คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2762/2544 ฉบับเต็ม

#69204
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2762/2544 นายสมชาย ตันวิจิตร กับพวก โจทก์ บริษัทเก่งธนา จำกัด ผู้ร้อง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้คัดค้าน นางสมเชื้อ ปราบใหญ่ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 132 (1), มาตรา 174 (2), มาตรา 246 พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 179 วรรคท้าย ป.วิ.พ. มาตรา ตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ. ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และมีคำสั่งให้รับเงิน 8,150,000 บาท จากผู้ร้อง กับดำเนินการเกี่ยวกับการซื้อทรัพย์ต่อไป ศาลชั้นต้นยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ หากศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วยจะมีผลเพียงให้ผู้ร้องวางเงินไว้ร้อยละห้าของราคาทรัพย์ที่ซื้อโดยวางเพิ่มอีกเป็นเงิน 8,150,000 บาท และผู้ร้องจะได้รับอนุญาตให้ขยายระยะเวลาการวางเงินส่วนที่เหลืออีกจำนวน 173,850,000 บาท ไปจนกว่าศาลจะมีคำสั่งถึงที่สุดเกี่ยวกับคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด คำร้องคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของผู้ร้องดังกล่าวไม่ได้มีผลเป็นการขอบังคับให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการขายและโอนที่ดินที่ผู้ร้องซื้อได้จากการขายทอดตลาดให้ผู้ร้อง ซึ่งเป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง จึงเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ 2 (ก) ท้าย ป.วิ.พ. ประกอบ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 179 วรรคท้าย ไม่ใช่เสียตามทุนทรัพย์ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสามให้ล้มละลาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลายแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๖๒๔ และ ๖๑๙๙ ตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ของลูกหนี้ (จำเลย) ไปตามคำขอของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๓๙ ผู้ร้องวางเงินประกันการเข้าสู้ราคา ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท และเป็นผู้ซื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาดในราคา ๑๘๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งผู้ร้องต้องวางเงินมัดจำ ๔๕,๗๕๐,๐๐๐ บาท แต่ผู้ร้องเตรียมเงินไปไม่พอจึงขอขยายระยะเวลาการวางเงินมัดจำ ๑๕ วัน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อนุญาตให้ขยายได้ ๓ วัน ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้เวลาผู้ร้องในวันเปิดทำการเพียงวันเดียวจึงรวบรวมเงินได้ไม่ทัน ขอให้มีคำสั่งกลับคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ โดยขอให้ขยายระยะเวลาเป็น ๑๕ วัน ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งเมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๓๙ อนุญาตให้ผู้ร้องวางเงินมัดจำได้ภายในวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๓๙ ต่อมาวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๓๙ ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขอขยายระยะเวลาการวางเงินออกไปอีกโดยอ้างว่ามีผู้ร้องคัดค้านการขายทอดตลาด จึงไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้ร้องได้ โดยขอขยายระยะเวลาการวางเงินออกไปจนกว่าศาลจะมีคำสั่งถึงที่สุดเกี่ยวกับคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด อธิบดีกรมบังคับคดีพิจารณาแล้วมีคำสั่งในวันดังกล่าวให้ผู้ร้องวางเงินไว้ร้อยละ ๕ ของราคาทรัพย์ที่ซื้อ โดยวางเงินเพิ่มอีกจำนวน ๘,๑๕๐,๐๐๐ บาท ภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันมีคำสั่งและอนุญาตให้ผู้ร้องขยายระยะเวลาการวางเงินส่วนที่เหลืออีกจำนวน ๑๗๓,๘๕๐,๐๐๐ บาท ไปจนกว่าศาลจะมีคำสั่งถึงที่สุดเกี่ยวกับคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ต่อมาวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๔๐ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งริบเงินประกันจำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ที่ผู้ร้องวางไว้และประกาศขายทอดตลาดที่ดินของลูกหนี้ (จำเลย) ใหม่ เนื่องจากผู้ร้องไม่วางเงินภายในกำหนดวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๔๐ ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงิน ๘,๑๕๐,๐๐๐ บาท ภายใน ๑๕ วัน นับตั้งแต่วันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๓๙ ผู้ร้องลงนามรับทราบคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์วันที่ ๗ มกราคม ๒๕๔๐ จึงครบกำหนดวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๔๐ ในวันดังกล่าวผู้ร้องนำแคชเชียร์เช็คจำนวน ๘,๑๕๐,๐๐๐ บาท จากผู้ร้อง และดำเนินการเกี่ยวกับการซื้อทรัพย์ต่อไป เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้านว่า ในวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๓๙ ขอขยายระยะเวลาการวางเงินนั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้กำชับให้ผู้ร้องรอฟังคำสั่ง และในคำร้องฉบับดังกล่าวผู้ร้องยืนยันว่ารอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบแล้ว แต่ผู้ร้องมิได้รอฟังคำสั่ง ฉะนั้น การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งในวันดังกล่าวและในเวลาราชการอนุญาตให้เลื่อนการวางเงินไปอีก ๑๕ วัน นับแต่วันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๓๙ ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๔๐ จึงต้องถือว่าผู้ร้องทราบคำสั่งในวันนั้นแล้ว การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งริบเงินประกัน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท เนื่องจากผู้ร้องมิได้วางเงินในกำหนดจึงชอบแล้ว ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ วินิจฉัยว่า คำฟ้องอุทธรณ์ของผู้ร้องเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ผู้ร้องต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้อง แต่ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อย่างคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ให้ศาลชั้นต้นแจ้งให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลเพิ่มโดยชอบแล้ว แต่ผู้ร้องไม่จัดการเสียเพิ่มให้ถูกต้องภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรกำหนด ถือได้ว่าผู้ร้องทิ้งฟ้องอุทธรณ์ จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๓๒ (๑) ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เนื่องจากเห็นว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงินเพิ่มอีกจำนวน ๘,๑๕๐,๐๐๐ บาท ภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันมีคำสั่ง ผู้ร้องลงนามรับทราบคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์วันที่ ๗ มกราคม ๒๕๔๐ จึงครบกำหนดวางเงินวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๔๐ ไม่ใช่นับแต่วันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๓๙ ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้วางเงินจึงขอให้เพิกถอนการกระทำหรือคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และมีคำสั่งให้รับเงิน ๘,๑๕๐,๐๐๐ บาท จากผู้ร้อง กับดำเนินการเกี่ยวกับการซื้อทรัพย์ต่อไป ถ้าหากศาลอุทธรณ์ภาค ๒ เห็นพ้องด้วยกับข้อคัดค้านของผู้ร้องดังกล่าว จะมีผลเพียงให้ผู้ร้องวางเงินไว้ร้อยละห้าของราคาทรัพย์ที่ซื้อโดยวางเพิ่มอีกเป็นเงิน ๘,๑๕๐,๐๐๐ บาท และผู้ร้องจะได้รับอนุญาตให้ขยายระยะเวลาการวางเงินส่วนที่เหลืออีกจำนวน ๑๗๓,๘๕๐,๐๐๐ บาท ไปจนกว่าศาลจะมีคำสั่งถึงที่สุดเกี่ยวกับคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ซึ่งเมื่อถึงกำหนดเวลานั้น ผู้ร้องอาจไม่นำเงินส่วนที่เหลือจำนวน ๑๗๓,๘๕๐,๐๐๐ บาท มาวาง หรือศาลอาจสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดตามที่มีการร้องขอก็ได้ คำร้องคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของผู้ร้องดังกล่าวไม่ได้มีผลถึงกับว่าเป็นการขอบังคับให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการขายและโอนที่ดินที่ผู้ร้องซื้อได้จากการขายทอดตลาดให้ผู้ร้อง ซึ่งเป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง จึงเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ ๒๐๐ บาท ตามตาราง ๑ ข้อ ๒ (ก) ท้าย ป.วิ.พ. ประกอบ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๗๙ วรรคท้าย ไม่ใช่เสียตามทุนทรัพย์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ มีคำสั่งจำหน่ายคดีโดยถือว่าผู้ร้องทิ้งฟ้องอุทธรณ์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น พิพากษายกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ที่ให้จำหน่ายคดี ให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิจารณาพิพากษาคดีตามอุทธรณ์ของผู้ร้องต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานี้ให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่. (วัฒนชัย โชติชูตระกูล-พิชัย เตโชพิทยากูล-พีรพล จันทร์สว่าง) ศาลจังหวัดสมุทรปราการ - นายสมพงษ์ พาณิชปฐมพงศ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายบุญศักดิ์ คงฤทธิแสง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
69204
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสมุทรปราการ",
        "judge": "นายสมพงษ์ พาณิชปฐมพงศ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "นายบุญศักดิ์ คงฤทธิแสง"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082064831"
    }
}
date
2544
deka_no
2762/2544
deka_running_no
2762
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "วัฒนชัย โชติชูตระกูล",
    "พิชัย เตโชพิทยากูล",
    "พีรพล จันทร์สว่าง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 132 (1)",
            "ม. 174 (2)",
            "ม. 246",
            "ม. ตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ."
