คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2878/2544 ฉบับเต็ม

#69208
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2878/2544 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายสุดสาคร พงษ์ภาพ จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 174, มาตรา 192, มาตรา 226, มาตรา 227, มาตรา 232, มาตรา 235 โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้ายกอดปล้ำและใช้อาวุธมีดปลายแหลมขู่เข็ญ ผู้เสียหายว่าทันใดนั้นจะใช้อาวุธมีดแทงทำร้ายหากผู้เสียหายขัดขืน แสดงว่าจำเลยมีอาวุธมีดและยังไม่ได้แทงทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย ดังนั้น ที่ผู้เสียหายเบิกความว่า ถูกของแหลมยาวประมาณ 6 ถึง 7 นิ้ว ไม่ทราบว่าเป็นวัตถุชนิดใด ทิ่มแทงที่ชายโครง 2 ครั้ง โดยไม่ปรากฏบาดแผลและอาวุธที่ใช้ทิ่มแทงเป็นของกลาง จึงรับฟังไม่ได้ เมื่อข้อเท็จจริง รับฟังไม่ได้ว่า จำเลยมีเจตนาใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหาย ลำพังแต่คำรับของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ย่อมไม่อาจนำมารับฟังลงโทษจำเลยฐานชิงทรัพย์ได้ ส่วนที่จำเลยเบิกความรับว่าจำเลยได้หยิบไม้กวาดขึ้นมาถือไว้ ทำให้ผู้เสียหายไม่กล้าเข้าใกล้จำเลย เท่ากับเป็นการขู่เข็ญว่าทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายก็ตาม แต่ข้อเท็จจริง ที่จะรับฟังลงโทษจำเลยต้องได้มาจากพยานหลักฐานของโจทก์ คำเบิกความของจำเลยมิใช่พยานหลักฐานของโจทก์ จะนำมารับฟังเพื่อลงโทษจำเลยหาได้ไม่ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๘, ๓๓๙ บวกโทษที่รอการลงโทษในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีนี้ และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาลักทรัพย์ แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้ใช้กำลังประทุษร้ายในการลักทรัพย์ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙ วรรคสอง จำคุก ๑๒ ปี คำให้การและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๘ ปี บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้เป็นจำคุก ๘ ปี ๑ เดือน ที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์นั้น ปรากฏว่าผู้เสียหายได้รับทรัพย์ของกลางคืนแล้ว จึงให้ยกคำขอ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๑) วรรคแรก จำคุก ๒ ปี จำเลยให้การรับสารภาพภายหลังสืบพยานโจทก์เสร็จ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๑ ปี ๔ เดือน บวกโทษจำคุก ๑ เดือน ที่รอไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีนี้เป็นจำคุก ๑ ปี ๕ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยได้ลักเอาทรัพย์สินของผู้เสียหายไปโดยทุจริต คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ในการลักทรัพย์ดังกล่าวจำเลยได้ใช้กำลังประทุษร้ายด้วยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้ายกอดปล้ำและใช้อาวุธมีดปลายแหลมขู่เข็ญ พ. ว่าทันใดนั้นจะใช้อาวุธมีดแทงทำร้ายหาก พ. ขัดขืน แสดงว่าจำเลยมีอาวุธมีดแต่ยังไม่ได้แทงทำร้ายร่างกาย พ. ดังนั้น พ. เบิกความว่า ถูกของแหลมยาวประมาณ ๖ ถึง ๗ นิ้ว ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นวัตถุชนิดใดทิ่มแทง ที่ชายโครง ๒ ครั้ง โดยไม่ปรากฏบาดแผลและอาวุธที่ใช้ทิ่มแทงเป็นของกลางจึงรับฟังไม่ได้ ส่วนที่ พ. เบิกความว่า มีการกอดปล้ำต่อสู้กันด้วยนั้น พ. เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ในการกอดปล้ำกันครั้งแรก จำเลยไม่ได้ทำการต่อสู้ จำเลยเพียงแต่ดิ้นรนให้หลุดพ้นเท่านั้น ส่วนการกอดปล้ำกันครั้งที่สองไม่ได้ความว่า พ. กับจำเลยกอดปล้ำต่อสู้กันอย่างไร พฤติการณ์ของจำเลยที่โจทก์นำสืบมาจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาใช้กำลังประทุษร้าย พ. ลำพังแต่คำรับของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนไม่อาจนำมารับฟังลงโทษจำเลยฐานชิงทรัพย์ได้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยเบิกความรับว่าจำเลยได้หยิบไม้กวาดขึ้นมาถือไว้ ทำให้ พ. ไม่กล้าเข้าใกล้จำเลย เท่ากับเป็นการขู่เข็ญว่าทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย พ. นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่จะรับฟังลงโทษจำเลยต้องได้มาจากพยานหลักฐานของโจทก์ แม้จำเลยเบิกความรับข้อเท็จจริงตามที่โจทก์ฎีกา คำเบิกความดังกล่าวก็มิใช่พยานหลักฐานของโจทก์ จะนำมารับฟังเพื่อลงโทษจำเลยหาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยไม่มีความผิดฐานชิงทรัพย์จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. (ชาญชัย ลิขิตจิตถะ-จำรูญ แสนภักดี-วสันต์ ตรีสุวรรณ) ศาลอาญากรุงเทพใต้ - นายธีระศักดิ์ วริวงศ์ ศาลอุทธรณ์ - นายบรรจง โพธิ์ปลั่ง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
