คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3050/2544 ฉบับเต็ม

#69218
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3050/2544 พลตำรวจโท เสรี เตมียเวส โจทก์ บริษัทข่าวสด จำกัด กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 328 ป.วิ.อ. มาตรา 15, มาตรา 40, มาตรา 44, มาตรา 158 (5) ป.วิ.พ. มาตรา 18, มาตรา 151, มาตรา 249 ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายฟ้องแยกการกระทำของจำเลยเป็น 31 ข้อ แต่ละข้อวันเวลาเกิดเหตุต่างกันกล่าวหาจำเลยทั้งหกร่วมกันใส่ความโจทก์ด้วยการโฆษณาต่อประชาชนในหนังสือพิมพ์รายวันเป็นจำนวน 31 ฉบับ รวม 31 วันข้อความแต่ละวันไม่เหมือนกัน เป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกันจำนวน 31 กรรม ความผิดฐานหมิ่นประมาทต้องเป็นการใส่ความยืนยันข้อเท็จจริงให้คนอ่าน คนฟัง คนเห็นเชื่อจึงจะเกิดความรู้สึกดูหมิ่นเกลียดชัง เมื่อฟ้องโจทก์แต่ละกรรมขาดสาระสำคัญดังกล่าวจึงเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 158 (5) โจทก์บรรยายฟ้องสรุปตอนท้ายว่า จำเลยทั้งหกใส่ความโจทก์ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงเฉพาะเรื่องโจทก์มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ ข้อที่โจทก์อุทธรณ์และฎีกาต่อมาว่า จำเลยทั้งหกใส่ความโจทก์ในเรื่องการนอกใจภริยา มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว เรื่องการปล่อยเงินกู้คิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด หรือเรื่องผลประโยชน์ในสนามม้า จึงเป็นเรื่องนอกคำฟ้องทั้งสิ้น แม้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย โจทก์บรรยายฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งหกในมูลละเมิดอันเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญามาด้วย เมื่อศาลชั้นต้นซึ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาเฉพาะคดีอาญาพิพากษายกฟ้องคดีในส่วนอาญาเสียแล้วย่อมไม่มีอำนาจรับคดีส่วนแพ่งไว้พิจารณา จึงต้องมีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีส่วนแพ่งและคืนค่าธรรมเนียมแก่โจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 151 แต่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งในคดีส่วนแพ่ง ส่วนศาลอุทธรณ์ก็มีคำสั่งเฉพาะเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับแก่โจทก์ โดยยังมิได้มีคำสั่งคำฟ้องส่วนแพ่งเช่นกัน กระบวนพิจารณาในคดีส่วนแพ่งที่ศาลล่างทั้งสองปฏิบัติจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกามีคำสั่งในคดีส่วนแพ่งไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งใหม่ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งหกละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของโจทก์โดยแท้ ทำให้ประชาชนคนอ่านที่ไม่ทราบความจริงเข้าใจว่าโจทก์มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ มีความรู้สึกดูหมิ่น เกลียดชังโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งหกทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งหกเป็นเงิน 150,000,000 บาท และขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 136, 326, 328, 332, 91, 90, 83, 84 พ.ร.บ. การพิมพ์ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 48 ให้จำเลยทั้งหกโฆษณาคำพิพากษาของศาลในหนังสือพิมพ์แนวหน้า มติชน ไทยรัฐ ไทยโพสต์ ข่าวสด เดลินิวส์ สื่อธุรกิจการเมือง สยามรัฐ พิมพ์ไทย บางกอกโพสต์ เดอะเนชั่น และบ้านเมือง ในหน้าหนึ่งขนาดกว้าง 4 นิ้ว ยาว 8 นิ้ว มีกำหนด 30 วัน ติดต่อกันโดยจำเลยทั้งหกเป็นผู้ออกค่าโฆษณา ให้ยึดและทำลายหนังสือพิมพ์ข่าวสดตามฟ้องทั้งหมด ห้ามจำเลยที่ 2 ประกอบอาชีพนักหนังสือพิมพ์ ให้จำเลยทั้งหกชำระเงิน 150,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาว่าฟ้องโจทก์มีสาระสำคัญสมบูรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายฟ้องแยกการกระทำของจำเลยเป็น 31 ข้อ แต่ละข้อวันเวลาเกิดเหตุต่างกันกล่าวหาจำเลยทั้งหกร่วมกันใส่ความโจทก์ด้วยการโฆษณาต่อประชาชนในหนังสือพิมพ์ ข. เป็นจำนวน 31 ฉบับ รวม 31 วัน ข้อความแต่ละวันไม่เหมือนกัน เป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกันจำนวน 31 กรรม ศาลฎีกาพิจารณาข้อความตามฟ้องและสำเนาหนังสือพิมพ์ ข. ในแต่ละกรรมที่โจทก์หาว่าจำเลยทั้งหกหมิ่นประมาทโจทก์ ไม่ปรากฏมีข้อความอันแสดงความหมายชัดแจ้งจะพึงเห็นได้อยู่ในตัวว่าเป็นการใส่ความ ทั้งโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าในแต่ละกรรมข้อความตอนใดจะมีความหมายเป็นการใส่ความโจทก์โดยประกาศที่น่าจะทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังอย่างไร ซึ่งศาลจะได้หยิบยกขึ้นพิจารณาได้โดยเฉพาะ โจทก์เพียงแต่บรรยายสรุปตอนท้ายคำฟ้องว่า ข้อความทั้งหมดเป็นความเท็จทั้งสิ้น ทำให้ประชาชนคนอ่านไม่ทราบความจริงเข้าใจว่าโจทก์มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศโดยไม่มีข้อความตอนใดยืนยันข้อเท็จจริงว่า โจทก์มีความสัมพันธ์ทางเพศกับนาย ส. ซึ่งเป็นกระเทยโดยการเสพสังวาสหรือร่วมเพศ หรือร่วมกระทำชำเรากันทางทวารหนักหรือเวจมรรค หรือให้นาย ส. ใช้ปากหรือลิ้นประกอบกามกิจต่ออวัยวะเพศของโจทก์ ฯลฯ ดังที่โจทก์บรรยายมาอย่างมากมายยืดยาวในฎีกา ความผิดฐานหมิ่นประมาทต้องเป็นการใส่ความยืนยันข้อเท็จจริงให้คนอ่าน คนฟัง คนเห็นเชื่อ จึงจะเกิดความรู้สึกดูหมิ่นเกลียดชัง เมื่อฟ้องโจทก์ขาดสาระสำคัญดังกล่าวจึงเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) และเมื่อโจทก์บรรยายฟ้องสรุปตอนท้ายว่า จำเลยทั้งหกใส่ความโจทก์ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียงเฉพาะเรื่องโจทก์มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศข้อที่โจทก์อุทธรณ์และฎีกาต่อมาว่า จำเลยทั้งหกใส่ความโจทก์ในเรื่องการนอกใจภริยา มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับนางสาว น. เรื่องการปล่อยเงินกู้คิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด หรือเรื่องผลประโยชน์ในสนามม้านั้น จึงเป็นเรื่องนอกคำฟ้องทั้งสิ้น แม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยให้ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่เนื่องจากโจทก์บรรยายฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งหกในมูลละเมิดอันเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญามาด้วย กรณีเช่นนี้ศาลชั้นต้นซึ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาเฉพาะคดีอาญา เมื่อพิพากษายกฟ้องคดีในส่วนอาญาเสียแล้วย่อมไม่มีอำนาจรับคดีส่วนแพ่งไว้พิจารณา จึงต้องมีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีส่วนแพ่งและคืนค่าธรรมเนียมแก่โจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 151 เมื่อศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งในคดีส่วนแพ่ง ส่วนศาลอุทธรณ์ก็มีคำสั่งเฉพาะเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับแก่โจทก์ โดยยังมิได้มีคำสั่งคำฟ้องส่วนแพ่งเช่นกัน กระบวนพิจารณาในคดีส่วนแพ่งที่ศาลล่างทั้งสองปฏิบัติจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นสมควรมีคำสั่งในคดีส่วนแพ่งไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งใหม่ พิพากษายืน ให้ยกฟ้องคดีส่วนอาญา และไม่รับฟ้องคดีส่วนแพ่ง คืนค่าขึ้นศาลทั้งสามศาลแก่โจทก์ จำเลยทั้งหกไม่แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความในชั้นฎีกาให้. (โนรี จันทร์ทร-พินิจ เพชรรุ่ง-รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์) ศาลอาญา - นางกาญจนา ฤทธิทิศ ศาลอุทธรณ์ - นายเกษม วีรวงศ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
69218
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญา",
        "judge": "นางกาญจนา ฤทธิทิศ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายเกษม วีรวงศ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082064499"
    }
}
date
2544
deka_no
3050/2544
deka_running_no
3050
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "โนรี จันทร์ทร",
    "พินิจ เพชรรุ่ง",
    "รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 328"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 15",
            "ม. 40",
            "ม. 44",
            "ม. 158 (5)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 18",
            "ม. 151",
