คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5608/2544 ฉบับเต็ม

#69249
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5608/2544 นางมานิดา กาญจนาคม โจทก์ สำนักงานประกันสังคม จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 205 ป.วิ.พ. มาตรา 1 (11), มาตรา 55 พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 39, มาตรา 41 (4), มาตรา 85, มาตรา 86, มาตรา 87 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 8, มาตรา 31 พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 66 พ.ร.บ. ประกันสังคม พ.ศ. 2533 ลักษณะ 2 หมวด 1 บัญญัติให้เรื่องการเป็นผู้ประกันตน รวมถึงการสิ้นสุดของความเป็นผู้ประกันตน อยู่ในกรอบอำนาจหน้าที่และการควบคุมของสำนักงานประกันสังคมจำเลย และยังให้สิทธิแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกันตนต่อจำเลยตามมาตรา 39 ว่า หากโจทก์ไม่พอใจคำสั่งของเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมหรือของพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคมที่สั่งการตามกฎหมายฉบับนี้ ให้โจทก์มีสิทธิอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วันนับแต่วันได้รับแจ้งคำสั่งตามมาตรา 85 คณะกรรมการอุทธรณ์ที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา 86 ก็เป็นคณะกรรมการของจำเลยโดยให้ผู้แทนสำนักงานประกันสังคมเป็นกรรมการและเลขานุการเพื่อต้องการให้คณะกรรมการอุทธรณ์ได้ตรวจสอบคำสั่งของเลขาธิการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคมอีกชั้นหนึ่ง คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์จึงเป็นคำสั่งในหน่วยงานของจำเลย นอกจากนี้มาตรา 87 วรรคท้าย ยังได้บัญญัติรับรองสิทธิของโจทก์ไว้อีกว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ ถ้าผู้อุทธรณ์ไม่พอใจให้มีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัย ดังนี้เมื่อจำเลยแจ้งการสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 แก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ และคณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลยมีคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์โจทก์ การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 55 ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 31 โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลย พ.ร.บ. ประกันสังคม พ.ศ. 2533 มีเจตนารมณ์เพื่อให้การสงเคราะห์แก่ลูกจ้างและบุคคลอื่น บทบัญญัติมาตราใดที่กำหนดเงื่อนไขให้บุคคลดังกล่าวต้องสิ้นสิทธิจึงต้องตีความอย่างเคร่งครัดว่าต้องเป็นกรณีกระทำโดยเจตนาเท่านั้น มาตรา 41 (4) ที่บัญญัติให้ความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 สิ้นสุดลงเมื่อผู้ประกันตนไม่ส่งเงินสมทบ 3 เดือนติดต่อกันจึงหมายถึงกรณีที่ผู้ประกันตนไม่ส่งเงินสมทบโดยจงใจ และไม่มีพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งผู้ประกันตนต้องรับผิดชอบ โจทก์ไม่ทราบมาก่อนว่า ธนาคาร ท. นายจ้างโจทก์ยกเลิกการส่งเงินสมทบแทนโจทก์และโจทก์ไม่ได้จงใจไม่ส่งเงินสมทบ ทั้งไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งโจทก์ต้องรับผิดชอบ ความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์จึงยังไม่สิ้นสุดลงตามมาตรา 41 (4) ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ รส 0704/0971 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์จำเลยที่ 867/2542 และให้จำเลยรับโจทก์เป็นผู้ค้ำประกันตนต่อเนื่องจากเดิมตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2541 จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าบริษัทธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) แจ้งยกเลิกการส่งเงินสมทบแทนโจทก์ให้โจทก์ทราบก่อนที่จะมีการยกเลิก และจำเลยไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบให้เห็นว่าโจทก์ได้ทราบถึงการยกเลิกดังกล่าวหรือมีเจตนาจงใจไม่ส่งเงินสมทบจนเป็นเหตุให้ความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์ต้องสิ้นสุดลง พฤติการณ์แห่งคดีรับฟังได้ว่า การที่โจทก์ขาดส่งเงินสมทบเป็นกรณีที่โจทก์ไม่อาจกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในกฎหมายได้ เพราะมีพฤติการณ์ที่จำเป็นอันมิได้เกิดขึ้นจากความผิดของโจทก์ มีเหตุอันควรขยายระยะเวลาให้โจทก์ได้ดำเนินการส่งเงินสมทบเข้ากองทุนสำหรับเดือนที่ขาดส่งให้ครบตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 66 และให้โจทก์คงมีสิทธิเป็นผู้ประกันตนต่อเนื่องจากเดิม พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ รส 0704/0971 ที่ให้โจทก์สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลยที่ 867/2542 ให้จำเลยรับโจทก์เป็นผู้ประกันตนต่อเนื่องจากเดิมตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2541 โดยขยายระยะเวลาให้โจทก์ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนสำหรับเดือนที่ยังขาดส่งให้ครบภายในกำหนด 30 วันนับแต่วันมีคำพิพากษา จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ลักษณะ 2 หมวด 1 บัญญัติให้เรื่องการเป็นผู้ประกันตน รวมถึงการสิ้นสุดของความเป็นผู้ประกันตน