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
691966
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งกรุงเทพใต้",
        "judge": "นางอภิวดี เหลืองรุ่งโรจน์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นางสาวมาลี เตชะจันตะ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081944350"
    }
}
date
2566
deka_no
586/2566
deka_running_no
586
deka_year
2566
department
แผนก
judges
[
    "ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์",
    "สิริกานต์ มีจุล",
    "พงษ์ธร จันทร์อุดม"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1195"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 55",
            "ม. 142 (5)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย พ."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัท ท."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำพิพากษาให้มติในการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 และการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2554 ในวันที่ 9 มิถุนายน 2554 ไม่ชอบด้วยกฎหมายตกเป็นโมฆะไม่มีผลใช้บังคับ และให้ใช้บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นฉบับเดิม คือฉบับลงวันที่ 23 ธันวาคม 2553 ให้จำนวนและอำนาจกรรมการชุดก่อนวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 มีผลบังคับและมีอำนาจต่อไป ให้จำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงจำนวนและอำนาจกรรมการต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครโดยให้กรรมการของจำเลยมี 3 คน คือ นายประชา นายไพบูลย์ และนายธีรยุทธ กรรมการหนึ่งคนลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทได้ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยยื่นบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทตามบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นฉบับลงวันที่ 23 ธันวาคม 2553 ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2561 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 ว่า โจทก์ได้ใช้สิทธิขอให้ศาลเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2554 ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 และครั้งที่ 2/2554 ในวันที่ 9 มิถุนายน 2554 ภายในระยะเวลาตามกฎหมายหรือไม่ การบอกกล่าวเรียกประชุม การประชุมและการลงมติของที่ประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2554 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยมีเจตนาเรียกประชุมไม่สุจริตหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งว่า รอไว้วินิจฉัยในคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาและคำสั่ง ส่วนจำเลยอุทธรณ์คำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาคำพิพากษาและคำสั่ง

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เดิมโจทก์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยและเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลย ณ วันที่ 18 พฤษภาคม 2554 จำนวน 8,340,000 หุ้น โจทก์ลาออกจากการเป็นกรรมการผู้จัดการจำเลยระบุให้การลาออกมีผลตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2554 หลังจากนั้นจำเลยได้เรียกประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2554 ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 ที่ประชุมมีมติให้แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ แต่งตั้งประธานและรองประธานบริษัท แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารรวมทั้งกำหนดกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท ยกเลิกใบหุ้นเดิม ออกใบหุ้นใหม่และให้ตรวจสอบหุ้นที่ยังไม่ได้ชำระมูลค่าหุ้น ต่อมาจำเลยได้เรียกประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2554 ในวันที่ 9 มิถุนายน 2554 เพื่อรับรองรายงานการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2554 พิจารณาเพิ่มทุนจดทะเบียนจากเดิม 320,000,000 บาท เป็น 1,365,000,000 บาท และพิจารณาแก้ไขเปลี่ยนแปลงหนังสือบริคณห์สนธิเรื่องจำนวนทุนจดทะเบียน ที่ประชุมมีมติตามวาระดังกล่าว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ขณะยื่นฟ้องโจทก์มีฐานะเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลย จำเลยจัดประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2554 ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 และครั้งที่ 2/2554 ในวันที่ 9 มิถุนายน 2554 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพิ่มทุนจดทะเบียนบริษัท แย่งสิทธิการถือหุ้นและอำนาจบริหารของโจทก์ไปโดยทุจริต จึงถือว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิและมีอำนาจที่จะฟ้องขอเพิกถอนการประชุมซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์ถูกริบหุ้นจึงไม่มีฐานะเป็นผู้ถือหุ้น ซึ่งข้อเท็จจริงเกิดขึ้นภายหลังวันฟ้องขึ้นมาประกอบการวินิจฉัยแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ด้วยเหตุว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้นไม่ชอบ เห็นว่า ขณะยื่นคำฟ้องโจทก์มีฐานะเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลย โดยยื่นฟ้องเพื่อขอให้เพิกถอนมติในการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2554 ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 และการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2554 ในวันที่ 9 มิถุนายน 2554 ที่เปลี่ยนแปลงจำนวนและอำนาจกรรมการ เปลี่ยนแปลงบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น เพิ่มทุนจดทะเบียนบริษัทและแก้ไขเปลี่ยนแปลงหนังสือบริคณห์สนธิเรื่องการเพิ่มทุนบริษัท โดยอ้างว่าจำเลยจัดประชุมเพื่อเพิ่มทุนจดทะเบียนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แย่งสิทธิการถือหุ้นและอำนาจบริหารของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงจึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ แต่เมื่อระหว่างพิจารณาได้ความว่า จำเลยได้ริบหุ้นของโจทก์ทั้งหมดออกขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2556 เนื่องจากโจทก์ค้างชำระค่าหุ้น ต่อมาโจทก์ได้ขอรับเงินค่าหุ้นส่วนที่เหลือจากการขายทอดตลาดแล้ว และคดีอาญาซึ่งโจทก์ฟ้องจำเลยและกรรมการจำเลยว่าร่วมกันลักทรัพย์โดยการริบหุ้นของโจทก์ทั้งหมดและนำหุ้นดังกล่าวออกขายทอดตลาดและรับของโจร ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยและกรรมการจำเลยไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์และรับของโจร โจทก์จึงไม่มีฐานะเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลยอีกต่อไป ทั้งข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ลาออกจากการเป็นกรรมการผู้จัดการจำเลยแล้วโดยหนังสือลาออกระบุให้มีผลตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2554 ก่อนที่จะมีการจัดประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นตามฟ้อง จึงถือว่าโจทก์ไม่มีส่วนได้เสียโดยตรงที่จะยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นในคดีนี้อีกต่อไป อำนาจฟ้องของโจทก์จึงหมดลง นอกจากนี้ การที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนมติในการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2554 ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 และการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2554 ในวันที่ 9 มิถุนายน 2554 โดยขอให้จำเลยใช้บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นฉบับเดิมซึ่งส่งผลให้โจทก์กลับไปมีสถานะเป็นผู้ถือหุ้น และขอให้ใช้จำนวนและอำนาจกรรมการชุดเดิมก่อนวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 มีผลบังคับและมีอำนาจต่อไป ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2557 จำเลยได้จดทะเบียนแปรสภาพเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ปัจจุบันมีชื่อว่า บริษัท ท. แล้ว กรรมการจำเลยชุดเดิมซึ่งถูกแต่งตั้งตามมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 จึงหมดสภาพไปแล้วเนื่องจากจำเลยได้แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด และได้มีการเลือกตั้งกรรมการชุดใหม่แล้ว คำขอท้ายฟ้องของโจทก์จึงไม่อยู่ในวิสัยที่จะบังคับคดีให้เป็นไปได้อีกต่อไป โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำขอท้ายฟ้องได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่นตามฎีกาของโจทก์อีกเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000054.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พณ.204-205/2564
type
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 585 -
year
2566