คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2775/2544 ฉบับเต็ม

#69206
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2775/2544 พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี โจทก์ นายคติพจน์ เพชรศรีกับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 120 วรรคหนึ่ง ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม ประกอบด้วยมาตรา 83 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี 8 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน คดีสำหรับข้อหานี้จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าไม่ได้กระทำความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตามฟ้องนั้นเป็นฎีกาโต้แย้งดุลยพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 9 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย การจับและการสอบสวนเป็นคนละขั้นตอน เพราะการจับเป็นวิธีการที่จะได้ตัวผู้กระทำผิด ส่วนการสอบสวนเป็นการรวบรวมพยานหลักฐานและการดำเนินการทั้งหลายอื่น ตามบทบัญญัติแห่งป.วิ.อ. ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำไปเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหาเพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิดและเพื่อที่จะเอาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษ และป.วิ.อ.มาตรา 120 บัญญัติว่า ห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาลโดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน ไม่ปรากฎว่าคดีนี้ไม่ได้มีการสอบสวนหรือการสอบสวนไม่ชอบอย่างไร ดังนั้นโจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๗๗,๘๓,๙๑ จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฏหมายอาญามาตรา๒๗๗วรรคสาม ๓๑๗วรรคสาม, ๘๓ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกรทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา๙๑ ขณะกระทำผิดจำเลยซึ่งอายุ ๑๕ ปีเศษ จำเลยที่๒อายุ ๑๔ ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประะมวลกฎหมายอาญามาตรา๗๕ ประกอบด้วยมาตรา๕๓ แล้ว ฐานพรากเด็กหญิงอายุไม่เกิน ๑๕ ปีไปเสียจากบิดามารดาให้ลงโทษจำคุกคนละ ๒ ปี ๖ เดือน ฐานกระทำชำเราให้ลงโทษจำคุกคนละ ๒๕ ปี รวมให้ลงโทษจำคุกคนละ ๒๗ ปี ๖ เดือน คำรับของจำเลยทั้งสองในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๗๘ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม คงลงโทษจำคุกคนละ ๑๘ ปี ๔ เดือน จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค๙ พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๑๗วรรคสามประกอบด้วยมาตรา ๘๓ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ ๑ ปี ๘ เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค๙พิพากษายืนคดีสำหรับข้อหานี้จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา๒๑๘วรรคหนึ่ง ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าไม่ได้กระทำความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตามฟ้องนั้นเป็นฎีกาว่าไม่ได้กระทำความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตามฟ้องนั้นเป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค๙ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าการจับจำเลยทั้งสองไม่ชอบเพราะไม่มีหมายจับและเป็นกรณีที่ไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะจับโดยไม่มีหมายจับ พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจสอบสวนและโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้นเห็นว่าการจับและการสอบสวนเป็นคนละขั้นตอนกัน เพราะการจับเป็นวิธีการที่จะได้ตัวผู้กระทำผิด ส่วนการสอบสวนเป็นการรวบรวมพยานหลักฐานและการดำเนินการทั้งหลายอื่น ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำไปเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหาเพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิดและเพื่อจะเอาตัวผู้ระทำผิดมาฟ้องลงโทษและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา๑๒๐บัญญัติว่าห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาลโดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน ไม่ปรากฏว่าคดีนี้ไม่ได้มีการสอบสวนหรือการสอบสวนไม่ชอบอย่างไร ดังนั้นโจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน นายนิพันธ์ ช่วยสกุล ผู้ตวรจร่างฯ ร.ท.นิตินาถ บุญมา ย่อ นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ นายชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ (ประพันธ์ ทรัพย์แสง-พันธาวุธ ปาณิกบุตร-ดลจรัส รัตนโศภิต) ศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้น - ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายธราธร ศิลปโอสถ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
69206
courts
[
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": ""
    },
    {
        "court": "ศาลชั้นต้น -",
        "judge": ""
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 9",
        "judge": "นายธราธร ศิลปโอสถ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082064827"
    }
}
date
2544
deka_no
2775/2544
deka_running_no
2775
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "ประพันธ์ ทรัพย์แสง",
    "พันธาวุธ ปาณิกบุตร",
    "ดลจรัส รัตนโศภิต"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 120 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายคติพจน์ เพชรศรีกับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๗๗,๘๓,๙๑

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฏหมายอาญามาตรา๒๗๗วรรคสาม ๓๑๗วรรคสาม, ๘๓ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกรทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา๙๑ ขณะกระทำผิดจำเลยซึ่งอายุ ๑๕ ปีเศษ จำเลยที่๒อายุ ๑๔ ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประะมวลกฎหมายอาญามาตรา๗๕ ประกอบด้วยมาตรา๕๓ แล้ว ฐานพรากเด็กหญิงอายุไม่เกิน ๑๕ ปีไปเสียจากบิดามารดาให้ลงโทษจำคุกคนละ ๒ ปี ๖ เดือน ฐานกระทำชำเราให้ลงโทษจำคุกคนละ ๒๕ ปี รวมให้ลงโทษจำคุกคนละ ๒๗ ปี ๖ เดือน คำรับของจำเลยทั้งสองในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๗๘ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม คงลงโทษจำคุกคนละ ๑๘ ปี ๔ เดือน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค๙ พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๑๗วรรคสามประกอบด้วยมาตรา ๘๓ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ ๑ ปี ๘ เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค๙พิพากษายืนคดีสำหรับข้อหานี้จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา๒๑๘วรรคหนึ่ง ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าไม่ได้กระทำความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตามฟ้องนั้นเป็นฎีกาว่าไม่ได้กระทำความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตามฟ้องนั้นเป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค๙ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าการจับจำเลยทั้งสองไม่ชอบเพราะไม่มีหมายจับและเป็นกรณีที่ไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะจับโดยไม่มีหมายจับ พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจสอบสวนและโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้นเห็นว่าการจับและการสอบสวนเป็นคนละขั้นตอนกัน เพราะการจับเป็นวิธีการที่จะได้ตัวผู้กระทำผิด ส่วนการสอบสวนเป็นการรวบรวมพยานหลักฐานและการดำเนินการทั้งหลายอื่น ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำไปเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหาเพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิดและเพื่อจะเอาตัวผู้ระทำผิดมาฟ้องลงโทษและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา๑๒๐บัญญัติว่าห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาลโดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน ไม่ปรากฏว่าคดีนี้ไม่ได้มีการสอบสวนหรือการสอบสวนไม่ชอบอย่างไร ดังนั้นโจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

นายนิพันธ์ ช่วยสกุล ผู้ตวรจร่างฯ

ร.ท.นิตินาถ บุญมา ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001116.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544