อยู่ในกรอบอำนาจหน้าที่และการควบคุมของสำนักงานประกันสังคมจำเลย และยังให้สิทธิแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกันตนต่อจำเลยตามมาตรา 39 ว่า หากโจทก์ไม่พอใจคำสั่งของเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมหรือของพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคมที่สั่งการตามกฎหมายฉบับนี้ ให้โจทก์มีสิทธิอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำสั่งตามมาตรา 85 คณะกรรมการอุทธรณ์ที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา 86 ก็เป็นคณะกรรมการของจำเลยโดยให้ผู้แทนสำนักงานประกันสังคมเป็นกรรมการและเลขานุการเพื่อต้องการให้คณะกรรมการอุทธรณ์ได้ตรวจสอบคำสั่งของเลขาธิการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคมอีกชั้นหนึ่ง ดังนั้นคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์จึงเป็นคำสั่งในหน่วยงานของจำเลย นอกจากนี้มาตรา 87 วรรคท้าย ยังได้บัญญัติรับรองสิทธิของโจทก์ไว้อีกว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์นั้น ถ้าผู้อุทธรณ์ไม่พอใจให้มีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัย ดังนี้ เมื่อจำเลยแจ้งการสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 แก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ และคณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลยมีคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์โจทก์ การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลย อุทธรณ์จำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์จำเลยมีว่า โจทก์มีหน้าที่ต้องนำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนเดือนละครั้งภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป ตามมาตรา 39 และจำเลยได้แจ้งเรื่องดังกล่าวให้โจทก์ทราบแล้ว ส่วนบริษัทธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เป็นตัวแทนของโจทก์ในการนำส่งเงินสมทบเข้ากองทุน เมื่อบริษัทธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ไม่นำส่งเงินสมทบให้แก่กองทุนย่อมถือได้ว่าโจทก์ขาดส่งเงินสมทบเข้ากองทุนรวมเป็นเวลา 3 เดือน ติดต่อกัน กรณีไม่ใช่พฤติการณ์ที่จำเป็นอันมิได้เกิดขึ้นจากความผิดของโจทก์ โจทก์จะอ้างสิทธิตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 66 ไม่ได้นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ออกมาใช้บังคับโดยมีเจตนารมณ์เพื่อให้การสงเคราะห์แก่ลูกจ้างและบุคคลอื่น บทบัญญัติมาตราใดที่กำหนดเงื่อนไขให้บุคคลดังกล่าวต้องสิ้นสิทธิจึงต้องตีความอย่างเคร่งครัดว่าต้องเป็นกรณีกระทำโดยเจตนาเท่านั้น มาตรา 41 (4) ที่บัญญัติให้ความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 สิ้นสุดลงเมื่อผู้ประกันตนไม่ส่งเงินสมทบ 3 เดือนติดต่อกัน จึงหมายถึงกรณีที่ผู้ประกันตนไม่ส่งเงินสมทบโดยจงใจและไม่มีพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งผู้ประกันตนต้องรับผิดชอบ เมื่อข้อเท็จจริงยุติตามที่ศาลแรงงานกลางฟังว่า โจทก์ไม่ทราบมาก่อนว่าบริษัทธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ยกเลิกการส่งเงินสมทบแทนโจทก์ และโจทก์ไม่ได้จงใจไม่ส่งเงินสมทบ ทั้งไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งโจทก์ต้องรับผิดชอบ ความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์จึงยังไม่สิ้นสุดลงตามมาตรา 41 (4) ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์จำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. (พูนศักดิ์ จงกลนี-สกนธ์ กฤติยาวงศ์-ปัญญา สุทธิบดี) ศาลแรงงานกลาง - นางจารุณี ตันตยาคม แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
69249
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานกลาง",
        "judge": "นางจารุณี ตันตยาคม"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082063833"
    }
}
date
2544
deka_no
5608/2544
deka_running_no
5608
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "พูนศักดิ์ จงกลนี",
    "สกนธ์ กฤติยาวงศ์",
    "ปัญญา สุทธิบดี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 205"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1 (11)",
            "ม. 55"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533",
        "sections": [
            "ม. 39",
            "ม. 41 (4)",
            "ม. 85",
            "ม. 86",
            "ม. 87"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 8",
            "ม. 31"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539",
        "sections": [
            "ม. 66"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางมานิดา กาญจนาคม"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "สำนักงานประกันสังคม"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ รส 0704/0971 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์จำเลยที่ 867/2542 และให้จำเลยรับโจทก์เป็นผู้ค้ำประกันตนต่อเนื่องจากเดิมตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2541