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "sections": [
            "ม. 179 วรรคท้าย"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสมชาย ตันวิจิตร กับพวก"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "บริษัทเก่งธนา จำกัด"
    },
    {
        "role": "ผู้คัดค้าน",
        "name": "เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสมเชื้อ ปราบใหญ่ กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสามให้ล้มละลาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลายแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๖๒๔ และ ๖๑๙๙ ตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ของลูกหนี้ (จำเลย) ไปตามคำขอของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๓๙ ผู้ร้องวางเงินประกันการเข้าสู้ราคา ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท และเป็นผู้ซื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาดในราคา ๑๘๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งผู้ร้องต้องวางเงินมัดจำ ๔๕,๗๕๐,๐๐๐ บาท แต่ผู้ร้องเตรียมเงินไปไม่พอจึงขอขยายระยะเวลาการวางเงินมัดจำ ๑๕ วัน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อนุญาตให้ขยายได้ ๓ วัน ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้เวลาผู้ร้องในวันเปิดทำการเพียงวันเดียวจึงรวบรวมเงินได้ไม่ทัน ขอให้มีคำสั่งกลับคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ โดยขอให้ขยายระยะเวลาเป็น ๑๕ วัน ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งเมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๓๙ อนุญาตให้ผู้ร้องวางเงินมัดจำได้ภายในวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๓๙ ต่อมาวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๓๙ ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขอขยายระยะเวลาการวางเงินออกไปอีกโดยอ้างว่ามีผู้ร้องคัดค้านการขายทอดตลาด จึงไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้ร้องได้ โดยขอขยายระยะเวลาการวางเงินออกไปจนกว่าศาลจะมีคำสั่งถึงที่สุดเกี่ยวกับคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด อธิบดีกรมบังคับคดีพิจารณาแล้วมีคำสั่งในวันดังกล่าวให้ผู้ร้องวางเงินไว้ร้อยละ ๕ ของราคาทรัพย์ที่ซื้อ โดยวางเงินเพิ่มอีกจำนวน ๘,๑๕๐,๐๐๐ บาท ภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันมีคำสั่งและอนุญาตให้ผู้ร้องขยายระยะเวลาการวางเงินส่วนที่เหลืออีกจำนวน ๑๗๓,๘๕๐,๐๐๐ บาท ไปจนกว่าศาลจะมีคำสั่งถึงที่สุดเกี่ยวกับคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ต่อมาวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๔๐ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งริบเงินประกันจำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ที่ผู้ร้องวางไว้และประกาศขายทอดตลาดที่ดินของลูกหนี้ (จำเลย) ใหม่ เนื่องจากผู้ร้องไม่วางเงินภายในกำหนดวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๔๐

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงิน ๘,๑๕๐,๐๐๐ บาท ภายใน ๑๕ วัน นับตั้งแต่วันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๓๙ ผู้ร้องลงนามรับทราบคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์วันที่ ๗ มกราคม ๒๕๔๐ จึงครบกำหนดวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๔๐ ในวันดังกล่าวผู้ร้องนำแคชเชียร์เช็คจำนวน ๘,๑๕๐,๐๐๐ บาท จากผู้ร้อง และดำเนินการเกี่ยวกับการซื้อทรัพย์ต่อไป

