ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 653/2566
บริษัทบริหารสินทรัพย์ ท. โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. ผู้สวมสิทธิแทน
โจทก์
นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร พ.
ผู้ร้อง
นาย อ.
จำเลย
ป.วิ.พ. มาตรา 335
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 50 วรรคสาม
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 15
ป.วิ.พ. มาตรา 335 วรรคสี่ และวรรคห้า เป็นบทบัญญัติเพื่อให้หนี้ค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคพร้อมค่าปรับตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดินได้รับการกันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดไว้เพื่อชำระหนี้ที่ค้างชำระดังกล่าวจนถึงวันขายทอดตลาดแก่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรก่อนเจ้าหนี้จำนองและให้พนักงานเจ้าหน้าที่จดทะเบียนโอนสิทธิในที่ดินแก่ผู้ซื้อโดยกำหนดหลักเกณฑ์ในการขายทอดตลาดที่ดินจัดสรรตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดินว่า ก่อนทำการขายทอดตลาด ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีบอกกล่าวให้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรแจ้งรายการหนี้ค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคพร้อมค่าปรับตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดินต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำบอกกล่าว เมื่อความปรากฏว่า ก่อนขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 212453 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือบอกกล่าวให้ผู้ร้องแจ้งรายการหนี้ค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคพร้อมค่าปรับภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือแล้ว แต่ผู้ร้องแจ้งรายการหนี้ดังกล่าวล่วงพ้นกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำบอกกล่าว ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดไว้เพื่อชำระหนี้ค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคพร้อมค่าปรับที่ค้างชำระให้แก่ผู้ร้อง จึงเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการไปตามที่มาตรา 335 บัญญัติไว้ ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาอ้างว่าลูกจ้างที่ดูแลรับผิดชอบที่ทำการของผู้ร้องในขณะนั้นไม่ได้แจ้งให้คณะกรรมการของผู้ร้องทราบว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือถึงผู้ร้อง โดยลูกจ้างคนดังกล่าวมีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริตนั้น กรณีไม่ต้องด้วย พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 15 ที่ศาลฎีกาจะขยายระยะเวลา 30 วัน ให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องจึงไม่อาจใช้สิทธิขอให้กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 212453 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เพื่อนำมาชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระแก่ผู้ร้องก่อนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำนองได้ ทั้งความปรากฏตามคำขอออกหมายบังคับคดีว่า จำเลยมีภาระหนี้คงค้างชำระอยู่แก่โจทก์เป็นเงิน 7,371,398.92 บาท แบ่งเป็นเงินต้น 3,223,150.73 บาท ที่เหลือเป็นดอกเบี้ยกับค่าเบี้ยประกันภัย แต่ที่ดินโฉนดเลขที่ 212453 ขายทอดตลาดได้ในราคาเพียง 3,700,000 บาท น้อยกว่าภาระหนี้ที่จำเลยค้างชำระอยู่แก่โจทก์ ซึ่งเห็นได้อยู่ในตัวว่าเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินรายได้สุทธิที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้ว ไม่มีเงินเหลือที่จะจ่ายให้แก่ผู้ร้อง
___________________________
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยจำเลยตกลงผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์รวม 96 งวด หากผิดนัดไม่ชำระงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความทั้งหมดทันที ให้โจทก์ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 212453 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ทรัพย์จำนอง และทรัพย์สินอื่นออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบถ้วน ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ โจทก์จึงดำเนินการบังคับคดี โดยเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 212453 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด ซึ่งนายวรเดช และนางสาวดวงทิพย์ เป็นผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดดังกล่าว
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีกันเงินส่วนนี้ให้แก่ผู้ร้อง
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง
ผู้ร้องอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลในชั้นนี้ให้เป็นพับ