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าบริษัทธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) แจ้งยกเลิกการส่งเงินสมทบแทนโจทก์ให้โจทก์ทราบก่อนที่จะมีการยกเลิก และจำเลยไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบให้เห็นว่าโจทก์ได้ทราบถึงการยกเลิกดังกล่าวหรือมีเจตนาจงใจไม่ส่งเงินสมทบจนเป็นเหตุให้ความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์ต้องสิ้นสุดลง พฤติการณ์แห่งคดีรับฟังได้ว่า การที่โจทก์ขาดส่งเงินสมทบเป็นกรณีที่โจทก์ไม่อาจกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในกฎหมายได้ เพราะมีพฤติการณ์ที่จำเป็นอันมิได้เกิดขึ้นจากความผิดของโจทก์ มีเหตุอันควรขยายระยะเวลาให้โจทก์ได้ดำเนินการส่งเงินสมทบเข้ากองทุนสำหรับเดือนที่ขาดส่งให้ครบตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 66 และให้โจทก์คงมีสิทธิเป็นผู้ประกันตนต่อเนื่องจากเดิม พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ รส 0704/0971 ที่ให้โจทก์สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลยที่ 867/2542 ให้จำเลยรับโจทก์เป็นผู้ประกันตนต่อเนื่องจากเดิมตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2541 โดยขยายระยะเวลาให้โจทก์ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนสำหรับเดือนที่ยังขาดส่งให้ครบภายในกำหนด 30 วันนับแต่วันมีคำพิพากษา

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ลักษณะ 2 หมวด 1 บัญญัติให้เรื่องการเป็นผู้ประกันตน รวมถึงการสิ้นสุดของความเป็นผู้ประกันตน อยู่ในกรอบอำนาจหน้าที่และการควบคุมของสำนักงานประกันสังคมจำเลย และยังให้สิทธิแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกันตนต่อจำเลยตามมาตรา 39 ว่า หากโจทก์ไม่พอใจคำสั่งของเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมหรือของพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคมที่สั่งการตามกฎหมายฉบับนี้ ให้โจทก์มีสิทธิอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำสั่งตามมาตรา 85 คณะกรรมการอุทธรณ์ที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา 86 ก็เป็นคณะกรรมการของจำเลยโดยให้ผู้แทนสำนักงานประกันสังคมเป็นกรรมการและเลขานุการเพื่อต้องการให้คณะกรรมการอุทธรณ์ได้ตรวจสอบคำสั่งของเลขาธิการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคมอีกชั้นหนึ่ง ดังนั้นคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์จึงเป็นคำสั่งในหน่วยงานของจำเลย นอกจากนี้มาตรา 87 วรรคท้าย ยังได้บัญญัติรับรองสิทธิของโจทก์ไว้อีกว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์นั้น ถ้าผู้อุทธรณ์ไม่พอใจให้มีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัย ดังนี้ เมื่อจำเลยแจ้งการสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 แก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ และคณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลยมีคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์โจทก์ การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลย อุทธรณ์จำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์จำเลยมีว่า โจทก์มีหน้าที่ต้องนำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนเดือนละครั้งภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป ตามมาตรา 39 และจำเลยได้แจ้งเรื่องดังกล่าวให้โจทก์ทราบแล้ว ส่วนบริษัทธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เป็นตัวแทนของโจทก์ในการนำส่งเงินสมทบเข้ากองทุน เมื่อบริษัทธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ไม่นำส่งเงินสมทบให้แก่กองทุนย่อมถือได้ว่าโจทก์ขาดส่งเงินสมทบเข้ากองทุนรวมเป็นเวลา 3 เดือน ติดต่อกัน กรณีไม่ใช่พฤติการณ์ที่จำเป็นอันมิได้เกิดขึ้นจากความผิดของโจทก์ โจทก์จะอ้างสิทธิตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 66 ไม่ได้นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ออกมาใช้บังคับโดยมีเจตนารมณ์เพื่อให้การสงเคราะห์แก่ลูกจ้างและบุคคลอื่น บทบัญญัติมาตราใดที่กำหนดเงื่อนไขให้บุคคลดังกล่าวต้องสิ้นสิทธิจึงต้องตีความอย่างเคร่งครัดว่าต้องเป็นกรณีกระทำโดยเจตนาเท่านั้น มาตรา 41 (4) ที่บัญญัติให้ความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 สิ้นสุดลงเมื่อผู้ประกันตนไม่ส่งเงินสมทบ 3 เดือนติดต่อกัน จึงหมายถึงกรณีที่ผู้ประกันตนไม่ส่งเงินสมทบโดยจงใจและไม่มีพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งผู้ประกันตนต้องรับผิดชอบ เมื่อข้อเท็จจริงยุติตามที่ศาลแรงงานกลางฟังว่า โจทก์ไม่ทราบมาก่อนว่าบริษัทธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ยกเลิกการส่งเงินสมทบแทนโจทก์ และโจทก์ไม่ได้จงใจไม่ส่งเงินสมทบ ทั้งไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งโจทก์ต้องรับผิดชอบ ความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์จึงยังไม่สิ้นสุดลงตามมาตรา 41 (4) ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์จำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001107.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544