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้านว่า ในวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๓๙ ขอขยายระยะเวลาการวางเงินนั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้กำชับให้ผู้ร้องรอฟังคำสั่ง และในคำร้องฉบับดังกล่าวผู้ร้องยืนยันว่ารอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบแล้ว แต่ผู้ร้องมิได้รอฟังคำสั่ง ฉะนั้น การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งในวันดังกล่าวและในเวลาราชการอนุญาตให้เลื่อนการวางเงินไปอีก ๑๕ วัน นับแต่วันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๓๙ ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๔๐ จึงต้องถือว่าผู้ร้องทราบคำสั่งในวันนั้นแล้ว การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งริบเงินประกัน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท เนื่องจากผู้ร้องมิได้วางเงินในกำหนดจึงชอบแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ วินิจฉัยว่า คำฟ้องอุทธรณ์ของผู้ร้องเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ผู้ร้องต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้อง แต่ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อย่างคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ให้ศาลชั้นต้นแจ้งให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลเพิ่มโดยชอบแล้ว แต่ผู้ร้องไม่จัดการเสียเพิ่มให้ถูกต้องภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรกำหนด ถือได้ว่าผู้ร้องทิ้งฟ้องอุทธรณ์ จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๓๒ (๑)

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เนื่องจากเห็นว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงินเพิ่มอีกจำนวน ๘,๑๕๐,๐๐๐ บาท ภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันมีคำสั่ง ผู้ร้องลงนามรับทราบคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์วันที่ ๗ มกราคม ๒๕๔๐ จึงครบกำหนดวางเงินวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๔๐ ไม่ใช่นับแต่วันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๓๙ ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้วางเงินจึงขอให้เพิกถอนการกระทำหรือคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และมีคำสั่งให้รับเงิน ๘,๑๕๐,๐๐๐ บาท จากผู้ร้อง กับดำเนินการเกี่ยวกับการซื้อทรัพย์ต่อไป ถ้าหากศาลอุทธรณ์ภาค ๒ เห็นพ้องด้วยกับข้อคัดค้านของผู้ร้องดังกล่าว จะมีผลเพียงให้ผู้ร้องวางเงินไว้ร้อยละห้าของราคาทรัพย์ที่ซื้อโดยวางเพิ่มอีกเป็นเงิน ๘,๑๕๐,๐๐๐ บาท และผู้ร้องจะได้รับอนุญาตให้ขยายระยะเวลาการวางเงินส่วนที่เหลืออีกจำนวน ๑๗๓,๘๕๐,๐๐๐ บาท ไปจนกว่าศาลจะมีคำสั่งถึงที่สุดเกี่ยวกับคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ซึ่งเมื่อถึงกำหนดเวลานั้น ผู้ร้องอาจไม่นำเงินส่วนที่เหลือจำนวน ๑๗๓,๘๕๐,๐๐๐ บาท มาวาง หรือศาลอาจสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดตามที่มีการร้องขอก็ได้ คำร้องคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของผู้ร้องดังกล่าวไม่ได้มีผลถึงกับว่าเป็นการขอบังคับให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการขายและโอนที่ดินที่ผู้ร้องซื้อได้จากการขายทอดตลาดให้ผู้ร้อง ซึ่งเป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง จึงเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ ๒๐๐ บาท ตามตาราง ๑ ข้อ ๒ (ก) ท้าย ป.วิ.พ. ประกอบ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๗๙ วรรคท้าย ไม่ใช่เสียตามทุนทรัพย์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ มีคำสั่งจำหน่ายคดีโดยถือว่าผู้ร้องทิ้งฟ้องอุทธรณ์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษายกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ที่ให้จำหน่ายคดี ให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิจารณาพิพากษาคดีตามอุทธรณ์ของผู้ร้องต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานี้ให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001116.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544