ผู้ร้องฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ฟ้องจำเลยให้รับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินและสัญญาจำนอง ต่อมาโจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยจำเลยตกลงผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์รวม 96 งวด หากผิดนัดไม่ชำระงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความทั้งหมดทันที ให้โจทก์ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 212453 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ทรัพย์จำนอง ซึ่งเป็นที่ดินจัดสรรอยู่ในหมู่บ้านจัดสรร พ. และทรัพย์สินอื่นออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบถ้วน ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงดำเนินการบังคับคดี โดยเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 212453 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และแจ้งการยึดไปยังผู้ร้อง ซึ่งเป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรที่ที่ดินแปลงดังกล่าวตั้งอยู่ กับให้ผู้ร้องแจ้งหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 49 ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ ผู้ร้องได้รับหนังสือฉบับดังกล่าวโดยวิธีปิดหมายเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2561 ต่อมาวันที่ 10 พฤษภาคม 2561 ผู้ร้องแจ้งรายการหนี้ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคค้างชำระของที่ดินแปลงดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี วันที่ 19 กรกฎาคม 2561 นายวรเดช และนางสาวดวงทิพย์ เป็นผู้ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแปลงดังกล่าวจากการขายทอดตลาดในราคา 3,700,000 บาท จากนั้นเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือลงวันที่ 4 ธันวาคม 2561 แจ้งว่าผู้ร้องยื่นภาระค่าส่วนกลางเกินกำหนดระยะเวลาทางกฎหมาย เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่กันเงินค่าส่วนกลางให้ ทั้งนี้ผู้ร้องมีสิทธิขอบุริมสิทธิต่อศาลได้
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอกันส่วนในเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 50 วรรคสาม ในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 335 วรรคสี่ และวรรคห้า เป็นบทบัญญัติเพื่อให้หนี้ค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคพร้อมค่าปรับตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดินได้รับการกันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดไว้เพื่อชำระหนี้ที่ค้างชำระดังกล่าวจนถึงวันขายทอดตลาดแก่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรก่อนเจ้าหนี้จำนองและให้พนักงานเจ้าหน้าที่จดทะเบียนโอนสิทธิในที่ดินแก่ผู้ซื้อโดยกำหนดหลักเกณฑ์ในการขายทอดตลาดที่ดินจัดสรรตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดินว่า ก่อนทำการขายทอดตลาด ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีบอกกล่าวให้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรแจ้งรายการหนี้ค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคพร้อมค่าปรับตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดินต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำบอกกล่าว เมื่อความปรากฏว่า ก่อนขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 212453 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือบอกกล่าวให้ผู้ร้องแจ้งรายการหนี้ค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคพร้อมค่าปรับภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือแล้ว แต่ผู้ร้องแจ้งรายการหนี้ดังกล่าวล่วงพ้นกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำบอกกล่าว ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดไว้เพื่อชำระหนี้บำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคพร้อมค่าปรับที่ค้างชำระให้แก่ผู้ร้อง จึงเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการไปตามที่มาตรา 335 บัญญัติไว้ ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาอ้างว่าลูกจ้างที่ดูแลรับผิดชอบที่ทำการของผู้ร้องในขณะนั้นไม่ได้แจ้งให้คณะกรรมการของผู้ร้องทราบว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือถึงผู้ร้อง โดยลูกจ้างคนดังกล่าวมีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริตนั้น กรณีไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 15 ที่ศาลฎีกาจะขยายระยะเวลา 30 วัน ให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องจึงไม่อาจใช้สิทธิขอให้กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 212453 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เพื่อนำมาชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระแก่ผู้ร้องก่อนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำนองได้ ทั้งความปรากฏตามคำขอออกหมายบังคับคดีลงวันที่ 12 มกราคม 2561 ว่า ณ วันที่ 8 มกราคม 2561 จำเลยมีภาระหนี้คงค้างชำระอยู่แก่โจทก์เป็นเงิน 7,371,398.92 บาท แบ่งเป็นต้นเงิน 3,223,150.73 บาท ที่เหลือเป็นดอกเบี้ยกับค่าเบี้ยประกันภัย แต่ที่ดินโฉนดเลขที่ 212453 ขายทอดตลาดได้ในราคาเพียง 3,700,000 บาท น้อยกว่าภาระหนี้ที่จำเลยค้างชำระอยู่แก่โจทก์ ซึ่งเห็นได้อยู่ในตัวว่าเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินรายได้สุทธิที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้ว ไม่มีเงินเหลือที่จะจ่ายให้แก่ผู้ร้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
(รังสรรค์ กุลาเลิศ-กษิดิศ มงคลศิริภัทรา-สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์)
ศาลจังหวัดนนทบุรี - นางอำไพ อรัญนารถ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายชยุตม์ ประภากมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ผบ.(พ)479/2565
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