69208
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญากรุงเทพใต้",
        "judge": "นายธีระศักดิ์ วริวงศ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายบรรจง โพธิ์ปลั่ง"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082064714"
    }
}
date
2544
deka_no
2878/2544
deka_running_no
2878
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "ชาญชัย ลิขิตจิตถะ",
    "จำรูญ แสนภักดี",
    "วสันต์ ตรีสุวรรณ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 174",
            "ม. 192",
            "ม. 226",
            "ม. 227",
            "ม. 232",
            "ม. 235"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสุดสาคร พงษ์ภาพ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๘, ๓๓๙ บวกโทษที่รอการลงโทษในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีนี้ และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาลักทรัพย์ แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้ใช้กำลังประทุษร้ายในการลักทรัพย์ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙ วรรคสอง จำคุก ๑๒ ปี คำให้การและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๘ ปี บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้เป็นจำคุก ๘ ปี ๑ เดือน ที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์นั้น ปรากฏว่าผู้เสียหายได้รับทรัพย์ของกลางคืนแล้ว จึงให้ยกคำขอ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๑) วรรคแรก จำคุก ๒ ปี จำเลยให้การรับสารภาพภายหลังสืบพยานโจทก์เสร็จ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๑ ปี ๔ เดือน บวกโทษจำคุก ๑ เดือน ที่รอไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีนี้เป็นจำคุก ๑ ปี ๕ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยได้ลักเอาทรัพย์สินของผู้เสียหายไปโดยทุจริต คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ในการลักทรัพย์ดังกล่าวจำเลยได้ใช้กำลังประทุษร้ายด้วยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้ายกอดปล้ำและใช้อาวุธมีดปลายแหลมขู่เข็ญ พ. ว่าทันใดนั้นจะใช้อาวุธมีดแทงทำร้ายหาก พ. ขัดขืน แสดงว่าจำเลยมีอาวุธมีดแต่ยังไม่ได้แทงทำร้ายร่างกาย พ. ดังนั้น พ. เบิกความว่า ถูกของแหลมยาวประมาณ ๖ ถึง ๗ นิ้ว ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นวัตถุชนิดใดทิ่มแทง ที่ชายโครง ๒ ครั้ง โดยไม่ปรากฏบาดแผลและอาวุธที่ใช้ทิ่มแทงเป็นของกลางจึงรับฟังไม่ได้ ส่วนที่ พ. เบิกความว่า มีการกอดปล้ำต่อสู้กันด้วยนั้น พ. เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ในการกอดปล้ำกันครั้งแรก จำเลยไม่ได้ทำการต่อสู้ จำเลยเพียงแต่ดิ้นรนให้หลุดพ้นเท่านั้น ส่วนการกอดปล้ำกันครั้งที่สองไม่ได้ความว่า พ. กับจำเลยกอดปล้ำต่อสู้กันอย่างไร พฤติการณ์ของจำเลยที่โจทก์นำสืบมาจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาใช้กำลังประทุษร้าย พ. ลำพังแต่คำรับของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนไม่อาจนำมารับฟังลงโทษจำเลยฐานชิงทรัพย์ได้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยเบิกความรับว่าจำเลยได้หยิบไม้กวาดขึ้นมาถือไว้ ทำให้ พ. ไม่กล้าเข้าใกล้จำเลย เท่ากับเป็นการขู่เข็ญว่าทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย พ. นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่จะรับฟังลงโทษจำเลยต้องได้มาจากพยานหลักฐานของโจทก์ แม้จำเลยเบิกความรับข้อเท็จจริงตามที่โจทก์ฎีกา คำเบิกความดังกล่าวก็มิใช่พยานหลักฐานของโจทก์ จะนำมารับฟังเพื่อลงโทษจำเลยหาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยไม่มีความผิดฐานชิงทรัพย์จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001115.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544