คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4347/2544 ฉบับเต็ม

#69229
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4347/2544 พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ โจทก์ นายพรม สายรื่น กับพวก จำเลย พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, มาตรา 31 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 26 (4) พ.ร.บ. การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 26 (4) บัญญัติว่า "ถ้าเป็นที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติให้ดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมในที่ดินเขตป่าสงวนแห่งชาติส่วนใดแล้ว เมื่อ ส.ป.ก. จะนำที่ดินแปลงใดในส่วนนั้นไปดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ให้พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดิน มีผลเป็นการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติในที่ดินแปลงนั้น" ดังนั้น ที่ดินพิพาทเมื่อยังมิได้มีการ ส่งมอบพื้นที่ให้แก่ คณะกรรมการปฏิรูปที่ดิน แม้จะมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินออกมาแล้วก็ตาม พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวเป็นเพียงการกำหนดขอบเขตของที่ดินที่จะทำการปฏิรูปที่ดินเท่านั้น ไม่ได้มีผลเป็นการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติ ในทันที พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติยังคงเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติอยู่เช่นเดิม ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองกับพวกตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ มาตรา ๔, ๖, ๙, ๑๔, ๓๑, ๓๕ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ ให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจาก ป่าสงวนแห่งชาติ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองแต่ให้รอการลงโทษไว้ ๒ ปี และให้จำเลยทั้งสองกับบริวารออกไปจากป่าสงวนแห่งชาติ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ (ปัจจุบันศาลอุทธรณ์ภาค ๓) พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาพิพากษากลับให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ต่อมาจำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องว่า มีบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังว่าการกระทำของจำเลยที่ ๒ ไม่เป็นความผิดต่อไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒ จึงขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งว่าจำเลยที่ ๒ ไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิด หรือการกระทำของจำเลยที่ ๒ ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒, ๓ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์และขอทุเลาการบังคับเพราะโจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับ และศาลชั้นต้นได้ออกคำบังคับเมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๓๘ ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องในคดีนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ศาลชั้นต้น มีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน จำเลยที่ ๒ ฎีกา ศาลฎีกา วินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๒ ว่า ที่ดินพิพาทถูกเพิกถอนจากการเป็น ป่าสงวนแห่งชาติหรือไม่ โจทก์มีนายสุพรม ทวีเงิน และนายสุปรีชา ศิวารัตน์ เบิกความในทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าภูแลนคาด้านทิศใต้ ตำบลช่องสามสมอ อำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ ตามแผนที่ โดยพื้นที่อยู่ในโซนซี ตรงบริเวณที่จุดด้วยหมึกสีแดงไว้ โดยพื้นที่โซนซียังมิได้ส่งมอบให้คณะกรรมการปฏิรูปที่ดิน และยังคงเป็นพื้นที่อนุรักษ์ที่กรมป่าไม้ยังต้องดูแลให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ ส่วนจำเลยที่ ๒ ไม่มีพยานหลักฐานมาสืบให้เป็นอย่างอื่นเมื่อพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๒๖ (๔) บัญญัติว่า "ถ้าเป็นที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติให้ดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมในที่ดินเขตป่าสงวนแห่งชาติส่วนใดแล้ว เมื่อ ส.ป.ก. จะนำที่ดินแปลงใด ในส่วนนั้นไปดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ให้พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินมีผลเป็นการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติในที่ดินแปลงนั้น" ดังนั้น ที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในโซนซี เมื่อยังมิได้มีการส่งมอบพื้นที่ให้แก่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดิน แม้จะมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินออกมาแล้วก็ตาม พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวเป็นเพียงการกำหนดขอบเขตของที่ดินที่จะทำการปฏิรูปที่ดินเท่านั้น ไม่ได้มีผลเป็นการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติในทันที พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ยังคงเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติอยู่เช่นเดิม เมื่อที่๖พิพาทยังคงมีสภาพเป็นป่าสงวนแห่งชาติดังได้วินิจฉัยมาแล้ว คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ ๒ อีกต่อไป เพราะจะไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ ๒ ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (พีรพล จันทร์สว่าง-วิชัย ชื่นชมพูนุท-สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์) ศาลจังหวัดชัยภูมิ - นายวิเชียร อภิรัตน์มนตรี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายเฉลียว พลวิเศษ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
69229
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดชัยภูมิ",
        "judge": "นายวิเชียร อภิรัตน์มนตรี"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นายเฉลียว พลวิเศษ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082064377"
    }
}
date
2544
deka_no
4347/2544
deka_running_no
4347
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "พีรพล จันทร์สว่าง",
    "วิชัย ชื่นชมพูนุท",
    "สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507",
        "sections": [
            "ม. 14",
            "ม. 31 วรรคหนึ่ง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518",
        "sections": [
            "ม. 26 (4)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายพรม สายรื่น กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองกับพวกตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ มาตรา ๔, ๖, ๙, ๑๔, ๓๑, ๓๕ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ ให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจาก ป่าสงวนแห่งชาติ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองแต่ให้รอการลงโทษไว้ ๒ ปี และให้จำเลยทั้งสองกับบริวารออกไปจากป่าสงวนแห่งชาติ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ (ปัจจุบันศาลอุทธรณ์ภาค ๓) พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาพิพากษากลับให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ต่อมาจำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องว่า มีบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังว่าการกระทำของจำเลยที่ ๒ ไม่เป็นความผิดต่อไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒ จึงขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งว่าจำเลยที่ ๒ ไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิด หรือการกระทำของจำเลยที่ ๒ ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒, ๓ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์และขอทุเลาการบังคับเพราะโจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับ และศาลชั้นต้นได้ออกคำบังคับเมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๓๘ ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องในคดีนี้

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี

ศาลชั้นต้น มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน

จำเลยที่ ๒ ฎีกา

ศาลฎีกา วินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๒ ว่า ที่ดินพิพาทถูกเพิกถอนจากการเป็น ป่าสงวนแห่งชาติหรือไม่ โจทก์มีนายสุพรม ทวีเงิน และนายสุปรีชา ศิวารัตน์ เบิกความในทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าภูแลนคาด้านทิศใต้ ตำบลช่องสามสมอ อำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ ตามแผนที่ โดยพื้นที่อยู่ในโซนซี ตรงบริเวณที่จุดด้วยหมึกสีแดงไว้ โดยพื้นที่โซนซียังมิได้ส่งมอบให้คณะกรรมการปฏิรูปที่ดิน และยังคงเป็นพื้นที่อนุรักษ์ที่กรมป่าไม้ยังต้องดูแลให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ ส่วนจำเลยที่ ๒ ไม่มีพยานหลักฐานมาสืบให้เป็นอย่างอื่นเมื่อพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๒๖ (๔) บัญญัติว่า "ถ้าเป็นที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติให้ดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมในที่ดินเขตป่าสงวนแห่งชาติส่วนใดแล้ว เมื่อ ส.ป.ก. จะนำที่ดินแปลงใด ในส่วนนั้นไปดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ให้พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินมีผลเป็นการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติในที่ดินแปลงนั้น" ดังนั้น ที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในโซนซี เมื่อยังมิได้มีการส่งมอบพื้นที่ให้แก่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดิน แม้จะมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินออกมาแล้วก็ตาม พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวเป็นเพียงการกำหนดขอบเขตของที่ดินที่จะทำการปฏิรูปที่ดินเท่านั้น ไม่ได้มีผลเป็นการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติในทันที พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ยังคงเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติอยู่เช่นเดิม เมื่อที่๖พิพาทยังคงมีสภาพเป็นป่าสงวนแห่งชาติดังได้วินิจฉัยมาแล้ว คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ ๒ อีกต่อไป เพราะจะไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ ๒ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001112.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544