คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4344/2544 ฉบับเต็ม

#69228
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4344/2544 พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์ โจทก์ พลทหารนรากร โคปาละสุต จำเลย ป.อ. มาตรา 83 ป.วิ.อ. มาตรา 226, มาตรา 227 ย. แต่เพียงผู้เดียวเป็นผู้ใช้มีดฟันผู้เสียหาย โดยจำเลยแม้จะถือมีดอยู่ในมือก็ไม่ได้ใช้มีดฟันผู้เสียหายด้วย ทั้งการที่ ย. ใช้มีดฟันผู้เสียหายก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทันทีทันใด จำเลยมิได้เตรียมมีดติดตัวมาเพื่อใช้เป็นอาวุธ และ ย. ส่งมีดให้จำเลยภายหลังที่จำเลยชก ส. ล้มลงและผู้เสียหายเข้าห้ามแล้วเท่านั้น พฤติการณ์เช่นนี้เห็นได้ว่า จำเลยมิได้ร่วมเป็นตัวการกับ ย. ใช้มีดฟันทำร้ายผู้เสียหาย พยานโจทก์ทั้งสามเป็นประจักษ์พยานซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุด้วยกันเบิกความแตกต่างกันในสาระสำคัญย่อมไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยกับพวกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ , ๘๐ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ , ๒๙๕ จำคุก ๑ ปี ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ ผู้เสียหายถูกคนร้ายใช้อาวุธมีดฟันที่หน้าผากและใบหน้าเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหาย นาย ส. และนาง ส. เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า ได้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์การทะเลาะวิวาทจนเกิดเหตุชุลมุนต่อสู้กันระหว่างกลุ่มของนาย ส. กับกลุ่มของจำเลยขณะกำลังแห่นาควนรอบโบสถ์ จำเลยต่อยนาย ส. ล้มลง ผู้เสียหายเข้าห้ามปรามแยกจำเลยกับนาย ส. ออกจากกัน นาย ย. พวกของจำเลยส่งมีดปลายแหลมให้จำเลย ๑ เล่ม แล้วนาย ย. ใช้มีดปลายแหลมที่ถืออยู่ฟันผู้เสียหายบริเวณใบหน้า ๑ ครั้ง โดยพยานโจทก์ทั้งสามเบิกความยืนยันตรงกันว่า นาย ย. แต่เพียงผู้เดียวเป็นผู้ใช้มีดฟันผู้เสียหาย โดยจำเลยแม้จะถือมีดอยู่ในมือก็ไม่ได้ใช้มีดฟันผู้เสียหายด้วย ทั้งการที่นาย ย. ใช้มีดฟันผู้เสียหายก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทันทีทันใดที่จำเลยชกนาย ส. ล้มลงและผู้เสียหายเข้าห้าม จำเลยมิได้เตรียมมีดติดตัวมาเพื่อใช้เป็นอาวุธ เพียงได้ความว่านาย ย. ส่งมีดให้จำเลยภายหลังที่จำเลยชกนาย ส. ล้มลงและผู้เสียหายเข้าห้ามแล้วเท่านั้น พฤติการณ์ลักษณะเช่นนี้เห็นได้ว่า จำเลยมิได้ร่วมเป็นตัวการกับนาย ย. ใช้มีดฟันทำร้ายผู้เสียหาย ส่วนเหตุการณ์ภายหลังที่ผู้เสียหายถูกนาย ย. ใช้มีดฟันแล้วนั้น แม้ผู้เสียหายจะเบิกความว่า ผู้เสียหายวิ่งหลบหนี นาย ย. กับจำเลยถือมีดตามไล่ฟันเพื่อทำร้ายอีก แต่ผู้เสียหายวิ่งหลบหนีไปได้ แต่คำเบิกความของผู้เสียหายดังกล่าวก็แตกต่างกับคำเบิกความของนาย ส. และนาง ส. พยานโจทก์ กล่าวคือ นาย ส. เบิกความว่า เมื่อนาย ย. ใช้มีดฟันผู้เสียหายแล้ว จำเลยถือมีดไล่ฟันนาย ก. แต่ฟันไม่ถูก จำเลยก็วิ่งหลบหนีไป ไม่เห็นจำเลยใช้มีดไล่ฟันผู้เสียหายแต่อย่างใด และเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า เห็นนาย ย. วิ่งไล่ติดตามผู้เสียหายไป ส่วนนาง ส. เบิกความว่า เมื่อนาย ย. ใช้มีดฟันผู้เสียหายที่บริเวณใบหน้า ๑ ครั้งแล้ว ผู้เสียหายวิ่งหนีหลังจากนั้นจำเลยกับนาย ย. ก็วิ่งหลบหนีไป และเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า หลังจากนาย ส. ชกต่อยกับจำเลยแล้ว จำเลยถือมีด นาย ส. แยกตัวออกไปโดยจำเลยถือมีดวิ่งไล่ติดตาม แต่นาย ส. ไม่ได้ถูกมีดฟัน การที่พยานโจทก์ทั้งสามเป็นประจักษ์พยานซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุด้วยกันเบิกความแตกต่างกันในสาระสำคัญจนไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยร่วมกับนาย ย. ถือมีดวิ่งติดตามไล่ฟันเพื่อทำร้ายผู้เสียหายอีก จึงไม่อาจบ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยเข้ามีส่วนร่วมเป็นตัวการกับนาย ย. กระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. (วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์-สุวัตร์ สุขเกษม-วิบูลย์ มีอาสา) ศาลจังหวัดนครสวรรค์ - นายศักดิ์เสถียร สวนสุข ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายสุริยง ลิ้มสถิรานันท์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