            "ม. 249"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พลตำรวจโท เสรี เตมียเวส"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทข่าวสด จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งหกละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของโจทก์โดยแท้ ทำให้ประชาชนคนอ่านที่ไม่ทราบความจริงเข้าใจว่าโจทก์มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ มีความรู้สึกดูหมิ่น เกลียดชังโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งหกทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งหกเป็นเงิน 150,000,000 บาท และขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 136, 326, 328, 332, 91, 90, 83, 84 พ.ร.บ. การพิมพ์ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 48 ให้จำเลยทั้งหกโฆษณาคำพิพากษาของศาลในหนังสือพิมพ์แนวหน้า มติชน ไทยรัฐ ไทยโพสต์ ข่าวสด เดลินิวส์ สื่อธุรกิจการเมือง สยามรัฐ พิมพ์ไทย บางกอกโพสต์ เดอะเนชั่น และบ้านเมือง ในหน้าหนึ่งขนาดกว้าง 4 นิ้ว ยาว 8 นิ้ว มีกำหนด 30 วัน ติดต่อกันโดยจำเลยทั้งหกเป็นผู้ออกค่าโฆษณา ให้ยึดและทำลายหนังสือพิมพ์ข่าวสดตามฟ้องทั้งหมด ห้ามจำเลยที่ 2 ประกอบอาชีพนักหนังสือพิมพ์ ให้จำเลยทั้งหกชำระเงิน 150,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาว่าฟ้องโจทก์มีสาระสำคัญสมบูรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายฟ้องแยกการกระทำของจำเลยเป็น 31 ข้อ แต่ละข้อวันเวลาเกิดเหตุต่างกันกล่าวหาจำเลยทั้งหกร่วมกันใส่ความโจทก์ด้วยการโฆษณาต่อประชาชนในหนังสือพิมพ์ ข. เป็นจำนวน 31 ฉบับ รวม 31 วัน ข้อความแต่ละวันไม่เหมือนกัน เป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกันจำนวน 31 กรรม ศาลฎีกาพิจารณาข้อความตามฟ้องและสำเนาหนังสือพิมพ์ ข. ในแต่ละกรรมที่โจทก์หาว่าจำเลยทั้งหกหมิ่นประมาทโจทก์ ไม่ปรากฏมีข้อความอันแสดงความหมายชัดแจ้งจะพึงเห็นได้อยู่ในตัวว่าเป็นการใส่ความ ทั้งโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าในแต่ละกรรมข้อความตอนใดจะมีความหมายเป็นการใส่ความโจทก์โดยประกาศที่น่าจะทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังอย่างไร ซึ่งศาลจะได้หยิบยกขึ้นพิจารณาได้โดยเฉพาะ โจทก์เพียงแต่บรรยายสรุปตอนท้ายคำฟ้องว่า ข้อความทั้งหมดเป็นความเท็จทั้งสิ้น ทำให้ประชาชนคนอ่านไม่ทราบความจริงเข้าใจว่าโจทก์มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศโดยไม่มีข้อความตอนใดยืนยันข้อเท็จจริงว่า โจทก์มีความสัมพันธ์ทางเพศกับนาย ส. ซึ่งเป็นกระเทยโดยการเสพสังวาสหรือร่วมเพศ หรือร่วมกระทำชำเรากันทางทวารหนักหรือเวจมรรค หรือให้นาย ส. ใช้ปากหรือลิ้นประกอบกามกิจต่ออวัยวะเพศของโจทก์ ฯลฯ ดังที่โจทก์บรรยายมาอย่างมากมายยืดยาวในฎีกา ความผิดฐานหมิ่นประมาทต้องเป็นการใส่ความยืนยันข้อเท็จจริงให้คนอ่าน คนฟัง คนเห็นเชื่อ จึงจะเกิดความรู้สึกดูหมิ่นเกลียดชัง เมื่อฟ้องโจทก์ขาดสาระสำคัญดังกล่าวจึงเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) และเมื่อโจทก์บรรยายฟ้องสรุปตอนท้ายว่า จำเลยทั้งหกใส่ความโจทก์ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียงเฉพาะเรื่องโจทก์มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศข้อที่โจทก์อุทธรณ์และฎีกาต่อมาว่า จำเลยทั้งหกใส่ความโจทก์ในเรื่องการนอกใจภริยา มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับนางสาว น. เรื่องการปล่อยเงินกู้คิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด หรือเรื่องผลประโยชน์ในสนามม้านั้น จึงเป็นเรื่องนอกคำฟ้องทั้งสิ้น แม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยให้ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่เนื่องจากโจทก์บรรยายฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งหกในมูลละเมิดอันเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญามาด้วย กรณีเช่นนี้ศาลชั้นต้นซึ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาเฉพาะคดีอาญา เมื่อพิพากษายกฟ้องคดีในส่วนอาญาเสียแล้วย่อมไม่มีอำนาจรับคดีส่วนแพ่งไว้พิจารณา จึงต้องมีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีส่วนแพ่งและคืนค่าธรรมเนียมแก่โจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 151 เมื่อศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งในคดีส่วนแพ่ง ส่วนศาลอุทธรณ์ก็มีคำสั่งเฉพาะเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับแก่โจทก์ โดยยังมิได้มีคำสั่งคำฟ้องส่วนแพ่งเช่นกัน กระบวนพิจารณาในคดีส่วนแพ่งที่ศาลล่างทั้งสองปฏิบัติจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นสมควรมีคำสั่งในคดีส่วนแพ่งไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งใหม่

พิพากษายืน ให้ยกฟ้องคดีส่วนอาญา และไม่รับฟ้องคดีส่วนแพ่ง คืนค่าขึ้นศาลทั้งสามศาลแก่โจทก์ จำเลยทั้งหกไม่แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความในชั้นฎีกาให้.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001113.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544