69228
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครสวรรค์",
        "judge": "นายศักดิ์เสถียร สวนสุข"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 6",
        "judge": "นายสุริยง ลิ้มสถิรานันท์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082064377"
    }
}
date
2544
deka_no
4344/2544
deka_running_no
4344
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์",
    "สุวัตร์ สุขเกษม",
    "วิบูลย์ มีอาสา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 83"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 226",
            "ม. 227"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "พลทหารนรากร โคปาละสุต"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยกับพวกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ , ๘๐

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ , ๒๙๕ จำคุก ๑ ปี ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ ผู้เสียหายถูกคนร้ายใช้อาวุธมีดฟันที่หน้าผากและใบหน้าเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหาย นาย ส. และนาง ส. เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า ได้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์การทะเลาะวิวาทจนเกิดเหตุชุลมุนต่อสู้กันระหว่างกลุ่มของนาย ส. กับกลุ่มของจำเลยขณะกำลังแห่นาควนรอบโบสถ์ จำเลยต่อยนาย ส. ล้มลง ผู้เสียหายเข้าห้ามปรามแยกจำเลยกับนาย ส. ออกจากกัน นาย ย. พวกของจำเลยส่งมีดปลายแหลมให้จำเลย ๑ เล่ม แล้วนาย ย. ใช้มีดปลายแหลมที่ถืออยู่ฟันผู้เสียหายบริเวณใบหน้า ๑ ครั้ง โดยพยานโจทก์ทั้งสามเบิกความยืนยันตรงกันว่า นาย ย. แต่เพียงผู้เดียวเป็นผู้ใช้มีดฟันผู้เสียหาย โดยจำเลยแม้จะถือมีดอยู่ในมือก็ไม่ได้ใช้มีดฟันผู้เสียหายด้วย ทั้งการที่นาย ย. ใช้มีดฟันผู้เสียหายก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทันทีทันใดที่จำเลยชกนาย ส. ล้มลงและผู้เสียหายเข้าห้าม จำเลยมิได้เตรียมมีดติดตัวมาเพื่อใช้เป็นอาวุธ เพียงได้ความว่านาย ย. ส่งมีดให้จำเลยภายหลังที่จำเลยชกนาย ส. ล้มลงและผู้เสียหายเข้าห้ามแล้วเท่านั้น พฤติการณ์ลักษณะเช่นนี้เห็นได้ว่า จำเลยมิได้ร่วมเป็นตัวการกับนาย ย. ใช้มีดฟันทำร้ายผู้เสียหาย ส่วนเหตุการณ์ภายหลังที่ผู้เสียหายถูกนาย ย. ใช้มีดฟันแล้วนั้น แม้ผู้เสียหายจะเบิกความว่า ผู้เสียหายวิ่งหลบหนี นาย ย. กับจำเลยถือมีดตามไล่ฟันเพื่อทำร้ายอีก แต่ผู้เสียหายวิ่งหลบหนีไปได้ แต่คำเบิกความของผู้เสียหายดังกล่าวก็แตกต่างกับคำเบิกความของนาย ส. และนาง ส. พยานโจทก์ กล่าวคือ นาย ส. เบิกความว่า เมื่อนาย ย. ใช้มีดฟันผู้เสียหายแล้ว จำเลยถือมีดไล่ฟันนาย ก. แต่ฟันไม่ถูก จำเลยก็วิ่งหลบหนีไป ไม่เห็นจำเลยใช้มีดไล่ฟันผู้เสียหายแต่อย่างใด และเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า เห็นนาย ย. วิ่งไล่ติดตามผู้เสียหายไป ส่วนนาง ส. เบิกความว่า เมื่อนาย ย. ใช้มีดฟันผู้เสียหายที่บริเวณใบหน้า ๑ ครั้งแล้ว ผู้เสียหายวิ่งหนีหลังจากนั้นจำเลยกับนาย ย. ก็วิ่งหลบหนีไป และเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า หลังจากนาย ส. ชกต่อยกับจำเลยแล้ว จำเลยถือมีด นาย ส. แยกตัวออกไปโดยจำเลยถือมีดวิ่งไล่ติดตาม แต่นาย ส. ไม่ได้ถูกมีดฟัน การที่พยานโจทก์ทั้งสามเป็นประจักษ์พยานซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุด้วยกันเบิกความแตกต่างกันในสาระสำคัญจนไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยร่วมกับนาย ย. ถือมีดวิ่งติดตามไล่ฟันเพื่อทำร้ายผู้เสียหายอีก จึงไม่อาจบ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยเข้ามีส่วนร่วมเป็นตัวการกับนาย ย. กระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001112.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544